โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ฉันมีโกดังหยุดเวลา ย้อนอดีตมาเป็นแม่ค้าในยุค80

นิยาย Dek-D

อัพเดต 14 ส.ค. 2568 เวลา 03.39 น. • เผยแพร่ 17 ธ.ค. 2567 เวลา 09.29 น. • ชาเขียวไส้งา
สาวน้อยผู้ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา ได้หวนกลับมายังช่วงเวลาที่ถูกขนานนามว่าเป็นยุคแห่งโอกาส ด้วยการครอบครองพื้นที่ว่างในตำนาน เธอจะสามารถพลิกชีวิตและค้นพบจุดหมายปลายทางที่ตนเองตามหาได้หรือไม่?

ข้อมูลเบื้องต้น

เดิมทีฟางเฉาเคยเป็นผู้หญิงที่สิ้นหวัง ไร้หนทางหลุดพ้นจากชีวิตแรงงานที่ถูกพ่อแม่ขูดรีด พี่น้องเอาเปรียบ และไม่มีทั้งความรู้ความสามารถที่จะพาตนเองออกไปจากนรกที่คอยสูบเลือดสูบเนื้อของเธอได้

แต่ในขณะที่รู้สึกว่าชีวิตของตัวเองมืดมนจนหาทางออกไม่เจอ รู้ตัวอีกทีเธอก็ตายไปแล้ว…

เพียงแต่

เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เธอกลับกลายเป็น หลินฟางเฉา สาวน้อยที่มีโชคชะตาอาภัพยิ่งกว่าตนเองในชาติที่แล้วเสียอีก

แต่ครั้งนี้ ดูเหมือนว่าสวรรค์อยากจะชดเชยให้เธอบ้าง

ดังนั้นเด็กสาวที่ลืมตาตื่นขึ้นมาในยุค 80 จึงพบว่าตนเองข้ามมิติมาพร้อมกับโกดังเก็บของอันแสนคุ้นเคย…

ในเมื่อโชคชะตาเป็นใจให้เธอได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ ฟางเฉาจึงได้เริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยนิ้วทองคำของเธอ เพื่อหวังจะได้ชดเชยทุกสิ่งที่ไม่เคยได้รับทั้งชีวิตในอดีตและปัจจุบัน

ตอนที่ 1 ชีวิตแรก

“นี่เอาเนื้อย่างนั่นมาอีกสองไม้ซิ” ผู้หญิงคนนั้นชี้นิ้วสั่งหญิงสาวอีกคนที่กำลังสาละวนอยู่กับการเก็บกวาดร้าน

เธอหันมามองอย่างจนใจแต่สุดท้ายก็ยัง เนื้อย่างเสียบไม้มาให้อย่างว่าง่าย พร้อมทั้งบอกว่า “ดึกแล้วกินให้น้อยหน่อยเถอะ เดี๋ยวอาหารจะไม่ย่อยได้ ไม่ห่วงลูกในท้องบ้างหรือไง?”

ผู้หญิงคนนั้นแค่ส่งเสียง หึ ในลำคอจากนั้นก็ชี้ไปที่ท้องตัวเองแล้วบอกว่า “เจ้าเด็กนี่มันเตะฉันทุกวัน แข็งแรงดีจะตาย ไม่เป็นไรหรอกน่า” แต่เมื่อเห็นเจ้าของร้านยังคงมองเธอด้วยคิวที่คิ้วขมวดมุ่น เธอก็เอ่ยเสริม “แกไม่ต้องเจ้ากี้เจ้าการกับชีวิตฉันเลยนะ ฉันไม่มีทางปล่อยให้เด็กนี่เป็นอะไรหรอก นี่ในตัวเงินตัวทองเลยนะ”

เมื่อได้ยินแบบนี้ ฟางเฉาก็ยิ่งถอนหายใจ “ทำไมถึงพี่ถึงเอาแต่พูดอะไรแบบนั้นล่ะ?ถ้าเด็กคนนั้นได้ยิน เขาคงจะเสียใจเสียใจ..”

ไป๋เถาตอบอย่างเฉยเมย “แกอย่าคิดอะไรให้มากนักมากเลย ยิ่งคิดก็จะยิ่งผูกพัน อย่าคิดว่าเด็กคนนี้เป็นหลานตัวเองเชียวนะ รอพอคลอดเสร็จก็ไม่ใช่ลูกฉันแล้ว”

ฟางเฉาเม้มริมฝีปาก “พี่ตกลงจะขายเด็กคนนี้ให้เมียเถ้าแก่จริงๆ เหรอ?”

“แล้วจะให้ทำไงได้ล่ะ แกคิดว่าถึงฉันจะเก็บเด็กไว้กับตัว แล้วไอ้แก่นั่นมันจะหย่าเมียแล้วยกฉันมาเชิดหน้าชูตารึไง?” โจวไป๋เถาพูดเสียงเยาะเย้ย “โชคดีที่นางเมียหลวงบ้านนี้มันหัวอ่อนแถมยังมีลูกไม่ได้ พอฉันบอกว่าจะยกเด็กคนนี้ให้แล้วไม่โผล่หน้าไปหาครอบครัวพวกเขาอีก หล่อนถึงได้ตกลงที่จะให้เงินก้อนใหญ่กับฉันน่ะ”

ฟางเฉาเช็ดโต๊ะเงียบๆ ไม่รู้ว่าจะโต้แย้งอะไรไปชั่วขณะ

“แกไม่ต้องคิดอะไรให้มากหรอกน่า นี่มันเรื่องของฉัน” เธอพูดทางเคี้ยวเนื้อย่างไปด้วย “แล้วหนังสือที่ให้มาคราวก่อนล่ะ อ่านจบหรือยัง”

เมื่อเห็นว่าน้องสาวพยักหน้า เธอก็พูดต่อ “ถ้าอ่านแล้วก็ไปลงทะเบียนสอบเทียบซะ ผู้หญิงชาวเขาชาวดอยอย่างเรา ถ้าออกไปเมืองใหญ่โดยไม่มีใบผลการเรียนสักหน่อย ไอ้คนเมืองพวกนั้นจะดูถูกเอาได้”

“… แต่ฉันยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะไปเลย”

“แล้วแกยังมัวลังเลอะไรอีก?” ไป๋เถาพูดอย่างไม่ได้ดั่งใจ “แกจะเป็นค้าขายเร่แบบนี้ไปตลอดชีวิต จากนั้นก็รอให้พ่อแม่กับน้องชายรอสูบเงินแก จากนั้นก็ขายแกให้ผู้ชายขาเป๋บนภูเขาเป็นเมีย อยู่อย่างแร้นแค้นเหมือนพี่ใหญ่น่ะเหรอ?”

