จัดพอร์ตง่ายๆ มือใหม่ก็ทำได้ ด้วย “Allocation Fund” ลงทุนหลากหลายภายในกองเดียว
ในภาวะที่ตลาดการเงินยังคงผันผวนจากปัจจัยทั้งภายในและต่างประเทศ นักลงทุนจำนวนไม่น้อยเริ่มมองหาทางเลือกที่ให้ความยืดหยุ่น กระจายความเสี่ยงได้ดี และไม่ต้องใช้เวลาในการบริหารพอร์ตด้วยตัวเองมากนัก ซึ่งหนึ่งในทางเลือกที่ตอบโจทย์นี้ได้ดี คือ กองทุนผสม (Allocation Fund)
กองทุนผสม (Allocation Fund) เป็นกองทุนที่ออกแบบมาให้ลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภทในกองเดียว เช่น หุ้น ตราสารหนี้ และสินทรัพย์ทางเลือก โดยผู้ลงทุนไม่จำเป็นต้องจัดสัดส่วนเอง เพราะมีผู้จัดการกองทุนดูแลให้อย่างมืออาชีพ ทั้งยังมีทางเลือกให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ต่างกัน
นอกจากนี้ Allocation Fund ยังเหมาะสำหรับนักลงทุนที่มีเงินตั้งต้นไม่มาก แต่ต้องการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายเพื่อบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ กองทุนรวมแบบผสมแบ่งเป็น 2 รูปแบบหลัก ๆ คือ
1.กองทุนรวมผสมแบบสมดุล (Balanced Fund) คือ กองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในตราสารทุนในขณะใดขณะหนึ่งไม่น้อยกว่า 35% แต่ต้องไม่เกินกว่า 65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวมนั้น
2.กองทุนรวมผสมแบบยืดหยุ่น (Flexible Fund) คือ กองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนขึ้นอยู่กับดุลพินิจในการตัดสินใจลงทุนของผู้จัดการกองทุนตามความเหมาะสมของสภาวะตลาดในแต่ละช่วงเวลา
สำหรับการจัดกลุ่มกองทุนผสม “Morningstar” ซึ่งเป็นผู้ให้บริการข้อมูลและวิเคราะห์กองทุนระดับโลก ได้แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลักตามสัดส่วนการลงทุนและระดับความเสี่ยง เพื่อช่วยให้นักลงทุนสามารถเลือกกองทุนที่เหมาะสมกับเป้าหมายและความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ดังนี้
1.Aggressive Allocation ลงทุนในตราสารทุน อย่างน้อย 65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม
2.Moderate Allocation ลงทุนในตราสารทุนมากกว่า 35% แต่ไม่เกิน 65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม
3.Conservative Allocation ลงทุนในตราสารทุน ไม่เกิน 35% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม
4.Global Allocation ลงทุนในตราสารทุนไม่เกิน 65% และลงทุนในต่างประเทศ อย่างน้อย 75% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม
ส่วนประโยชน์ของ Allocation Fund มีหลายข้อที่เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการความสมดุลระหว่างผลตอบแทนและความเสี่ยง ดังนี้
1.กระจายความเสี่ยง (Diversification) เนื่องจาก Allocation Fund กระจายการลงทุนไปในหลายประเภทสินทรัพย์ เช่น หุ้น ตราสารหนี้ เงินฝาก หรือสินทรัพย์ทางเลือก จึงช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเพียงสินทรัพย์เดียว โดยหากสินทรัพย์ใดมีผลตอบแทนไม่ดี อีกส่วนหนึ่งอาจช่วยชดเชยได้ ทำให้พอร์ตโดยรวมมีความผันผวนน้อยลง
2.บริหารพอร์ตให้อัตโนมัติ (Auto Rebalancing) ผู้จัดการกองทุนจะปรับสัดส่วนการลงทุนให้เป็นไปตามนโยบายของกองทุนอย่างต่อเนื่อง เช่น หากหุ้นมีสัดส่วนเกินจากที่กำหนดเพราะราคาขึ้นมาก ก็จะขายบางส่วนออกและนำไปลงทุนในสินทรัพย์อื่น เพื่อรักษาระดับความเสี่ยงให้เหมาะสมโดยที่นักลงทุนไม่ต้องจัดการเอง
3.เหมาะกับผู้เริ่มต้นลงทุน เนื่องจากการลงทุนใน Allocation Fund กองทุนจะจัดพอร์ตให้เสร็จเรียบร้อยในตัว ทั้งด้านการกระจายความเสี่ยงและการบริหารพอร์ต ทำให้นักลงทุนไม่ต้องวิเคราะห์สินทรัพย์แต่ละประเภทเอง จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นลงทุน แต่ยังไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร
4.มีทางเลือกหลายระดับความเสี่ยง มีทั้งแบบเน้นปลอดภัย (Conservative), สมดุล (Moderate), และเน้นเติบโต (Aggressive) ช่วยให้นักลงทุนเลือกกองทุนที่เหมาะกับตนเองได้ง่าย
5.เหมาะสำหรับเป้าหมายระยะกลางถึงยาว ด้วยการลงทุนที่ผสมผสานสินทรัพย์หลายประเภท Allocation Fund จึงสามารถสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงในระยะยาวได้ เช่น การเกษียณอายุ การศึกษาบุตร หรือการออมเพื่ออนาคต
อย่างไรก็ดี แม้ว่าการลงทุนในรูปแบบของ Allocation Fund จะช่วยอำนวยความสะดวกในการลงทุนให้ง่ายขึ้น แต่นักลงทุนยังควรให้ความสำคัญกับการศึกษาทำความเข้าใจในเชิงลึกเกี่ยวกับโครงสร้างของกองทุน สัดส่วนการจัดสรรสินทรัพย์ ตลอดจนนโยบายในการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบด้าน เพื่อให้สามารถเลือกกองทุนที่สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ในระยะยาวอย่างแท้จริง