โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เงินบาทอ่อนค่า หลังยังไม่ได้ข้อสรุป เจรจาภาษีสหรัฐ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 11 ก.ค. 2568 เวลา 12.19 น. • เผยแพร่ 11 ก.ค. 2568 เวลา 12.01 น.

ภาวะเงินตราต่างประเทศประจำสัปดาห์ เงินบาทอ่อนค่า หลังยังไม่ได้ข้อสรุป เจรจาภาษีสหรัฐ

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะเคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 7-11 กรกฎาคม 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันจันทร์ (7/7) ที่ระดับ 32.38/41 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (4/7) ที่ระดับ 32.35/36 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

ในสัปดาห์นี้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐทยอยปรับตัวแข็งค่าขึ้น โดยเริ่มตั้งแต่ต้นสัปดาห์ หลังเมื่อวันอาทิตย์ (6/7) นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า มาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรที่รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศในเดือน เม.ย.นั้น จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ก.ค. สำหรับประเทศที่ยังไม่ได้บรรลุข้อตกลงกับสหรัฐ โดย ปธน.ทรัมป์จะส่งจดหมายไปยังประเทศคู่ค้าของสหรัฐตั้งแต่วันจันทร์ที่ 7 ก.ค.

โดยเนื้อหาในจดหมายระบุว่า หากประเทศดังกล่าวไม่เร่งดำเนินการใด ๆ แล้ว ในวันที่ 1 ส.ค.นี้ ภาษีศุลกากรของประเทศเหล่านี้นั้นจะกลับมาอยู่ในระดับเดียวกับที่สหรัฐได้ประกาศไปเมื่อวันที่ 2 เม.ย. โดยในวันอังคาร (8/7) ได้มีการเผยแพร่จดหมายหลายฉบับที่ทางสหรัฐได้ส่งให้แต่ละประเทศ โดยในเบื้องต้นมี 14 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย คาซัคสถาน และตูนิเซีย จะถูกเก็บภาษีที่อัตรา 25%, แอฟริกาใต้ และบอสเนียที่อัตรา 30%, อินโดนีเซีย 32%, บังกลาเทศ และเซอร์เบียที่อัตรา 35%, กัมพูชา และไทยที่อัตรา 36% ลาว และเมียนมาที่อัตรา 40%

และในวันพฤหัสบดี (10/7) มีการส่งจดหมายเพิ่มเติมอีก 8 ประเทศ โดยบราซิลถูกเรียกเก็บภาษีสูงที่สุดที่ระดับ 50% โดยนายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้มีการออกมาให้สัมภาษณ์ในภายหลังว่า จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เกี่ยวกับวันที่ของการเรียกเก็บภาษีและจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ทั้งสิ้นในเงื่อนไขที่ถูกประกาศ ซึ่งแถลงการณ์ดังกล่าวสวนทางกับการให้สัมภาษณ์ก่อนหน้าที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า ถ้ามีประเทศที่ได้รับผลกระทบแล้วโทร.มาเจรจาในแนวทางที่แตกต่างออกไป เขาก็พร้อมที่จะเปิดรับแนวคิดนั้น

ทั้งนี้ จนถึงขณะนี้รัฐบาลสหรัฐได้บรรลุข้อตกลงกับเพียงอังกฤษและเวียดนาม รวมถึงตกลงพักรบด้านภาษีกับจีน ซึ่งช่วยลดความตึงเครียดระหว่างสองชาติมหาอำนาจ ซึ่งนอกจากนี้แล้ว ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศว่าเขาจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าทองแดงในอัตรา 50% โดยจะให้มีผลวันที่ 1 ส.ค. และจะมีแผนเก็บภาษีในอัตราที่สูงมากในกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น อาทิ ภาษีนำเข้ายา ซึ่งอาจจะเรียกเก็บภาษีถึง 200%

จากข่าวการเรียกเก็บภาษีดังกล่าว ทำให้ค่าเงินหลักทั่วโลกปรับตัวอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะค่าเงินยูโร และค่าเงินเยน โดยกังวลผลกระทบจากการเรียกเก็บภาษีที่เพิ่มขึ้น สำหรับข่าวด้านนโยบายการเงินและตัวเลขเศรษฐกิจ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยรายงานการประชุมประจำวันที่ 17-18 มิ.ย.ในวันพุธ โดยระบุว่า กรรมการเฟดส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าเป็นเรื่องเหมาะสมที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ เนื่องจากคาดว่าผลกระทบของมาตรการภาษีศุลกากรที่มีต่อเงินเฟ้อนั้นจะไม่มากนักและเป็นผลกระทบชั่วคราว