ฟางเฉาก้มหน้า แรงมือที่ถูลงบนโต๊ะนั้นออกแรงเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ไป๋เถาดูขัดใจที่เหล็กไม่เป็นเหล็กกล้า แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็รู้สึกว่าฟางเฉายังต้องใช้เวลาในการยอมรับข้อเสนอของเธอ เมื่ออีกฝ่ายยังไม่ปฏิเสธโดยสิ้นเชิง เรื่องนี้ย่อมมีที่ว่างในการตัดสินใจ

เธอยังคงวาดพายหลอกล่อต่อไป “คิดดูดีๆ นะ ชีวิตแบบนี้มันมีอะไรดีกัน แกดูฉันสิ ใช้หน้าตาให้เป็นประโยชน์ก็ยังพอสูบเงินไอ้แก่นั่นมาใช้ได้บ้าง ตอนนี้รอคลอดเด็กแล้วก็จะมีเงินเป็นล้าน คนอย่างพวกเราทำงานอีกกี่ชาติถึงจะได้เห็นเงินจำนวนนี้?” หญิงสาวพูดไปก็ยิ่งตื่นเต้น รู้สึกว่าตัวเองมีความสามารถมาก และแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับผู้หญิงหน้าเหลืองจากหลังเขาคนอื่น “เพราะฉันเห็นว่าแกเป็นน้องสาวที่มีหัวคิดหรอกนะ ถึงอยากพาแกไปด้วย ดูสิ มันง่ายมากไม่ใช่เหรอ วันหน้าฉันจะย้ายเข้าไปในเมือง ไปทำหน้าสวยๆ แต่งตัวสวยๆ แต่งงานมีลูกกับผู้ชายรวยๆ สักคน ส่วนแกก็เป็นแม่บ้านให้ฉัน แล้วฉันจะไม่ปฏิบัติกับแกไม่ดีแน่นอน” เมื่อเทียบกับคนอื่นแล้ว โจวไป๋เถายังคงวางใจที่จะใช้คนใกล้ตัวมากกว่า อีกอย่างเป็นเพราะน้องสาวคนนี้เป็นคนที่มีไหวพริบและหัวคิดมากกว่าพี่สาวน้องสาวคนอื่นของเธอ ที่มักจะก้มหน้าทำงานเงียบๆ ทั้งวันทั้งคืนโดยไม่คิดใฝ่หาความก้าวหน้าบ้างเลย

ฟางเฉาก้มหน้าและเปลี่ยนเรื่อง “วันนี้คนงานขนของเสร็จหมดแล้ว ดังนั้นตั้งแต่พรุ่งนี้ฉันจะไม่มาขาย” สุดท้ายเธอก็อดพูดขึ้นมาไม่ได้ “ครั้งก่อนที่แม่โทรมาก็ถามหาพี่น่ะ วันหยุดยาวนี้จะกลับบ้านหรือเปล่า?”

โจวไป๋เถาทำสีหน้าเหยียดหยาม “กลับทำไม?แกยังไม่รู้สินะว่าครั้งก่อนพี่ชายของนังเมียหลวงนั่นให้คนตามหาฉันจนไปถึงบ้านแล้ว ตอนนี้พ่อแม่คงจะรู้แล้วล่ะสิว่าฉันอยู่กับเศรษฐี ฉันจะโง่กลับเอาเงินไปให้พวกเขาทำไม” เธอกินเนื้อย่างเสียบไม้จนหมดแล้วรู้สึกว่าท้องเริ่มแน่นนิดหน่อยจึงยอมแพ้และไม่สั่งเพิ่มอีก

เธอโยนถ้วยกระดาษกับไม้เสียบลงบนถังขยะ จากนั้นก็ใช้ทิชชูเปียกในกระเป๋าเช็ดปากและมือของตนเอง ท่าทางละเมียดละไมนั้น แตกต่างจากตอนกินอย่างมาก

“เอาล่ะ ฉันอิ่มแล้ว เดี๋ยวจะกลับละ” เธอจัดเสื้อผ้าเล็กน้อย มองดูน้องสาวที่ยกโต๊ะเก้าอี้ขึ้นบนรถเข็นแล้วอดจะจะพูดไม่ได้ “กลับบ้านครั้งนี้ก็ทำเป็นหูทวนลมซะบ้างล่ะ อย่าเอาเงินไปให้คนพวกนั้นเสียหมด ฉันเพิ่งได้ยินว่าหลานชายของลุงยังหาเมียไม่ได้ แถมยังส่งป้ามาคุยกับแม่ตั้งหลายรอบ ถ้าแกโดนจับแต่งงานกับคนปัญญาอ่อนนั่นจริงๆ แล้วไม่มีเงินติดตัว ฉันจะรอสมน้ำหน้าแกแน่ที่หนีออกมาไม่ได้”

ฟางเฉาเม้มปากมองพี่สาวคน จากนั้นก็พูดเบาๆ “ฉันรู้แล้ว ขอบคุณพี่มาก”

