โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดใจ พัฒน์ บุญนิธิพัฒน์ ผู้กำกับ 'หลานม่า' หนังที่ชวนให้นึกถึงตัวเองและครอบครัว

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 18 ส.ค. 2568 เวลา 13.42 น. • เผยแพร่ 05 เม.ย. 2567 เวลา 05.46 น.

เรื่อง : ชัชพงศ์ ชาวบ้านไร่

“หลานม่า” เปิดตัวแรง เข้าฉายวันแรกทำรายได้ 21 ล้านบาททั่วประเทศ “ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสได้สัมภาษณ์พิเศษ “พัฒน์ บุญนิธิพัฒน์” ผู้กำกับและร่วมเขียนบท ชวนอ่านเรื่องราวและรู้จักหลานม่าให้มากขึ้น ภาพยนตร์ที่ดูแล้วอาจทำให้ใครหลายคนย้อนนึกถึง “ตัวเอง” และ “ครอบครัว”

“หลานม่า” เป็นภาพยนตร์ไทยแนวแฟมิลี่ดราม่าจากค่าย “GDH” ผลงานกำกับเรื่องแรกของ “พัฒน์ บุญนิธิพัฒน์” และเขียนบทโดย “เป็ด-ทศพล ทิพย์ทินกร” นำแสดงโดย บิวกิ้น-พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล, แต๋ว-อุษา เสมคำ, ดู๋-สัญญา คุณากร, เผือก-พงศธร จงวิลาส, เจีย-สฤญรัตน์ โทมัส และตู-ตะวัน ตันติเวชกุล

เรื่องราวของหลานม่าว่าด้วย “เอ็ม” (บิวกิ้น) ที่ตัดสินใจดรอปเรียนตอนปีสี่และจะหันมาเป็นนักแคสต์เกม แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เอ็มที่อยากรวยจึงอาสาไปดูแล “อาม่า” (แต๋ว อุษา) ที่เป็นมะเร็งและอาจมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน เพื่อหวังจะได้มรดกหลักล้าน

สาเหตุที่เอ็มเลือกวิธีนี้ เพราะเห็นว่า “มุ่ย” (ตู ต้นตะวัน) ลูกพี่ลูกน้องซึ่งอาสาดูแลอากงที่ป่วยระยะสุดท้ายกลายเป็นทายาทที่ได้รับมรดกเป็นบ้านราคากว่าสิบล้านเพียงคนเดียว เอ็มจึงเห็นว่าเส้นทางของการเป็นเศรษฐีรออยู่ตรงหน้า

แต่ช่วงเวลาที่เอ็มมาอยู่ด้วย กลับทำให้อาม่าหายเหงา เพราะปกติอาม่าต่างเฝ้ารอครอบครัว ทั้งลูกชายคนโต “กู๋เคี้ยง” (ดู๋ สัญญา), แม่ของเอ็มที่เป็นลูกสาวคนกลาง (เจีย สฤญรัตน์) และ “กู๋โส่ย” (เผือก พงศธร) ลูกชายคนเล็ก ที่จะมาหาพร้อมหน้ากันตามเทศกาลเท่านั้น

เมื่อหลานกับอาม่าที่อายุห่างกันถึง 50 ปี มาอยู่ร่วมกัน จึงมีโมเมนต์ต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย และสุดท้ายไม่น่าเชื่อว่างานที่เอ็มเริ่มต้นทำเพราะหวังรวย จะทำให้ได้รู้ว่าจักคำว่า “ครอบครัว” ที่มีค่ามากกว่าเงิน

“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ “พัฒน์ บุญนิธิพัฒน์” ผู้กำกับ หลานม่า ภาพยนตร์แสนเรียบง่ายที่ถ่ายทอดเรื่องราวของชีวิตจริง และอาจทำให้ทุกคนได้ย้อนกลับมานึกถึงชีวิตจริงของตัวเองและครอบครัวมากขึ้น

กำกับเรื่องแรก ความสัมพันธ์ “หลาน-อาม่า”

“หนังเรื่องนี้ไม่ได้ทำให้เศร้าหรือหดหู่ เราเองก็ไม่สามารถดูหนังที่หดหู่ได้เหมือนกัน เราเคยทำหนังที่หดหู่และไม่อยากทำมันอีกเเล้ว ทุกคนที่ทำหลานม่ามีคีย์เวิร์ดหนึ่ง คือ คำว่า “ฮีลลิ่ง” ให้คนที่เข้าไปดูได้รู้สึกรับการเยียวยา พัฒน์ เริ่มบทสนทนากับประชาชาติธุรกิจ

