รู้หรือไม่? “3.1 ล้านบาท” คือ เงินเกษียณที่เพียงพอ... เหตุผลที่รัฐต้อง “บังคับออม” ผ่าน “กบช.”
Wealthy Thai
อัพเดต 03 ก.ค. 2567 เวลา 09.22 น. • เผยแพร่ 25 พ.ย. 2565 เวลา 10.35 น. • โต๊ะกองทุน WealthythaiFun of Funds: ปัจจุบัน “กระทรวงการคลัง” อยู่ระหว่างผลักดันให้มี “การออมภาคบังคับ” สำหรับแรงงานภาคเอกชนในระบบ ด้วยการจัดตั้ง “กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ” (กบช.)
เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาของลูกจ้างที่มีเงินเก็บไม่เพียงพอยามเกษียณ เนื่องจากการออมเพื่อการเกษียณอายุผ่าน “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” (Provident Fund: PVD) ซึ่งเป็น “การออมภาคสมัครใจ” ยังไม่สามารถตอบโจทย์กองทุนการออมเพื่อการเกษียณให้แก่ลูกจ้างได้
ในส่วน“สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” อาจมีคำถามว่าเมื่อมี “กบช.” แล้ว กองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะเป็นอย่างไรต่อไป?นายจ้างที่จัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้วจะต้องย้ายเงินไปที่ กบช. หรือไม่?
วันนี้ ทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthythai’ มีคำตอบในเรื่องนี้จากทาง “สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)” มาฝากกัน
“กบช.” บังคับแรงงานในระบบ “ออมเพื่อเกษียณ”…สร้างอนาคตให้แรงงานไทย
ปัจจุบันมีสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจำนวน 2,843,143 คน คิดเป็น 17.7%ของแรงงานในระบบนอกจากนี้
โดย “ศิษฏศรี นาคะศิริ” ผู้อำนวยการ ฝ่ายกำกับธุรกิจออกแบบการลงทุนและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) บอกว่า จากการศึกษาของ “สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” เมื่อปี 2022 พบว่า จำนวนเงินที่เพียงพอรองรับการใช้จ่ายในวัยเกษียณไปอีก 30 ปีหลังจากอายุ 60 จะต้องมีเงินออมไว้อย่างน้อย 3.1 ล้านบาท หรือมีเงินไว้ใช้จ่ายประมาณเดือนละ 8,611 บาท โดยไม่รวมค่าใช้จ่ายบางส่วนที่รัฐสนับสนุนในการรักษาสุขภาพ ในขณะที่มีสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพียง 23% หรือเท่ากับ 8,730 คน เท่านั้นที่ได้รับเงินมากกว่า 3.1 ล้านบาท ณ วันเกษียณ (ข้อมูล ณ เดือนมิ.ย. 22)
(ศิษฏศรี นาคะศิริ)
“กบช. จะเข้ามาช่วยตอบโจทย์ความเพียงพอในการมีเงินออมไว้ใช้ยามเกษียณ โดยสาระสำคัญในร่างพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ พ.ศ. …. (ร่าง พ.ร.บ. กบช.) กำหนดให้ลูกจ้างทุกคนที่มีอายุ 15-60 ปี ต้องส่งเงินเข้ากองทุนร่วมกับนายจ้างในอัตราขั้นต่ำฝ่ายละ 3% ของค่าจ้าง และจะทยอยปรับเพิ่มอัตราขั้นต่ำเป็น 10% ในระยะเวลา 10 ปี เพื่อให้ลูกจ้างและนายจ้างมีระยะเวลาปรับตัว ซึ่งในระยะแรกจะใช้บังคับกับนายจ้างขนาดใหญ่ที่มีจำนวนลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป และลูกจ้างของนายจ้างนั้น ให้เข้าสู่การออมภาคบังคับเมื่อพ้น 365 วันนับจากวันที่ พ.ร.บ. กบช. มีผลใช้บังคับ”
“ออมภาคบังคับ”…กับ “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ”
เมื่อมี “กบช.” แล้ว “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” จะยังคงเป็นเครื่องมือการออม “ภาคสมัครใจ” ได้เช่นเดิม และจะมีการปรับปรุงกฎหมายรองรับให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการออมภาคบังคับได้ด้วย เพื่อไม่ให้เกิดความยุ่งยากในการย้ายเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไป กบช.