ไป๋เถาเค้นเสียง หึ อีกครั้งอย่างไว้ตัว เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยขณะที่เดินไปยังรถเก๋งคันเล็กที่ดูเก่าเล็กน้อย หลังจากเป็นเมียเก็บของเถ้าแก่มาได้สองปี ดูเหมือนว่านี่จะเป็นทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดของเธอ

ไม่นาน ฟางเฉาก็เก็บของเสร็จ เธอกวาดขยะที่อยู่รอบๆ ใส่ถัง และมองไปยังโกดังใหญ่ที่ตัวเองขายของมาหลายสัปดาห์ ก่อนจะค่อยๆ ดันรถเข็นกลับไปยังบ้านเช่า

“ซานหยา[1] พรุ่งนี้กลับบ้าน อย่าลืมซื้อเป็ดย่างมาให้น้องชายด้วยนะ เสื้อผ้าชุดใหม่กับซองแดง เตรียมไว้แล้วใช่ไหม”

“อื่ม” หญิงสาวได้แต่ตอบเบาๆ ขณะที่กำลังนั่งขัดตะแกรงปิ้งย่างอย่างสุดกำลัง มือที่กำลังทำความสะอาดโดยแช่น้ำนั้นแดงเถือกเนื่องจากถูกน้ำเย็นกัด แต่บ้านเช่าของเธอนั้นราคาถูกมาก และไม่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกใดๆ เลย ได้แต่ทำกิจวัตรประจำวันซ้ำไปมาอย่างชินชา

“แล้วเอ้อหยา[2] ล่ะ จะกลับมาด้วยหรือเปล่า?” เสียงของมารดานั้นเปลี่ยนไปด้วยความหวัง

โจวฟางเฉาเงียบไปเล็กน้อยกว่าจะตอบ “พี่รองไม่มีเวลา คงจะไม่กลับไป…”

“โอ้ย นางลูกคนนี้นิ!” เสียงนั้นพึมพำดุด่าอยู่ในปลายสาย “แกไม่เกลี้ยกล่อมพี่ร้องของแกดีๆ ล่ะ! ถ้าแม้แต่วันปีใหม่ลูกสาวก็ไม่กลับมาเยี่ยมบ้านแม่ ครอบครัวพี่เขยของแกเขาจะคิดยังไง?!”

โจวฟางเฉาอยากจะบอกว่าพี่รองของเธอไม่เคยแต่งงานกับเถ้าแก่เลย และคงจะไม่มีทางได้แต่งด้วย แต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไร

หลังจากพร่ำบ่นอยู่พักหนึ่ง เมื่อรู้ว่าคงไม่สามารถอัญเชิญลูกสาวผู้มั่งคั่งที่ปีนขึ้นไปบนยอดไม้กลับบ้านได้ นางโจวก็รีบวางสายไปอย่างไม่สบอารมณ์

ฟางเฉาทำงานของเธอเสร็จแล้วและเก็บของไว้อย่างเป็นระเบียบ อุปกรณ์พวกนี้คือสิ่งหาเลี้ยงชีพที่เธอเพียรเก็บเงินมานานหลายปีถึงจะซื้อได้

หลังจากนั้นเธอก็ตรวจนับสิ่งของที่ต้องนำกลับบ้านทีละอย่าง หากเธอไม่นำพวกมันกลับไป เธอก็คงไม่มีชีวิตในช่วงปีใหม่ที่มีความสุขแน่นอน

เมื่อรู้ว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว ฟางเฉาก็รีบเข้านอนเพื่อประหยัดไฟ

ภายใต้ความมืดที่แทบมองไม่เห็นนิ้วมือตัวเอง เธอก็ครุ่นคิดถึงคำพูดของพี่รองอย่างลึกซึ้ง

ไม่ใช่ว่าเธอโง่จนไม่รู้เจตนาของคนใกล้ตัว เพียงแต่เธอไม่มีทางเลือกจริงๆ

แม้จะอยากหนีห่างจากครอบครัวที่คอยสูบเลือดสูบเนื้อเพื่อไปหล่อเลี้ยงน้องชายคนเดียวของบ้าน แต่เธอก็ไม่มีทุนมากพอที่จะหนีไปได้ไกล

มีสิ่งหนึ่งที่เธอไม่ได้บอก โจวไป๋เถานั่นก็คือ เธอได้นำเงินเก็บส่วนใหญ่ไปลงทะเบียนเรียนและสมัครหอพักให้กับหลานสองคนที่เป็นลูกของพี่สาวคนโต แต่น่าเสียดายที่ต้องมารู้ในภายหลังว่าญาติฝ่ายพ่อของเด็กกับแม่ได้ไปขอเงินจำนวนนี้คืนจากโรงเรียนแล้ว

ฟางเฉาได้แต่ถอดถอนใจ พี่สาวคนโตแต่งงานกับคนพิการแถมยังถูกครอบครัวสามีกดขี่ใช้งานจนล้มป่วยหลายครั้ง

ทว่าเธอก็ยังเห็นแก่ไข่นกไม่กี่ลูกที่พี่สาวคนโตแอบยัดใส่ปากให้ยามหิวเมื่อยังเป็นเด็ก จนอดไม่ได้ที่จะช่วยดูแลพี่สาวกับลูกเป็นระยะ กระทั่งเงินเก็บของตัวเองก็แทบจะไม่เหลือ

แต่ถึงแบบนั้น โจวฉินเฉาก็ไม่ได้คิดจะยืนหยัดเพื่อลูกๆ ของตัวเองเลย

[1]คำเรียก ลูกสาวคนที่สาม

[2]คำเรียก ลูกสาวคนที่สอง

ตอนที่ 2 สาวน้อยตระกูลโจว

โจวฟางเฉาขนของและขึ้นรถบัสประจำทางตั้งแต่เช้า ระยะทางไปถึงชุมชนบนภูเขานั้นค่อนข้างไกล การเดินทางด้วยรถใช้เวลาประมาณ 5-6 ชั่วโมง แล้วยังต้องเดินต่อไปอีกชั่วโมงกว่า หากไม่มีรถเข็นเกวียนวัวที่วิ่งผ่านประจำวัน

