โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

“FSS-KKPS” เชียร์ PTTGC อัพเป้าใหม่ 45.60 บ. ลุ้น Q2 โตต่อเนื่อง รับอานิสงส์โอเลฟินส์ฟื้น

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 06 พ.ค. เวลา 05.03 น. • เผยแพร่ 06 พ.ค. เวลา 05.03 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC กลับมาเป็นหนึ่งในหุ้นที่ได้รับความสนใจจากนักวิเคราะห์ หลังรายงานผลประกอบการไตรมาส 1/2569 พลิกฟื้นอย่างมีนัยสำคัญ จากแรงหนุนของธุรกิจโรงกลั่นที่ได้อานิสงส์ค่าการกลั่นปรับตัวขึ้นแรง ธุรกิจปิโตรเคมีเริ่มฟื้นตัว และการรับรู้กำไรพิเศษจากการขายหุ้น Thai Tank Terminal ขณะที่แนวโน้มไตรมาส 2/2569 ยังมีแรงส่งต่อ โดยเฉพาะสายโอเลฟินส์ที่คาดว่าจะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของกำไร

บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) หรือ FSSระบุในบทวิเคราห์วันนี้(6 พ.ค.69) ว่า PTTGC รายงานกำไรสุทธิไตรมาว 1/69 ที่ 3.2 พันล้านบาท พลิกจากขาดทุนสุทธิ 5.5 พันล้านบาทในไตรมาส 4/69 สูงกว่าตลาดคาด 21% จาก Market GRM ที่สูงกว่าคาดมาก และบันทึกกำไรจากการขายหุ้น Thai Tank Terminal มากกว่าคาด

โดยธุรกิจโรงกลั่นมี Market GRM เฉลี่ยสูงถึง 16 เหรียญ/บาร์เรล (ตลาดคาด 11-12 เหรียย/บาร์เรล) กระโดดขึ้นจาก 7.9 เหรียญ/บาร์เรล ในไตรมาส 4/68 และ 8.3 เหรียญ/บาร์เรล และกำลังการกลั่นของโรงกลั่นที่กลับสู่ภาวะปกติที่ 103% หลังโรงกลั่นหยุดซ่อมชั่วคราวในไตรมาส 4/68ฃ

ขณะเดียวกันบริษัทมีกำไรจากสต๊อกน้ำมัน 7,182 ล้านบาท จากราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้นกว่า 50 เหรียญ/บาร์เรล แต่เนื่องจาก PTTGC ได้มีการทำ Hedging ทั้ง product spread และน้ำมันดิบ จึงทำให้มีขาดทุนจากการทำป้องกันความเสี่ยง (Hedging) ราว 7,991 ล้านบาท เพราะราคาน้ำมันดิบและ spread ปรับขึ้นส่วนทางกับที่ทำ Hedging ไว้

ธุรกิจปิโตรเคมีดีขึ้นตามคาด โดยเฉพาะสายโอเลฟินส์ดีขึ้นเล็กน้อยจากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับลงเล็กน้อย ขณะที่การปรับขึ้นราคาขายเม็ดพลาสติกส์ยังไม่เห็นผลชัดเจน เนื่องจากมี time lag และคาดจะเห็นผลบวกตั้งแต่ไตรมาส 2/69 เป็นต้นไป ส่วนสายอะโลเมติกส์ดีขึ้นจากทั้ง spread productsที่ดีขึ้นและปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้นหลังหยุดซ่อมไตรมาสที่ผ่านมา

หากไม่รวมรายการพิเศษที่เป็นขาดทุนจากการด้อยค่าของเงินลงทุน 6,561 ล้านบาท หักด้วยกำไรจากการขายหุ้น Thai Tank terminal ราว 3,301 ล้านบาท สุทธิแล้วเป็นขาดทุนจากรายการพิเศษ 3,260 ล้านบาท และ FX gain อีก 1 พันล้านบาทจะมีกำไรจากการดำเนินงานปกติ 6.35 พันล้านบาท เทียบกับขาดทุน 5 พันล้านบาท ในไตรมาส 4/68 และ 3.9 พันล้านบาทในไตรมาส 1/68