ในร่าง พ.ร.บ. กบช. ยกเว้นให้ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่มีคุณสมบัติตามที่ กบช. กำหนด (Qualified PVD) ไม่ต้องเข้าเป็นสมาชิกของ กบช. เช่น กองทุนมีข้อบังคับกำหนดให้นายจ้างนำส่งเงินสมทบฝ่ายเดียวในกรณีที่สมาชิกได้รับค่าจ้างต่ำกว่า 10,000 บาท เว้นแต่สมาชิกประสงค์จะส่งเงินสะสมด้วย และสมาชิกสามารถนำเงินออกได้ทั้งจำนวนเมื่อสิ้นสมาชิกภาพ ทั้งนี้ ต้องมีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป และมีการนำส่งเงินสะสมและเงินสมทบไม่น้อยกว่าอัตราขั้นต่ำที่ พ.ร.บ. กบช. กำหนด เป็นต้น นั่นหมายความว่าหากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในปัจจุบันนำข้อบังคับมาแก้ไขเพื่อแปลงสภาพเป็น “Qualified PVD” จะส่งผลให้สมาชิกกองทุนนั้นกลายเป็นสมาชิกของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับได้เลย
“ทั้งนี้ สมาชิกของ ‘Qualified PVD’ สามารถลงทุนในกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนตามที่คณะกรรมการกองทุนกำหนด โดยในปัจจุบันมีบริษัทจัดการให้บริการทั้งสิ้น 17 แห่ง ซึ่งบริหารจัดการกองทุน 367 กองทุน และมีนโยบายการลงทุนที่หลากหลาย เช่น หุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ ตราสารหนี้ และสินทรัพย์ทางเลือก เป็นต้น”
“ออมเพิ่ม”…กับ “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ”
“ร่าง พ.ร.บ. กบช.” กำหนดเพดานค่าจ้างที่นำมาใช้ในการคำนวณจำนวนเงินขั้นต่ำที่ต้องนำส่งไว้ที่ 60,000บาท ส่งผลให้สมาชิกที่ได้รับค่าจ้างสูงกว่า 60,000 บาท และส่งเงินเข้ากองทุนในอัตราขั้นต่ำ 10% ต้องสะสมเงินเข้าภาคบังคับ 6,000 บาท และนายจ้างสมทบอีก 6,000 บาท อย่างไรก็ดี ในกรณีที่สมาชิกออมเงินภาคบังคับกับ Qualified PVD แล้ว และต้องการ “ออมเงินเพิ่มจากขั้นต่ำ” ที่ พ.ร.บ. กบช. กำหนดไว้ อาจออมเงินส่วนเพิ่มกับ “Qualified PVD”หรือออมกับ “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคสมัครใจ” ก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเงื่อนไขแบบใดที่สอดคล้องกับความต้องการ
“หากเลือกออมเงินเพิ่มกับ ‘Qualified PVD’สมาชิกจะสามารถนำเงินออกจากกองทุนได้เมื่ออายุครบ 60 ปี และได้รับเงินสะสมของตนและเงินสมทบของนายจ้างพร้อมดอกผล เต็มจำนวน (fully vested) แต่หากเลือกออมเงินเพิ่มกับ ‘กองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคสมัครใจ’จะสามารถนำเงินออกเมื่อใดก็ได้ อย่างไรก็ดี หากต้องการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีด้วย จะนำเงินออกมาได้เมื่ออายุครบ 55 ปี และเป็นสมาชิกมาแล้วอย่างน้อย 5 ปี ทั้งนี้ สมาชิกจะได้รับเงินเต็มจำนวนหรือได้รับเพียงบางส่วนนั้น ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ระบุไว้ในข้อบังคับของกองทุน”
แก้ไขกฎหมายเตรียมพร้อมรองรับ “กบช.”
ปัจจุบัน สำนักงานก.ล.ต. อยู่ระหว่างเสนอปรับปรุง “พ.ร.บ. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้สามารถเป็นกลไกการออมและการลงทุนแก่ประชาชนวัยแรงงานในระบบเพื่อรองรับการเกษียณ และจะเสนอแก้ไข พ.ร.บ. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพอีกครั้ง เพื่อรองรับการออมภาคบังคับตามร่าง พ.ร.บ. กบช. เมื่อร่าง พ.ร.บ. กบช. ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาแล้ว
“ทั้งนี้ ในระหว่างการแก้ไข ‘พ.ร.บ. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ’ เพื่อรองรับการออมภาคบังคับ สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในปัจจุบันและลูกจ้างที่เข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพก่อนวันที่ ‘พ.ร.บ. กบช.’ใช้บังคับ จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเข้าเป็นสมาชิก กบช. และเมื่อ พ.ร.บ. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพื่อรองรับการออมภาคบังคับมีผลใช้บังคับ กองทุนจะต้องมาจดทะเบียนแก้ไขข้อบังคับกับ ก.ล.ต. เพื่อแปลงสภาพจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคสมัครใจให้เป็น Qualified PVD ภายใน 150 วันนับแต่วันที่ พ.ร.บ. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่แก้ไขมีผลใช้บังคับ”
สำหรับลูกจ้างที่อยู่ในระบบ “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” ก็ได้เตรียมตัวให้พร้อมในอนาคตที่จะมี “กบช.” ซึ่งเป็นการออมภาคบังคับเกิดขึ้นมา และช่วยกันบอกต่อเรื่องราวดีๆ เหล่านี้ให้กับสมาชิก PVD ที่คุณรู้จักกันด้วยก็ยิ่งดีเลย