ใช่ว่าฟางเฉาจะอยากกลับมาทุกครั้งที่ถูกเรียก เพียงแต่เธอก็ไม่รู้จะไปที่ไหนดี

แม้ว่าพี่รองของเธอจะดูเป็นมิตรและมีน้ำใจกับเธอมากกว่าพี่น้องในครอบครัวคนอื่นๆ แต่เธอก็รู้ดีว่า อีกฝ่ายแค่ทำเพื่อตัวเองเท่านั้น

โจวไป๋เถาเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นและทะเยอทะยานเกินกว่าพี่น้องคนอื่น หรือแม้แต่สาวๆ ในหมู่บ้านที่เธอเคยรู้จัก

เมื่อก่อนเธอมักจะเป็นคนที่รู้จักเอาตัวรอดได้ดีเสมอ คอยใช้เธอกับน้องสาวทำสิ่งต่างๆ แทนตัวเองตลอดเมื่อพ้นสายตาของแม่ แต่ถึงอย่างไร บางครั้งเมื่อมีของดีๆ ก็จะแบ่งให้บ้างเพื่อเป็นค่าตอบแทน

ครั้นพออายุ 16ปี โจวไป๋เถาที่เฉลียวฉลาดเช่นนี้ก็ย่อมไม่ยินยอมถูกครอบครัวจับแต่งงานเพื่อค่าสินสอดเพียงเล็กน้อย

เธอยืนกรานที่จะไปหางานทำในเมือง และวาดฝันหลอกล่อพ่อแม่ว่าตนเองจะส่งเงินที่ได้รับกลับบ้านเพื่อให้น้องชายมีเงินแต่งงานกับผู้หญิงที่ดูดีในวันหน้า

หลังจากสองผู้เฒ่านอนคิดอยู่ตลอดทั้งคืน สุดท้ายจึงปล่อยให้ลูกสาวคนรองเข้าเมืองไปหางานทำตามต้องการ

3-4 ปีหลังจากนั้น โจวไป๋เถาได้ส่งเงินกลับบ้านทุกเดือนไม่เคยขาดเลยจริงๆ ดังนั้นพ่อแม่ที่เพิ่งได้ชิมพายแสนอร่อยจากฟากฟ้าก็ติดใจรสชาตินี้เป็นอย่างยิ่ง พวกเขาจึงปล่อยให้โจวฟางเฉา ลูกสาวคนที่สามที่เริ่มโตเป็นสาวออกไปหาเงินอีกคนหนึ่งเพื่อจะได้มีรายได้มากขึ้น

ทว่าทั้งสองคงไม่คาดคิดว่า หลังจากที่ฟางเฉาออกมาทำงานได้ไม่นาน ลูกสาวคนรองที่เริ่มหาที่พึ่งพิงได้แล้วก็เริ่มทำการกบฏกับที่บ้าน หาข้ออ้างต่างๆ นานาเพื่อที่จะลดเงินที่ส่งกลับไป กระทั่งพักหลังๆ ถึงเลิกส่งเงินและสิ่งของกลับบ้านอย่างสิ้นเชิง รวมถึงไม่ยอมโผล่หน้าไปให้เห็นเลยแม้แต่น้อย

เรื่องของพี่สาวเกือบทำให้พ่อแม่ผู้หวาดระแวงสั่งขาดให้โจวฟางเฉาเลิกทำงานและกลับบ้าน

โชคดีที่พวกเขาได้ลิ้มรสความหวานมาหลายปีแล้ว จึงเสียดายเงินเดือนจำนวนนี้และจำใจให้เธออยู่ในเมืองต่อ

แต่กระนั้นน้องสาวคนที่ห้า โจวลี่ฮวากลับกลายเป็นคนที่โชคร้าย ด้วยความไม่ไว้วางใจของพ่อแม่ เธอจึงถูกหมั้นหมายและรับสินสอดไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ขอเพียงเธออายุถึงเกณฑ์ก็จะถูกส่งไปที่บ้านฝ่ายชายทันที

ชะตากรรมของน้องสาวและพี่สาวคนโตทำให้ฟางเฉาหวาดกลัวจนไม่กล้าต่อต้าน กลับยังกระตุ้นให้เธอทำงานเป็นบ้าเป็นหลังเพื่อให้หาเงินได้มากขึ้นและพิสูจน์คุณค่าของตัวเองต่อพ่อแม่จอมเลือดเย็นของเธอ

เธอดิ้นรนกับชีวิตเช่นนี้อยู่นาน จนกระทั่งได้พบกับพี่สาวคนรองอีกครั้ง

ตอนนั้นเธอทำงานอยู่ในร้านอาหาร รับหน้าที่เป็นทั้งพนักงานเสิร์ฟและคนงานในครัว หลังเลิกงานตอนกลางวัน ยังต้องทำความสะอาดทั้งร้านและห้องครัวเพื่อหารายได้พิเศษ สภาพร่างกายทรุดโทรมซีดเซียวจนแทบไม่กล้าเอ่ยปากทักผู้หญิงที่ดูละม้ายคล้ายพี่สาวซึ่งไม่ได้พบกันมานาน

คุณผู้หญิงคนนั้นเดินเข้ามาพร้อมชายวัยกลางคนที่อายุคราวพ่อ สวมสร้อยทองเต็มคอโก้หรูราวกับเศรษฐีบ่อน้ำมันที่เคยเห็นในข่าว

เดิมทีเธอยังนึกว่าตัวเองจำคนผิดไป แต่ไม่คิดว่าคุณผู้หญิงเมื่อตอนกลางวันจะมาดักรอตนเองหลังเลิกงาน พร้อมทั้งยืนยันว่าตัวเองคือพี่สาวคนรองของเธอจริงๆ

