โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ดีเอสไอ” ลุยสอบ 8 บริษัทเรือเอี่ยว “คลังสุราษฎร์” น้ำมันหาย 60 ล้านลิตร

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 17 เม.ย. เวลา 08.30 น. • เผยแพร่ 17 เม.ย. เวลา 08.30 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 คณะกรรมการคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) มีมติเอกฉันท์ให้รับกรณีความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิง เป็น "คดีพิเศษ" โดยมุ่งเป้าไปที่ผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเกิดจากการกระทำของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 หรือมาตรา 10 ตลอดจนผู้ค้าน้ำมันที่จดทะเบียนและไม่ได้จดทะเบียน ที่มีพฤติการณ์ลักลอบกักตุน ประวิงเวลาขนส่ง และปฏิเสธการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง อันเป็นการกระทำที่เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 เป็นต้นไปจนกว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะสงบลง ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กำลังบูรณาการข้อมูลร่วมกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล (ศรชล.) เพื่อประมวลพฤติการณ์ทางคดีที่เข้าข่ายลักษณะการกระทำเป็นขบวนการหรือมีความซับซ้อน

พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยว่า เบื้องต้นคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 59/2569 จะดำเนินการสอบสวนการกักตุนน้ำมันใน 3 กรณีหลัก ได้แก่ 1. คลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานี 2. คลังน้ำมันในจังหวัดอ่างทอง ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบของกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) และ 3. กรณีน้ำมันสูญหายกลางทะเลจังหวัดสุราษฎร์ธานีประมาณ 57-60 ล้านลิตร ซึ่งมีเที่ยวเรือเข้ามาเกี่ยวข้องถึง 99 เที่ยว นอกจากนี้ ดีเอสไอเตรียมรับโอนสำนวนคดีคลังน้ำมัน 5 แห่ง (แบ่งเป็นผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 จำนวน 3 แห่ง และมาตรา 10 จำนวน 2 แห่ง) จาก รศ.พล.ต.อ.ดร.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มาเป็นคดีพิเศษเพิ่มเติม โดยหากตรวจสอบแล้วไม่พบความเชื่อมโยงกัน จะทำการแยกเป็น 5 คดี

สำหรับกรณีน้ำมันล่องหนกลางทะเลนั้น ดีเอสไอร่วมกับ ศรชล. ตรวจพบความผิดปกติ 3 ลักษณะ คือ 1. พบเที่ยวเรือ 20 เที่ยว จากเรือ 12 ลำ ของ 8 บริษัท วิ่งช้ากว่าปกติ และในจำนวนนี้มี 10 เที่ยวเรือที่จงใจปิดสัญญาณระบบระบุตัวตนอัตโนมัติ (AIS) เพื่อหลบเลี่ยงการติดตาม 2. การตรวจสอบเอกสารการขนส่ง (น.ม.9) และเอกสารรับน้ำมันเข้าคลังปลายทาง (น.ม.10) พบว่าตัวเลขไม่สอดคล้องกัน โดยเฉพาะปริมาณน้ำมันปลายทางที่สุราษฎร์ธานีกลับมีมากกว่าต้นทาง ซึ่งเป็นความผิดพลาดที่สะท้อนถึงการทำเอกสารเท็จเป็นขบวนการ และ 3. คลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีพฤติการณ์ประวิงการจำหน่าย โดยในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มียอดจ่ายน้ำมัน 2.1 ล้านลิตร แต่ในเดือนมีนาคม 2569 ที่เกิดวิกฤตขาดแคลน กลับจ่ายน้ำมันออกเพียง 400,000 ลิตร

ทั้งนี้ ปริมาณน้ำมันที่สูญหาย 57-60 ล้านลิตร พบว่ามีความเชื่อมโยงกับ 10 บริษัท ซึ่งรวมถึงเจ้าของเรือ คลังน้ำมัน และผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ขณะที่คลังน้ำมันในจังหวัดอ่างทองซึ่งเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนชื่อดังนั้น ดีเอสไออยู่ระหว่างขยายผลว่าน้ำมันดังกล่าวเป็นของนิติบุคคลรายใด และมีความเชื่อมโยงกับบริษัทคลังน้ำมันย่านพระราม 2 หรือไม่ แม้เบื้องต้นจะพบว่ามีการแยกกลุ่มผู้ถือหุ้นเป็นคนละกลุ่มก็ตาม

ล่าสุด เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ออกหมายเรียกพยานแก่ผู้บริหารบริษัทเรือขนส่งน้ำมันทั้ง 8 บริษัท เพื่อเข้าให้ปากคำในสัปดาห์หน้า นอกจากนี้ ดีเอสไอยังได้เข้าพบผู้บริหาร กรมธุรกิจพลังงาน เพื่อขอข้อมูลกรณีคลังน้ำมันในสุราษฎร์ธานีกักตุนน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 กว่า 2.1 ล้านลิตร พร้อมเตรียมส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบคลังน้ำมันในจังหวัดอ่างทอง ที่มีพฤติการณ์ขายน้ำมันเกินราคาและไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งปัจจุบันอยู่ในความดูแลของ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เพื่อพิจารณารับเป็นคดีพิเศษเพิ่มเติมในอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...