แนวโน้มกำไรไตรมาส 2/69 จะดีกว่าไตรมาส 1/69 นำโดยธุรกิจปิโตเคมีสายโอเลฟินส์ที่จะมีกำไรกว่า 8-9 พันล้านบาทหนุนจากราคาขายเม็ดพลาสติกส์ PE/PP ที่ปรับเพิ่มขึ้น 60-70% ขณะที่ธุรกิจโรงกลั่นเชื่อว่าค่าการกลั่นจะปรับลงค่อนข้างมากจากราคาต้นทุนน้ำมันดิบ (Crude Premium) ที่ปรับสูงขึ้นมากตามตลาดโลก บวกกับการถูกปรับลดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น แต่ไม่ถึงขั้นที่จะทำให้ค่าการกลั่นติดลบและเชื่อว่าน่ายังอยู่ในระดับที่สามารถทำกำไรได้ อีกทั้งจากราคาน้ำมันดิบปัจจุบันยืนสูงกว่า 100 เหรียญ/บาร์เรล เท่ากับราคาปิดตอนสิ้นงวดไตรมาส 1/69 ดังนั้นจึงไม่น่าจะมี stock gain แต่หากสิ้นไตรมาส 2/69 ราคาน้ำมันดิบต่ำกว่า 100 เหรียญ/บาร์เรล ก็จะเกิด stock loss ได้ เช่นเดียวกันกับ Hedging ถ้าราคา oil spread product ปรับลงก็จะเป็น gain นอกจากนี้ไม่น่าจะมี asset impairment เพิ่ม ดังนั้นน่าจะเป็นโอกาสในการเข้าซื้อ เพื่อเก็งกำไรงบไตรมาส 2/69 จะออกมาดีมากอย่างมีนัยสำคัญ

บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKPSระบุในบทวิเคราห์วันนี้(6 พ.ค.69) ว่า ได้ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายของ PTTGC ขึ้น 12.5% สู่ระดับ 45.60 บาทต่อหุ้น จากเดิม 40.50 บาทต่อหุ้น พร้อมยืนยันคำแนะนำ "ซื้อ"

การปรับเพิ่มนี้สะท้อนถึงกำไรที่แข็งแกร่งกว่าคาดในไตรมาสแรกปี 2569 ทิศทางราคาน้ำมันที่เอื้ออำนวย และปัจจัยพื้นฐานการกลั่นที่ดีขึ้น ซึ่งได้รับแรงหนุนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านที่ยังดำเนินอยู่

การขยับราคาเป้าหมายขึ้นครั้งนี้อาศัยสมมติฐานมูลค่าที่สูงขึ้น โดยบริษัทได้ปรับ P/E ratio จาก 10.5 เท่า เป็น 13.3 เท่า ถือเป็นระดับสูงสุดในช่วงการซื้อขายในอดีตของ PTTGC การปรับนี้ทำให้มูลค่าอ้างอิงจาก P/E เพิ่มเป็น 26.7 บาทต่อหุ้น และมูลค่าตามวิธีคิดลดกระแสเงินสด (DCF) อยู่ที่ 46 บาทต่อหุ้น ขณะที่มูลค่าตามราคาต่อบุ๊ค (P/B) ยังคงเดิมที่ 63.4 บาทต่อหุ้น

โดยผลประกอบการหลักของ PTTGC พลิกฟื้นอย่างชัดเจนจากขาดทุนสุทธิ 3.7 พันล้านบาทในไตรมาส 4/2568 มาเป็นกำไร 6.0 พันล้านบาทในไตรมาส 1/2569 ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากส่วนต่างกำไรขั้นต้นจากการกลั่น (gross refining margin: GRM) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก และส่วนต่างอะโรเมติกส์ที่ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น จากผลของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่ช่วยขยายส่วนต่างของผลิตภัณฑ์ โดย GRM ตลาดพุ่งจาก 7.9 ดอลลาร์/บาร์เรลในไตรมาส 4/2568 เป็น 16.7 ดอลลาร์/บาร์เรลในไตรมาส 1/2569 ส่งผลให้ EBITDA ของธุรกิจกลั่นเพิ่มขึ้นจาก 1.8 พันล้านบาท เป็น 8.9 พันล้านบาท

โดย EBITDA ของกลุ่มอะโรเมติกส์ก็สูงขึ้นอย่างมีนัยยะ โดยส่วนต่างปรับเพิ่มเป็น 276 ดอลลาร์/ตัน ด้าน EBITDA ของกลุ่มโอเลฟินส์ปรับตัวสูงขึ้นจาก 437 ล้านบาท เป็น 2.3 พันล้านบาท ด้วยแรงหนุนจากการไหลเวียนของวัตถุดิบเอเทนที่ดีขึ้นและส่วนต่างที่ดีขึ้น PTTGC คาดว่ากลุ่มโอเลฟินส์จะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของกำไรในไตรมาส 2/69 ซึ่ง EBITDA มีแนวโน้มจะเกิน 3 พันล้านบาท นอกจากนี้การไม่มีรายการด้อยค่าทรัพย์สิน (impairment charges) และขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยง (hedging losses) ยังช่วยสนับสนุนผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในไตรมาส 2/2569 เช่นกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...