โจวไป๋เถาทำงานอยู่ในเมืองมาหลายปี เธอมีความทะเยอทะยานและมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า จากตอนแรก ได้เข้าเมืองมาและทำงานใช้แรงงานไม่ต่างจากน้องสาว เธอใช้เวลาไม่กี่ปีในการซึมซับลักษณะท่าทางที่ดูดีของคนเมือง คำพูดคำจาฉอเลาะชวนรื่นหู ทั้งยังเปลี่ยนสภาพแวดล้อมของตัวเองไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ลูกจ้างในร้านร้านอาหาร พนักงานในร้านขายเสื้อผ้า จนสุดท้ายได้เป็นพนักงานในโชว์รูมรถแห่งหนึ่งและสานสัมพันธ์กับเจ้านายผู้มีเงินได้สำเร็จ

เธอภูมิใจสถานะของตัวเองในตอนนี้เป็นอย่างมากและชักชวนให้น้องสาวคนที่สามใฝ่หาความก้าวหน้าเหมือนตัวเอง

โจวฟางเฉาฟังเธอแล้วก็เกิดแรงบันดาลใจจริงๆ เพียงแต่เธอไม่ได้ต้องการที่จะใช้ร่างกายเพื่อไต่เต้าอย่างไป๋เถา จึงหยิบข้อดีจากประสบการณ์ของพี่สาวมาพัฒนาตัวเองแทน

เธอค่อยๆ ลดจำนวนเงินที่ส่งกลับบ้านลง ไม่ส่งให้ทั้งหมดทุกหยวนเหมือนเคย แต่เริ่มเก็บออมส่วนหนึ่งไว้เป็นทุนสำหรับตัวเอง

ในขณะเดียวกัน โจวไป๋เถาซึ่งเริ่มเบื่อหน่ายกับการเดินทางเพียงลำพัง ได้หยิบหนังสือที่ซื้อเอาไว้โยนมาให้เธออ่าน พร้อมบอกว่านี่คือวิธีหนึ่งที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้นในรูปแบบหนึ่ง

เมื่อก่อนพวกเธอก็เคยได้เรียนอยู่บ้างเหมือนกัน เพราะในหมู่บ้านบนภูเขาได้มีการก่อตั้งโรงเรียนเล็กๆ โดยยุวชนผู้มีการศึกษาจากเมืองหลายสิบปีก่อน ภายหลัง ลูกหลานของหัวหน้าหมู่บ้านคนเก่าได้รับหน้าที่เป็นครูสอน เพื่อแลกกับตำแหน่งครูประจำหมู่บ้านและเงินสนับสนุนจากทางการ เด็กๆ ในหมู่บ้านจึงพอมีโอกาสเรียนรู้จนอ่านออกเขียนได้บ้าง

หนังสือที่โจวไป๋เถาซื้อมานั้นเป็นหนังสือมือสองของนักเรียนที่ใช้กวดวิชา แม้จะมีตัวหนังสือที่ถูกขีดเขียนเต็มหน้าไปหมด แต่มันก็ช่วยอธิบายรายละเอียดปลีกย่อยที่เธอไม่เข้าใจได้มาก ทำให้การเรียนด้วยตัวเองเป็นไปอย่างราบรื่น

ฟางเฉาทำงานและอ่านหนังสือด้วยตัวเองแบบนี้ต่ออีกหลายปี กระทั่งเธอมีเงินเก็บจำนวนหนึ่งจึงลาออกจากร้านอาหาร แล้วซื้อร้านแผงลอยมือสอง เริ่มธุรกิจอาหารปิ้งย่างด้วยตนเองอย่างจริงจัง

เพียงแต่หลังจากออกมาทำร้านรถเข็นเล็กๆ ด้วยตัวเอง แน่นอนว่ามันไม่ได้เริ่มต้นอย่างง่ายดายนัก

เธอใช้เงินเกือบทั้งหมดกับค่ารถเข็นและวัตถุดิบในการเริ่มต้น อีกทั้งออกจากงานจึงไม่มีเงินเดือนส่งที่บ้านอีกต่อไป ทำให้สองผู้เฒ่าโจวเริ่มกระวนกระวายใจกับลูกสาวที่เลี้ยงไม่เชื่องอีกครั้ง และเริ่มกดดันบังคับให้เธอกลับบ้าน

แต่ก่อนหน้านั้นพี่สาวของเธออย่างโจวไป๋เถาที่อิงอาศัยบารมีเถ้าแก่ใหญ่มาหลายปีก็เกิดท้องขึ้นมา จากนั้นเรื่องก็แดงขึ้นจนพี่ชายของผู้หญิงที่เป็นเมียหลวงรุดไปควานหาตัวเธอถึงบ้าน ทำให้สองผู้เฒ่าที่เพิ่งรู้เรื่องตาลุกวาวเมื่อรู้ว่าลูกสาวคนรองหาลูกเขยผู้มั่งคั่งได้แล้ว ความสนใจของพวกเขาจึงถูกแบ่งไปให้ทางพี่รอง จนเธอสามารถหายใจหายคอคล่องได้อยู่สักพัก กระทั่งหาทำเลค้าขายดีๆ ที่พอจะทำกำไรได้ในที่สุด

สถานที่ที่เธอมักจะไปขายของบ่อยในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา คือโกดังสินค้าขนาดใหญ่ที่มีคนงานเข้าออกจำนวนมากต่อวัน แม้ในช่วงระหว่างวันจะต้องแข่งขันกับพ่อค้าแม่ค้าเจ้าอื่น แต่ฟางเฉามีข้อได้เปรียบตรงที่เธออยู่เฝ้าร้านต่อจนถึงเที่ยงคืนทุกวัน คนงานหลายสิบคนที่เข้างานกะดึกจึงกลายเป็นลูกค้าประจำของเธอ

