โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

LEO ปรับแผน “โลจิสติกส์” รับมือปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา เพิ่มเส้นทางใหม่เวียดนาม

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 24 มิ.ย. 2568 เวลา 12.33 น. • เผยแพร่ 24 มิ.ย. 2568 เวลา 11.11 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

นายเกตติวิทย์ สิทธิสุนทรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LEO เปิดเผยกับทีม “ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” ว่าจากกรณีสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่มีการปิดด่านบางจุด บริษัทได้มีการปรับแผนการขนส่งอย่างเร่งด่วน โดยหันมาใช้เส้นทางทางเรือและทางอากาศเป็นหลัก พร้อมเพิ่มเส้นทางใหม่ผ่านด่านบาเวต (Bavet) ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนระหว่างประเทศกัมพูชาและเวียดนาม โดยสามารถดำเนินพิธีการทางศุลกากรได้อย่างสะดวกเช่นเดียวกับการผ่านด่านไทย-กัมพูชาเดิม

ในฐานะผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ หน้าที่ของเราคือการส่งเสริมให้ลูกค้าสามารถดำเนินการจัดส่งสินค้าได้อย่างต่อเนื่องโดยปราศจากความเสี่ยงต่อการถูกยึดทรัพย์สินหรือได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่าง ๆ” นายเกตติวิทย์กล่าว

พร้อมทั้งระบุว่า บริษัทฯ ยังคงเห็นโอกาสจากวิกฤตการณ์ดังกล่าว โดยได้พัฒนาและนำเสนอเส้นทางขนส่งทางเลือกใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มทางเลือกแก่ผู้ส่งออกของไทย

สำหรับภายในกัมพูชา บริษัทมีพันธมิตรคือ Logistics Intelligence (Cambodia) Co., Ltd. หรือ LogiCam ช่วยดูแลด้านเอกสารและการขนส่งในประเทศปลายทาง โดย LEO มีการบริหารความเสี่ยงเชิงรุก หากเกิดเหตุปิดด่านจะมีการแจ้งลูกค้าทันที พร้อมนำเสนอทางเลือก เช่น การขนส่งทางอากาศหากต้องการความรวดเร็ว หรือทางเรือสำหรับกรณีที่ไม่เร่งด่วน ขณะที่การขนส่งทางรถยังสามารถทำได้ผ่านเส้นทางเวียดนาม แม้จะใช้เวลามากขึ้นเล็กน้อย แต่สามารถดำเนินงานได้ต่อเนื่อง

นายเกตติวิทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ต้นทุนขนส่งย่อมเพิ่มขึ้นตามช่องทางใหม่ แต่โดยเฉลี่ย ต้นทุนโลจิสติกส์ยังคิดเป็นเพียง 15% ของราคาสินค้า การไม่มีสินค้าจำหน่ายจะสร้างผลกระทบมากกว่า ดังนั้นลูกค้าส่วนใหญ่ยินดีแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นเพื่อรักษาความต่อเนื่องในการจำหน่ายสินค้า โดยอาจมีการเจรจากับผู้ซื้อปลายทางเพื่อแบ่งเบาภาระร่วมกัน

ส่วนค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงในปัจจุบัน ยังถือว่าอยู่ในวัฏจักรปกติ และไม่ได้ส่งผลกระทบในระดับที่น่ากังวล

อยากให้มองภาพรวมว่าสถานการณ์ปัจจุบันส่งผลต่อทุกบริษัท ไม่ใช่เฉพาะ LEO แต่เรายังสามารถจ่ายปันผลได้สม่ำเสมอ และเมื่อราคาหุ้นปรับลดลง ก็ยิ่งทำให้ dividend yield สูงขึ้น นักลงทุนที่ถือระยะยาวจะเห็นความคุ้มค่าแน่นอน เพราะไม่ใช่แค่เรา หุ้นใหญ่หลายตัวก็ปรับลดลงเช่นกัน เป็นผลจากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งสุดท้ายเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว ตลาดก็จะปรับตัวกลับขึ้นมาเอง” นายเกตติวิทย์ กล่าวทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...