จุดเริ่มต้นของหลานม่าเกิดจากบทที่เขียนขึ้นโดย “เป็ด-ทศพล ทิพย์ทินกร” ซึ่งมาจากความทรงจำเมื่อครั้งที่เขาเคยดูแลอาม่า จึงอยากบันทึกเรื่องราวนี้ให้กลายเป็นภาพยนตร์ แต่ไม่ได้เหมือนในภาพยนตร์ที่ฉายทั้งหมด เมื่อโปรดิวเซอร์เห็นว่าสามารถทำเป็นภาพยนตร์ได้ ไอเดียนั้นจึงถูกส่งมาให้พัฒน์ บุญนิธิพัฒน์ กำกับเป็นเรื่องแรก

พัฒน์เผยว่า เมื่ออ่านบทก็พบว่าเป็นความสัมพันธ์เล็ก ๆ ของหลานกับอาม่า แม้ตัวบทตอนแรกไม่ได้เป็นเหมือนในภาพยนตร์ 100% แต่เคมีและความสัมพันธ์ของทั้ง 2 คน ทำให้รู้สึกประทับใจ

ด้วยความที่เป็นการกำกับภาพยนตร์เรื่องเเรก หลังจากเคยผ่านงานซีรีส์มา พัฒน์ยอมรับว่านึกภาพไม่ออกว่าการทำหนังที่ต้องลงทุนมหาศาล ใช้ทีมงาน เวลา และทรัพยากรเป็นจำนวนมากจะเป็นอย่างไร ที่สำคัญหนังที่คนส่วนใหญ่คิดว่าขายได้ ต้องเป็นหนังผี หนังตลก แต่ได้รับไฟเขียวให้ทำหนังแบบหลานม่าขึ้นมา จึงแปลกใจค่อนข้างมาก แต่ก็ไม่รีรอ รีบคว้าโปรเจ็กต์นี้ทันที

การทำซีรีส์มาก่อนเป็นการปูพื้นฐานการทำภาพยนตร์ ทั้งการเล่าเรื่อง วิธีการถ่ายทำ วิธีการกำกับนักแสดง วิธีการใช้เพลง วิธีเลือกโลเกชั่น และการทำงานกับทีมงานคุณภาพ แต่อย่างไรก็ตามซีรีส์และภาพยนตร์ก็ยังมีความต่างกันมากอยู่ดี

กว่าจะมาเป็นภาพยนตร์หลานม่านั้นยากมาก ๆ แต่ก็เลือกทำเพราะความยากเช่นกัน จากแต่ก่อนทำซีรีส์ที่โฉบเฉี่ยววัยรุ่น ก็ไม่คิดว่าจะมีคนดึงมาทำหนังสไตล์นี้

หลานม่าใช้ระยะเวลาเขียนบทประมาณ 2 ปี เตรียมงานอีก 3-4 เดือน และถ่ายทำประมาณ 2 เดือน หรือ 25 คิว โพสต์โปรดักชั่นอีก 6 เดือน รวมแล้วร่วม 3 ปี เริ่มถ่ายตอนอาม่าอายุ 75 ปี ตอนนี้อายุ 78 ปีแล้ว

“ตัวเราจริง ๆ ชอบดูหนังแบบหลานม่า แต่ก็คิดว่าเกิดขึ้นยาก จึงทำให้ไม่เคยทำหนังแบบนี้ มันมีส่วนของชีวิตจริง ไม่ได้ดูเหนือจริงและไม่ได้ดูประดิษฐ์ขนาดนั้น แต่สุดท้ายในการทำหนังมันต้องดีไซน์ แต่เป็นการดีไซน์ให้มันดูสมจริง ดูเหมือนว่าไม่ดีไซน์ ซึ่งเป็นอะไรที่ยากที่สุด”

LAHNMAH-GDH

ความเป็นไปได้จากนักแสดงทุกคน

พัฒน์เผยว่าการเลือกนักแสดงหลานม่ามี 2 วิธี คือ เลือกเอง และผ่านการแคสติ้ง เช่น บทกู๋เคี้ยง ดู๋ สัญญา คือนักแสดงคนแรกที่นึกถึง ส่วนอีกหลาย ๆ บทก็จะแคสติ้งเข้ามาเพราะไม่แน่ใจว่าเมื่อแต่ละคนมาอยู่ในบทบาทนี้จะเป็นอย่างไร เช่น บิวกิ้น, เผือก-พงศธร และบทอาม่า โดย แต๋ว อุษา ด้วยเป็นต้น

เมื่อนักแสดงทุกคนมารวมกันในวันแรก นั่งอ่านบทและดูรีแอ็กชั่นที่มีต่อกัน วันนั้นทำให้พัฒน์เห็นว่าหลานม่าคือความเป็นไปได้ แม้จะยังไม่เหมือนที่คิดไว้ทั้งหมด ซึ่งก็ค่อย ๆ ปรับจูนกันมา