เมื่อธุรกิจดีขึ้น เธอก็เริ่มเก็บเงินได้นิดหน่อย แต่ก็ต้องหมดไปกับความใจอ่อนของตัวเองจนได้

หญิงสาวได้แต่ถอนหายใจอย่างทดท้อ ใจลอยจนไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อดี

แม้ว่าคนที่ดีกับเธอที่สุดจะเป็นพี่รอง แต่เธอก็ทำเพื่อตัวเองเท่านั้น ไม่เคยอยากช่วยเธอด้วยใจจริงเลย

โจวไป๋เถาเพียงต้องการหาแม่บ้านราคาถูกที่พร้อมรับใช้บริการเธอทุกอย่างเท่านั้น เธอไม่กล้าที่จะบงการคนอื่น แต่กลับคิดจะควบคุมน้องสาวเหมือนอย่างที่ครอบครัวของเธอเคยทำ แค่ดีหน่อยตรงที่อาจจะมีอาหารและเงินเดือนให้

โจวไป๋เถาเคยพูดไว้แต่แรกแล้วว่า หากฟางเฉาตั้งใจจะติดตามเธอ ต่อจากนี้ฟางเฉาจะกลายเป็นแม่บ้านที่คอยรับใช้เธอเท่านั้นและห้ามให้คนอื่นรู้ว่าทั้งสองคนเป็นพี่น้องกันเด็ดขาด

อาการปวดหัวที่คุ้นเคยแล่นแปล๊บเข้ามาอีกครั้ง จนฟางเฉาอดไม่ได้ที่จะหลับตาลงโดยนอนผิงผนังเบาะไม่สนใจมองทิวทัศน์ข้างทางอย่างเหม่อลอยอีก

อาการปวดหัวหนักหน่วง พ่วงมาด้วยอุณหภูมิร่างกายที่ร้อนขึ้นจนหญิงสาวแทบจะหมดสติไปอย่างรวดเร็ว

และโชคดีที่เธอไม่ค่อยรู้ตัวดีนัก ดังนั้นเมื่อรอบตัวเกิดเสียงดังลั่นจนผู้คนหวีดร้องระงม รถคันใหญ่พลิกตลบหลายครั้งอย่างน่าหวาดเสียว เธอก็ไม่สามารถลืมตาตื่นได้

ฟางเฉารู้เพียงเลือนรางว่า ดูเหมือนว่าหัวเธอจะกระแทกกับบางอย่างจะมีน้ำกลิ่นสนิมลอยฉุนตามใบหน้า ช่วงแขนขาก็ถูกบางอย่างกดทับจนขยับตัวไม่ได้

ในขณะนี้ เธอรับรู้ได้อย่างเลือนรางว่าพลังชีวิตของตนเองกำลังค่อยๆ หายไปอย่างรวดเร็ว

เธอรู้ว่าเธอกำลังจะตาย

จิตใจเธอดูเหมือนว่างเปล่าไปชั่วขณะ วูบหนึ่งก็รู้สึกโล่งใจที่ตัวเองไม่ต้องไปเผชิญหน้ากับคำขอที่ไร้เหตุผลของครอบครัวอีก

แต่ก็น่าเสียดายจริงๆ ที่เธอไม่สามารถกลับไปที่โกดังใหญ่นั่นเพื่อขายของได้อีกแล้ว

สิ่งสุดท้ายที่เธอนึกถึงก็คือสถานที่สร้างกำไรที่ตัวเองอยู่ประจำมาหลายเดือน สถานที่ซึ่งกลายเป็นความหวังเดียวในชีวิตที่แห้งแล้งของเธอ

ตอนที่ 3 โชคชะตาของหลินฟางเฉา

ฟางเฉารู้สึกราวกับคนจมน้ำ เธออึดอัดไปทั่วร่างแต่กลับไม่สามารถควบคุมตัวเองได้

ไม่รู้ผ่านไปนานแค่ไหน กว่าที่เธอจะสามารถเชื่อมต่อกับประสาทสัมผัสของร่างกายได้อีกครั้ง

ความรู้สึกกดทับนั้นยังคงอยู่ และดูเหมือนมีบางอย่างที่ขยับตัวยุกยิกอยู่บนร่างเธอแผ่วเบา

เมื่อหญิงสาวหรี่ตา เธอก็สบเข้ากับเจ้าตัวน้อยที่กำลังจ้องมองเธออย่างเงียบงัน

ฟางเฉาพบว่าเธอยังอยู่บนรถประจำทางที่แสนคับแคบและร้อนอบอ้าว ทว่าสภาพภายในนั้นดูทรุดโทรมกว่าในความทรงจำก่อนหลับไป

บนตักของเธอมีเด็กตัวเล็กๆ อายุราว 2-3 ขวบกึ่งนั่งกึ่งนอนทับอยู่ เมื่อเห็นว่าเธอตื่นแล้ว เขาก็กะพริบตาและเรียกเธอเสียงเบา “พี่สาว”

เมื่อได้ยินคำนี้ ความทรงจำที่อยู่ในหัวก็หลั่งไหลออกมาราวกับเขื่อนแตก เรื่องราวที่เกิดขึ้นมากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทำให้สมองของเธอเจ็บแปล๊บเมื่อถูกกระตุ้นครั้งใหญ่

หญิงสาวหลอมรวมเข้ากับร่างนี้ด้วยความทรงจำทั้งหมดอย่างรวดเร็ว

เธอค้นพบเรื่องราวน่าตกตะลึงเรื่องหนึ่ง

ในระหว่างการเดินทางกลับบ้านพี่ดูเหมือนผ่านไปเพียงไม่กี่นาทีก่อน …เธอได้ตายไปแล้ว

แต่ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นถึงทำให้วิญญาณของเธอได้เข้ามาอยู่ในร่างของเด็กสาวอีกคนที่เกิดในอีกยุคสมัยหนึ่ง