อย่างไรก็ตาม มีกรรมการเฟดเพียงไม่กี่คนที่สนับสนุนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ก.ค. ทั้งนี้ในการประชุมวันดังกล่าว คณะกรรมการเฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 4.25-4.50%

ส่วนในการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Dot Plot) เจ้าหน้าที่เฟดส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ในปีนี้ ส่วนตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลง 5,000 ราย สู่ระดับ 227,000 ราย ในรอบสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 5 ก.ค. ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 235,000 ราย และถือเป็นการลดลง 4 สัปดาห์ติดต่อกัน ทั้งนี้ นักลงทุนไม่ได้ให้ความสำคัญกับตัวเลขดังกล่าวมากนัก

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ค่าเงินบาททยอยปรับตัวอ่อนค่าตั้งแต่ช่วงต้นสัปดาห์จากความกังวลที่ว่า ทางไทยจะไม่สามารถมีข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐได้ก่อนเส้นตายวันที่ 1 ส.ค. ซึ่งนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบลูมเบิร์กพูดถึงแผนการเจรจาว่า ไทยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มปริมาณการค้าทวิภาคีกับสหรัฐ และลดการเกินดุลการค้ากับสหรัฐลง 70% จากปัจจุบันที่ 4.6 หมื่นล้านดอลลาร์ ภายในเวลา 5 ปี

โดยตั้งเป้าว่าจะทำให้การค้าระหว่างสองประเทศถึงจุดสมดุลในระยะเวลา 7-8 ปี และภาษีศุลกากรที่ระดับ 10% ถือเป็นอัตราที่ดีที่สุด แต่ขณะเดียวกันก็เสริมด้วยว่า ภาษีระหว่าง 10-20% ก็ยังเป็นอัตราที่ยอมรับได้ อย่างไรก็ตาม ตลอดสัปดาห์ยังไม่มีความคืบหน้าเพิ่มเติมแต่อย่างใด

ทางฝั่งนางสาวบัณณรี ปัณณราช ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยในครึ่งปีหลังจะชะลอตัว โดยมีโอกาสลดลงเหลือเพียง 1.6% จากที่ครึ่งปีแรกขยายตัวได้ดีที่ประมาณ 2.9% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีการค้าของสหรัฐที่เก็บจากประเทศไทยในอัตราสูง ซึ่งจะทำให้ GDP ในช่วงต่อจากนี้ขยายตัวต่ำกว่า 2% ไปอีกอย่างน้อยปีครึ่ง เนื่องจากประเมินว่าการส่งออกในช่วงครึ่งหลังของปีนี้จะหดตัวรุนแรง 4% และปีหน้าจะหดตัวต่อเนื่องอีก 2%

อีกทั้งศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคของไทย ประจำเดือน มิ.ย. 68 ออกมาที่ระดับ 52.7 จุด ปรับตัวลดลงจากเดือน พ.ค. ที่ระดับ 54.2 จุด โดยเป็นการปรับตัวลดลงในทุกรายการ ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 และอยู่ในระดับที่ต่ำสุดในรอบ 28 เดือน นับตั้งแต่เดือน มี.ค. 66

สำหรับตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุด กระทรวงพาณิชย์ แถลงดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) เดือน มิ.ย. 68 อยู่ที่ 100.42 ลดลงจากเดือนเดียวกันของปีก่อน -0.25% (YOY) จากตลาดคาด -0.1% สาเหตุสำคัญมาจากการลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน ได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิง และค่ากระแสไฟฟ้า ประกอบกับราคาสินค้าในกลุ่มอาหารสดหลายชนิดราคาลดลงค่อนข้างมาก โดยเฉพาะไข่ไก่ ผักสด และผลไม้สด

ขณะที่สินค้ากลุ่มอาหารที่ราคาสูงขึ้น ได้แก่ เนื้อสุกร และอาหารสำเร็จรูป ทั้งนี้ ในระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.38-32.71 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (11/7) ที่ระดับ 32.51/53 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดวันจันทร์ (7/7) ที่ระดับ 1.1781/83 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (4/7) ที่ระดับ 1.1779/80 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงในสัปดาห์นี้ เนื่องจากนักลงทุนมีความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนในการหาข้อสรุปเรื่องภาษีศุลกากรระหว่างสหภาพยุโรปกับสหรัฐ

โดยโฆษกคณะกรรมาธิการยุโรปกล่าวว่า EU ยังคงตั้งเป้าที่จะบรรลุข้อตกลงให้ได้โดยเร็ว หลังจากที่นางเออร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปและประธานาธิบดีทรัมป์ได้มีการพูดคุยที่ดีต่อกัน สำหรับตัวเลขทางเศรษฐกิจของยูโรโซนในสัปดาห์นี้ไม่ได้มีมากนัก โดยส่วนใหญ่ยังคงออกมาไร้ทิศทาง

โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนีแถลงในวันจันทร์ (7/7) ว่า ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 1.2% ในเดือน พ.ค. เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ซึ่งสวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะทรงตัวที่ 0% โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากอุตสาหกรรมยานยนต์และการผลิตพลังงาน

สำหรับตัวเลขการส่งออกของเยอรมนีร่วงลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยสาเหตุหลักมาจากการที่อุปสงค์จากสหรัฐหดตัวลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 หลังจากที่บริษัทต่าง ๆ แห่กักตุนสินค้าไปก่อนหน้านี้เพื่อหลีกเลี่ยงกำแพงภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์ โดยในเดือน พ.ค. ยอดส่งออกลดลง 1.4% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะหดตัวเพียง 0.2%

ขณะที่ยอดนำเข้าลดลง 3.8% ส่งผลให้ดุลการค้าเกินดุล 18,400 ล้านยูโร เมื่อพิจารณาเป็นรายประเทศ การส่งออกไปยังประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป (EU) ลดลง 2.2% และประเทศนอกกลุ่ม EU ลดลง 0.3% ส่วนสหรัฐซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดดิ่งลงถึง 7.7% ทั้งนี้ ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1662-1.1788 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (11/7) ที่ระดับ 1.1682/84 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดวันจันทร์ (7/7) ที่ระดับ 144.44/45 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (4/7) ที่ระดับ 144.32/34 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าเงินเยนถูกกดดันจากความไม่แน่นอนเรื่องการเจรจาการค้าระหว่างญี่ปุ่น-สหรัฐ โดยสหรัฐได้ส่งจดหมายถึงญี่ปุ่นเพื่อเรียกเก็บภาษีศุลกากรต่อสินค้าจากญี่ปุ่นในอัตรา 25% โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. เป็นต้นไป

นายชิเงรุ อิชิบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวว่าการตัดสินใจของประธานาธิบดีทรัมป์ที่จะเรียกเก็บภาษีสินค้าญี่ปุ่น 25% ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างแท้จริง ทั้งนี้ รัฐบาลจะยืนหยัดปกป้องผลประโยชน์ของชาติในการเจรจารอบต่อไปเพื่อหาข้อตกลงที่เป็นประโยชน์ร่วมกันกับสหรัฐ พร้อมให้คำมั่นว่าจะทำทุกวิถีทางเพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นซึ่งพึ่งพาการส่งออก

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า นายอิชิบะกล่าวว่าแม้สหรัฐตัดสินใจเรียกเก็บภาษีในอัตราดังกล่าว แต่ก็ยังต่ำกว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์เคยขู่ไว้และยังเป็นการเปิดช่องสำหรับการเจรจาในอนาคต โดยก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีทรัมป์เคยขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษีในอัตราสูงถึง 30-35% เพื่อกดดันญี่ปุ่น โดยนายเรียวเซ อาคาซาวะ หัวหน้าผู้แทนเจรจาการค้าของญี่ปุ่น กล่าวว่า ข้อตกลงการค้าใด ๆ กับสหรัฐจะต้องรวมถึงการลดหย่อนภาษีสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศ เนื่องจากอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจญี่ปุ่น

ขณะที่สถาบันวิจัยไดวะประเมินว่า มาตรการเรียกเก็บภาษีของสหรัฐต่อญี่ปุ่นในอัตรา 25% อาจส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของญี่ปุ่นลดลง 0.8% ภายในปี 2568 และหากมาตรการดังกล่าวมีผลต่อเนื่องไปถึงปี 2572 ตัวเลข GDP ของญี่ปุ่นอาจหดตัวลงรวม 1.9% โดยเฉพาะเมื่อรวมกับภาษีนำเข้าอื่นที่สหรัฐ บังคับใช้อยู่ก่อนแล้ว เช่น ภาษีนำเข้ารถยนต์ 27.5% เศรษฐกิจญี่ปุ่นอาจได้รับผลกระทบรวมถึง 1.3% ภายในปี 2568 และสูงถึง 3.7% ภายในปี 2572

ทั้งนี้ ค่าเงินเยนปรับตัวอ่อนค่าขึ้นไปทำระดับอ่อนค่าสุดในสัปดาห์ในวันพุธ (9/7) ที่ระดับราว 147.15 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนอยู่ในกรอบระหว่าง 144.25-147.18 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (11/7) ที่ระดับ 147.05/06 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เงินบาทอ่อนค่า หลังยังไม่ได้ข้อสรุป เจรจาภาษีสหรัฐ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...