โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิด 3 แบงก์ใหญ่ รับอานิสงส์ ธปท.ดัน SMEs Secure+ สู้วิกฤตต้นทุนพลังงาน

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 09 เม.ย. เวลา 07.22 น. • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาพลังงานที่กระทบภาคครัวเรือนและผู้ประกอบการรายย่อย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ขอความร่วมมือให้สถาบันการเงินเร่งออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ทั้งในมิติของการผ่อนปรนภาระหนี้เดิม และการเติมสภาพคล่องใหม่เพื่อประคองกิจการในช่วงเปราะบาง

มาตรการดังกล่าวแม้จะไม่ได้สร้างแรงบวกขนาดใหญ่ในทันที แต่บล.ดาโอให้น้ำหนัก Overweight กลุ่มธนาคาร หลัง ธปท.ผลักดันมาตรการช่วยลูกหนี้จากผลกระทบราคาพลังงาน และมีโอกาสที่สินเชื่อจะขยายตัวเพิ่มขึ้น และความเสี่ยงการไหลไปสู่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อาจลดลงในระยะถัดไป โดยเฉพาะสินเชื่อใหม่ภายใต้กรอบช่วยเหลือ SME

บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ธปท. ขอให้สถาบันการเงินเร่งช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงาน โดยธปท. ขอความร่วมมือสถาบันการเงินช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบด้วยการเติมเงินใหม่และการผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้เดิมโดยมี รายละเอียดดังนี้

1.สินเชื่อเดิม ธปท. ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ในเชิงป้องกัน (preemptive) ตั้งแต่เริ่มมีสัญญาณว่าลูกหนี้มีปัญหาการชำระหนี้ เช่น ให้จ่าย เฉพาะดอกเบี้ย ลดค่างวด ลดอัตราดอกเบี้ย ตัดเงินต้นก่อนดอกเบี้ย สำหรับ สินเชื่อทุกประเภท รวมถึงการให้เช่าซื้อและการให้เช่าแบบลีสซิ่งรถยนต์และ รถจักรยานยนต์ สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ และสินเชื่อส่วนบุคคล

2.สินเชื่อใหม่ ธปท. ให้ช่วยเหลือลูกหนี้ด้วยการเติมเงินใหม่เพื่อเพิ่มสภาพ คล่อง โดยสามารถใช้ประโยชน์จากโครงการ SMEs Credit Boost นอกจากนี้ ยังให้สินเชื่อเพิ่มเติมแก่ SMEs ที่มีหลักประกันภายใต้กรอบหลักการ “มีทรัพย์เพิ่มเติมสภาพคล่อง (SMEs Secure+)” ซึ่งเป็นการผ่อนปรนเฉพาะชั่วคราว โดยสามารถพิจารณามูลค่าหลักประกันควบคู่กับกระแสเงินสดของลูกหนี้ได้

บล.ดาโอประเมินว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นบวกเล็กน้อยต่อกลุ่มธนาคาร จากแนวโน้มสินเชื่อที่มีโอกาสเพิ่มขึ้น และความเสี่ยงที่จะเกิดเป็น NPL ลดลง โดยข้อ 1.เป็นการช่วยเหลือกับลูกหนี้ที่มีสินเชื่อเดิม ซึ่งมองเป็นกลางเพราะ เชื่อว่าทุกธนาคารมีการปรับโครงสร้างหนี้กับลูกหนี้แต่ละรายตามภาวะ เศรษฐกิจอยู่แล้ว

ข้อ 2 สำหรับสินเชื่อใหม่มีโครงการ SMEs Secure+ เข้ามาช่วยหนุน (เพิ่มเติมจากโครงการ SMEs Credit Boost) ซึ่งสามารถนำสินทรัพย์ที่เป็น non-core asset มาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ (ปกติธนาคารจะใช้ หลักทรัพย์ค้ำประกันจาก core asset) ซึ่งจะทำให้คาดว่ากลุ่มธนาคารมี โอกาสที่จะปล่อยสินเชื่อ SME เพิ่มมากขึ้นได้ โดยเราเรียงลำดับสัดส่วนสินเชื่อ SME จากมากไปน้อยคือ ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK ที่ 24%, ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB ที่ 16%, ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL ที่ 16%, ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ที่ 10% และ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB ที่ 7%

แม้ภาพรวมจะยังเป็นเพียงแรงหนุนระดับ “บวกเล็กน้อย” แต่สิ่งที่น่าจับตาคือมาตรการนี้อาจช่วยพยุงคุณภาพสินทรัพย์ของระบบธนาคารได้ในระยะต่อไป เพราะหากลูกหนี้สามารถเข้าถึงการผ่อนปรนหนี้เดิมได้เร็ว และได้รับสภาพคล่องใหม่ทันเวลา โอกาสที่หนี้จะไหลลงไปเป็น NPL ก็มีแนวโน้มลดลง

บนมุมมองดังกล่าว ดาโอยังคงให้น้ำหนักการลงทุนกลุ่มธนาคารที่ระดับ “มากกว่าตลาด” และเลือก KTB, KBANK และ BBL เป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม

สำหรับ KTB ให้ราคาเป้าหมายที่ 38.00 บาท อิงมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (PBV) ปี 2569 ที่ 1.10 เท่า โดยมีจุดแข็งจากคุณภาพสินทรัพย์ที่แข็งแกร่ง เนื่องจากเน้นปล่อยสินเชื่อภาครัฐซึ่งมีความเสี่ยงต่ำ และช่วยรองรับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวได้ดีกว่าหลายธนาคารในกลุ่ม นอกจากนี้ยังมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ในระดับราว 6% ไม่รวมเงินปันผลพิเศษ

ด้าน KBANK ให้ราคาเป้าหมายที่ 225.00 บาท อิง PBV ปี 2569 ที่ 0.88 เท่า โดยได้รับแรงหนุนจากกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงโครงการซื้อหุ้นคืนที่ช่วยพยุงราคาหุ้น ขณะที่อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ในระดับประมาณ 6% เช่นกัน อีกทั้งยังเป็นธนาคารที่มีสัดส่วนสินเชื่อ SME สูงสุดในกลุ่ม จึงถือเป็นหนึ่งในตัวเลือกเด่นหากมาตรการช่วยเหลือครั้งนี้ส่งผลให้การปล่อยสินเชื่อใหม่ขยายตัวชัดเจนขึ้น

ส่วน BBL ให้ราคาเป้าหมายที่ 195.00 บาท อิง PBV ปี 2569 ที่ 0.62 เท่า โดยยังเป็นหุ้นที่มีมูลค่าถูกที่สุดในกลุ่ม ซื้อขายเพียงราว 0.56 เท่าของ PBV และยังมีจุดเด่นเรื่องความแข็งแกร่งของฐานะการเงิน จากการมีอัตราส่วนเงินสำรองต่อหนี้เสีย หรือ Coverage Ratio สูงที่สุดในกลุ่มที่ 324% ประกอบกับแนวโน้มดอกเบี้ยที่อาจไม่ลดลงในปีนี้ ยิ่งช่วยหนุนภาพรายได้และความสามารถในการต้านทานความผันผวนทางเศรษฐกิจ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...