นอกจากแซ่หลินที่ต่างกันแล้ว ชื่อของเธอก็เป็น ฟางเฉา คล้ายกับชื่อเดิมของเธอ ‘ในชีวิตก่อน’ คล้ายกับเป็นความเชื่อมโยงอันลึกลับระหว่างผู้หญิงทั้งสองคน

แล้วเรื่องที่เหมือนกันอีกอย่างก็คือ พวกเธอล้วนแต่เป็นคนที่น่าสงสาร

หลินฟางเฉา เด็กสาวคนนี้เกิดมาในครอบครัวชาวเขา จากชนบทอันห่างไกลเช่นเดียวกับเธอ

ครอบครัวของพวกเขามีรายได้ต่อปีไม่มากนัก ทุกอย่างล้วนแต่พึ่งพาหลินเกาผู้เป็นเสาหลักของบ้าน ในการรับจ้างทำงานแบกหามในเมืองเลี้ยงดูภรรยากับลูกมาตลอดหลายปี

น่าเสียดายที่เมื่อ ฟางฮุ่ยผู้เป็นแม่ตั้งท้องลูกคนที่สอง หลินเกาที่รับงานในไซต์ก่อสร้างแห่งหนึ่งกลับประสบอุบัติเหตุจนกลายเป็นอัมพาตครึ่งท่อน จากนั้นครอบครัวเล็กๆ ก็พวกเขาก็เริ่มเข้าสู่จุดพลิกผันอย่างน่าเศร้าใจ

แม้จะได้รับเงินค่าชดเชยจากหัวหน้างาน แต่หลินเกาที่กลายเป็นคนพิการก็ไม่อาจออกไปทำงานหารายได้เหมือนแต่ก่อน เงินทองที่เคยเก็บเอาไว้ก็ร่อยหรอจากค่ากินและค่ายาอย่างรวดเร็ว

เมื่อฟางฮุ่ยตระหนักว่าสามีของเธอกลายเป็นคนไร้ประโยชน์แล้ว หลังจากคลอดลูกชายได้เพียงสามเดือน เธอจึงกลับไปบ้านพ่อแม่ของเธอและไม่เคยกลับมาอีกเลย

แม้ว่าแม่สามีของเธอจะพาลุงกับญาติหลายคนไปสร้างปัญหาก็ไม่สามารถเปลี่ยนใจพวกเขาได้ สุดท้ายก็ได้แต่รับเงินชดเชยไม่กี่เหรียญกลับมาให้หลินเกาผู้สิ้นหวังเท่านั้น

ไม่นาน พวกเขาก็ได้รับข่าวว่าฟางฮุ่ยได้แต่งงานใหม่กับพ่อหม้ายคนหนึ่งในเมือง ตระกูลหลินจึงตัดขาดกับอดีตลูกสะใภ้คนนี้อย่างสมบูรณ์ ทั้งยังเกลียดเธอมากจนไม่ยอมให้ใครพูดชื่อผู้หญิงคนนี้อีกต่อไป

ในตอนที่ที่บ้านเกิดเรื่อง หลินฟางเฉาอายุเพียง 12ปี เมื่อมารดาของเธอจากไป เด็กสาวจึงต้องรับหน้าที่ทั้งหมดในบ้าน รวมถึงการดูแลพ่อที่พิการกับน้องชายตัวน้อยของเธอด้วย

หลินฟางเฉาต้องแบกรับภาระที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เด็กสาวอายุเพียงสิบสองปีจะทนไหว เธอตื่นเช้าทุกวันด้วยเสียงร้องของน้องชายตัวน้อยที่หิวโหย จากนั้นก็ต้องดูแลพ่อที่ไม่สามารถปรับตัวกับชีวิตคนพิการของตัวเองได้

ในขณะที่เด็กคนอื่นๆ ในวัยเดียวกันยังได้ไปโรงเรียนบ้าง ฟางเฉากลับต้องกลายเป็นเสาหลักที่ดูแลครอบครัวที่เหลือองเธอ เด็กสาวต้องเดินแบกถังน้ำจากบ่อน้ำที่อยู่ไกลออกไปทุกวัน ซักผ้า ทำงานบ้านและงานในไร่ มือเท้าของเธอเต็มไปเนื้อด้านเป็นตุ่มแข็ง และไม่เคยมีโอกาสแม้แต่จะบ่นถึงความยากลำบากเหล่านั้น

ทว่าชะตาชีวิตก็ยังไม่ปราณีผู้คน หลังจากใช้ชีวิตแบบนี้อยู่สองปีกว่า เมื่อปีที่แล้วหลินเกาก็ป่วยหนักและตายจากไป

ปู่ย่าของเธอไม่มีทางเลือกนอกจากรับสองพี่น้องมาอยู่ในบ้านใหญ่ โดยที่บ้านเก่าของหลินเกาถูกขายเพื่อชำระหนี้และเหลือเป็นเงินเล็กน้อยให้ฟางเฉากับน้องชาย

เมื่อมาอยู่ใต้หลังคาบ้านคนอื่น พวกเขาก็ยิ่งลำบากยิ่งกว่าเดิม แม้ว่าฟางเฉาจะพยายามทำทุกอย่างที่สามารถทำได้ แต่ป้าสะใภ้ใหญ่ก็ยังไม่พอใจ ยิ่งนับวันสถานะของสองพี่น้องก็ยิ่งน่ากระอักกระอ่วน

ปู่ย่าของเธอไม่สามารถช่วยอะไรได้ เนื่องจากพวกเขาอาศัยอยู่กับลูกชายคนโตและต้องพึ่งพาลูกสะใภ้คนโตในวันหน้า จึงทำได้เพียงหลับตาข้างหนึ่ง เพื่อไม่ให้หลานชายและหลานสาวถูกกระทำอย่างอยุติธรรมมากเกินไป