“ต้องขอบคุณทุกคนที่ยอมมาแคสต์กับเรา ทุกคนที่มาแคสต์เก่งทุกคน แค่ใช่ หรือไม่ใช่ กับภาพที่เราเห็นแค่นั้นเอง”

สำหรับบทอาม่า พัฒน์เล่าว่า แต๋ว อุษา เป็นศิลปินที่มีพรสวรรค์อยู่ในตัวตั้งแต่แรก เพียงแค่ยังไม่เคยเล่นภาพยนตร์เต็มตัว ยังไม่เคยทำงานกับโปรดักต์ชั่นอย่างจริงจังและยาวนาน ซึ่งความสามารถในการแสดงนั้นมีอยู่แล้ว ทีมงานมีหน้าที่แค่เอาตัวตนของ แต๋ว อุษา ออกมารวมกับตัวตนของอาม่า และทำให้มีชีวิตอยู่บนฟิล์ม

“ทุกคนบอกว่าการแสดงที่ยายแต๋วมอบให้เหมือนเวทมนตร์ ซึ่งไม่ได้สมจริงเพราะเขาแสดงให้เหมือนจริง แต่มันจริงเพราะยายแต๋วรู้สึกแบบนั้นจริง ๆ มันออกมาจากข้างใน เราเเค่เอากล้องไปตั้งและบันทึกสิ่งนั้นไว้เฉย ๆ”

สำหรับบิวกิ้นก็เช่นกัน เขาเป็นคนที่มีพรสวรรค์ทางด้านการเเสดง ทั้งยังมีความเซนซิทีฟทางอารมณ์สูง ซึ่งสามารถใช้สิ่งนั้นออกสู่หน้ากล้องได้

แน่นอนว่าบิวกิ้นผ่านการแสดงมามากมาย และมีหลายงานที่ต้องการให้เขาเป็นสิ่งต่าง ๆ เมื่อมาเจอกับเรื่องหลานม่า และไม่ได้ทำการแสดงมานานแล้ว ก็อาจจะยังไม่สามารถเชื่อมตัวเองเข้ากับบทเอ็มได้ในช่วงเเรก แต่เมื่อทำความเข้าใจตรงกันถึงปลายทาง และบิวกิ้นแสดงความเป็นตัวเองออกมา ก็เข้าใจบทเอ็มได้แบบไม่ยากเย็น

“การทำงานกับบิวกิ้น ทำให้เรารู้ว่าเขา ‘เก่ง-ดัง-ตั้งใจ-น่ารัก’ ทั้งหมดอยู่ในคนเดียว เรื่องนี้เป็นหนังเรื่องแรกของบิวกิ้นด้วย”

อาม่าผู้กำกับ-อาม่าในภาพยนตร์

พัฒน์เผยว่า อันที่จริงเรื่องราวในภาพยนตร์ก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเหมือนกัน วันฉายรอบกาล่าก็พาอาม่า อายุ 91 ปี และครอบครัวมาดู พอดูจบแล้วครอบครัวก็ “งง” ไม่รู้ว่าต้องรู้สึกอย่างไร เพราะหนังให้ภาพเหมือนชีวิตจริงมากเกินไป เหมือนมีคนเอาชีวิตพวกเขาไปทำหนัง เขาเอาตัวเองเข้าไปเเทนในบท เหมือนเห็นคนอื่นมาเล่นเป็นตัวเองในไดอะล็อกที่เขาเคยพูดไว้ในชีวิตจริง

“ไม่คิดว่าจะเกิดภาพอย่างนี้ เพราะตอนแรกคิดภาพไว้ว่าต้องสวยงาม ผู้กำกับพาครอบครัวมาดูหนัง ต้องออกมาชื่นมื่น…เขาก็ชอบหนังมากนะ มีน้ำตาซึม แต่เขางง”

พัฒน์เล่าต่อว่า หลังจากดูภาพยนตร์รอบกาล่าจบ อาม่าของเขากลับบอกว่าหนัง “ธรรมดา” อาจเป็นเพราะอาม่าไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ปกติอาม่าจะเข้านอนประมาณ 2 ทุ่ม แต่วันนั้นกลับถึงบ้านเกือบเที่ยงคืน อาม่าขอให้แม่ทำกับข้าวให้กินและนั่งอยู่เฉย ๆ พร้อมกับพูดขึ้นมาว่าหนังเรื่องนี้ต้องแก้ไข 2 จุด ซึ่งทุกวันนี้ตัวผู้กำกับเองก็ยังไม่รู้ว่า 2 จัดนั้นคืออะไร

เช้าวันต่อมาพัฒน์ถามอาม่าว่า เมื่อคืนร้องไห้ไหม อาม่าตอบว่าไม่ร้องหรอก ชีวิตจริงของอาม่าเศร้ากว่านี้เยอะ อาม่าเสียน้ำตามาเยอะแล้ว แต่พูดไปพูดมาน้ำตาของอาม่ากลับไหลมาเองโดยที่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองร้องไห้

“อาม่าผมเป็นคนซับซ้อนมาก แสดงออกไม่เป็น…ก็เลยทำให้อาม่าในเรื่องเป็นคนซับซ้อนด้วย”

LAHNMAH-GDH

กลับมาย้อนดูชีวิตตัวเองและครอบครัว

จากกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม พัฒน์เผยว่า อาจะเป็นเพราะหลานม่าให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันในคนดูแต่ละคน ทำให้นึกย้อนกลับไปถึงวันแรก ๆ ที่เริ่มคุยกันในทีมว่าภาพยนตร์จะออกมาเป็นแบบไหน และให้เกิดเป็นผลลัพธ์อย่างไรต่อคนดู ในแบบที่ไม่ได้บังคับหรือยัดเยียดคนดู

ทีมงานทำงานกันบนความรู้สึกที่ว่า เรารู้ว่าสิ่งนี้คือหนังคอมเมอร์เชียล แต่ทุกคนสามารถมอบคุณค่าในเชิงศิลปะได้ด้วย ทุกคนไม่ได้ทำเพื่อให้รู้สึกแค่ว่าหนังเป็นงานของตัวเอง แต่ทำให้คนดูรู้สึกไปพร้อมกับที่ทีมงานรู้สึก

“เราไม่ได้ทำหนังเล็ก ๆ แล้วมันบังเอิญออกไปสู่ผู้คนวงกว้าง แต่มันถูกคิดมาแล้วว่าจะต้องออกสู่ผู้คนวงกว้าง ด้วยวิธีการที่อาจจะไม่เคยเห็น เมื่อมันออกมาเป็นแบบนั้นจริง ๆ คนวงกว้างสามารถรู้สึกลึกซึ้ง รู้สึกอินเข้าไปในชีวิตของตัวเอง รู้สึกว่าหนังไม่ถีบเขาออกมา ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ยัดเยียดเขา”

พัฒน์เผยว่า ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยได้ทำงานที่ออกไปสู่สายตาประชาชนในวงกว้างขนาดนี้ หลานม่าถือเป็นงานแรก ในความรู้สึกลึก ๆ เมื่อก่อนมีความกลัวมหาศาลที่จะต้องสื่อสารกับคนหมู่มากขนาดนี้ เพราะกลัวคนมองเราไม่ดี ก็เลยอยู่เงียบ ๆ ของเราดีกว่า

แต่เมื่อหลานม่ากลายเป็นกระแสในวงกว้าง โดยภาพยนตร์ได้ทำหน้าที่ของตัวมันเอง กลายเป็นว่าสัมผัสได้ถึงความรู้สึกอบอุ่นที่เกิดขึ้นในใจของทุกคนที่ดูเรื่องนี้ แม้จะเพิ่งฉาย 4 เมษายน เป็นวันเเรกก็ตาม

หลานม่าถูกทำขึ้นมาจากความรู้สึกที่ครอบครัวมอบให้ และพยายามทำอย่างซื่อตรง ไม่ได้สะท้อนความอบอุ่นและความดีงามเพียงด้านเดียว แต่มีด้านความเป็นครอบครัวในชีวิตจริง

“วันนี้คนได้ดูสิ่งนี้ เหมือนไปเกิดอะไรในใจเขา และเขามอบกลับมาให้เรา ก่อนหน้านี้เราอาจจะกลัวเกินไปที่จะเจอกับคนดู วันนี้ดีใจมาก ๆ ที่หลายคนดูหนังเราและชอบหนังเรา…หลายคนที่ตัดสินใจว่าจะดูมั้ย เราก็ไม่ได้บังคับ แค่อยากให้รู้ว่างานนี้เป็นงานที่เราและทีมทำด้วยจุดประสงค์ที่กล่าวไปทั้งหมด”

เมื่อถามว่าคนดูจะได้อะไรจากภาพยนตร์เรื่องนี้ พัฒน์ตอบเพียงสั้น ๆ ว่า “ทุกคนอาจได้ลองกลับมานึกถึงชีวิตของตัวเองบ้าง”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดใจ พัฒน์ บุญนิธิพัฒน์ ผู้กำกับ ‘หลานม่า’ หนังที่ชวนให้นึกถึงตัวเองและครอบครัว

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...