พี่สาวกับน้องชายสองคนย่อมอดทนแต่โดยดี ทว่าคนที่ทนไม่ไหวกลับเป็นป้าสะใภ้ใหญ่ เธอบ่นว่าลูกๆ ของเธอยังต้องเรียนหนังสือและไม่สามารถรับภาระเลี้ยงดูเด็กอีกสองคนได้

ดังนั้น หลังจากอาศัยอยู่กับปู่ย่าได้เพียงไม่ถึงปี หลินฟางเฉากับหลินเซียงฉินจึงถูกย่าส่งไปบ้านลูกสาวคนรองที่อยู่ในเมือง นางหลินคิดว่าอาของเธอที่มีสามีเป็นคนงานคงจะพอหยิบยื่นอาหารไม่กี่คำให้เด็กๆ ได้ อีกทั้งตอนนี้ ฟางเฉาก็เริ่มโตขึ้น เธอเคยชินกับการทำงานหนักตั้งแต่อายุยังน้อย เป็นเด็กผู้หญิงที่มีวินัยและความอดทน อย่างน้อยที่สุดก็จะสามารถช่วยลูกสาวกับลูกเขยดูแลบ้าน หรือถ้าให้ดีก็อาจจะสามารถหางานทำในเมืองได้ด้วย

ดังนั้นมันจึงเป็นที่มาของเหตุการณ์ในตอนนี้ สองพี่น้องเก็บของขึ้นรถประจำทางหน้าหมู่บ้านตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง

ย่าของเธอให้เงิน 5 หยวนเพื่อเป็นค่ารถและค่าใช้จ่าย

หากเด็กสาวสามารถหางานได้ทันทีที่ไปถึงเมือง บางทีชีวิตคงไม่ลำบากไปกว่าเมื่อก่อนมากนัก

เมื่อเห็นใบหน้าของพี่สาวซีดลง ริมฝีปากของเด็กน้อยก็เม้มแน่น แต่เขาก็ไม่กล้าส่งเสียงรบกวนได้แต่จับชายเสื้อของหลินฟางเฉาไว้ น่าเอ็นดูจนน่าสงสาร

แรงดึงตรงมุมผ้าทำให้ฟางเฉาฝืนเงยหน้าขึ้นมามอง และเห็นว่าเด็กน้อยกำลังกังวลแค่ไหน

เธอพูดเสียงเบา “ไม่เป็นไร พี่สาวแค่รู้สึกร้อนนิดหน่อย…” หลังจากนั้นเธอก็เปิดหน้าต่างด้านข้างขึ้นครึ่งหนึ่ง ทำให้ลมเย็นด้านนอกพัดเข้ามา ความอึดอัดถึงได้ลดน้อยลง

เด็กน้อยเห็นพี่สาวมีสีหน้าดีขึ้นก็ยังไม่พูดอะไร ร่างเล็กๆ ขดตัวอยู่ในอ้อมแขนของเธอ ราวกับว่าเธอเป็นที่พึ่งหนึ่งเดียวของเขา

ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้ฟางเฉาสับสนเล็กน้อย

ชีวิตก่อนเธอก็มีน้องชายเช่นกัน แต่เด็กคนนั้นจะไม่มีวันออดอ้อนหรือพูดจาดีกับเธอโดยไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง การกระทำก้าวร้าวดึงดัน ราวกับว่าพี่สาวน้องสาวล้วนเป็นหนี้เขา และต้องยอมอุทิศทุกอย่างเพื่อให้สายเลือดที่จะสืบทอดตระกูลโจวเพียงหนึ่งเดียวของบ้านอย่างเขา

…แต่เด็กคนนี้ เขาก็เป็นลูกชายคนเดียวของบ้านรองเช่นกัน

ทว่าน่าเสียดายที่ต้องขาดพ่อไร้แม่ตั้งแต่ยังเล็ก จึงไม่มีผู้สนับสนุนอุ้มชู

หลินเซียงฉินไม่ใช่หลานชายคนเดียวของตระกูลหลิน ปู่ย่าของเขาชอบเขาอยู่บ้างเพราะเป็นเด็กผู้ชาย แต่ทั้งคู่จะไม่อุทิศทุกอย่างอย่างไม่เห็นแก่ตัว หรือให้ความช่วยเหลือโดยปราศจากความยินยอมของบ้านหลัก

ดังนั้น ต่อให้ชีวิตของหลินเซียงฉินจะไม่แย่แต่ก็ไม่เรียกว่าดีเช่นกัน

ทว่าหลินฟางเฉากลับโชคร้ายยิ่งกว่าเขา เธอเกิดมาเป็นเด็กผู้หญิงที่ต้องแบกรับภาระตั้งแต่อายุยังน้อย ซ้ำยังไม่เป็นที่ชื่นชอบของใครเลย หากไม่ใช่เพราะขยันขันแข็งและไม่เลือกงาน คงไม่มีใครสนใจเธอมากนัก

ฟางเฉาทำอะไรไม่ถูก ในชีวิตก่อนพ่อแม่ของเธอใช้น้องชายมาเป็นห่วงคล้องคอเพื่อรีดไถใช้งานเธอไม่หยุดหย่อน ต่อให้เธอจะรู้สึกต่อต้าน แต่กลับไม่มีที่ไหนให้หนีไป

และเด็กที่อยู่ในอ้อมแขนของเธอนี้ บางที… นี่ก็อาจจะเป็นบ่วงภาระอันหนักหน่วงอีกชิ้นหนึ่ง

น่าแปลกที่เธอไม่ได้รู้สึกต่อต้านน้องชายเท่ากับชีวิตก่อน ซึ่งฟางเฉาก็ไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะความรู้สึกที่แท้จริงของเธอเอง หรือเป็นความรู้สึกที่ ‘หลินฟางเฉา’ ทิ้งเอาไว้กันแน่

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...