จับตา BANPU เทรดคึก! เดินเกม 4 เสาหลักธุรกิจ ต่อยอด Data Center-BESS หนุนโตยั่งยืน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (4 ส.ค.69) บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU ในฐานะบริษัทใหม่ (NewCo) ภายหลังการควบรวมกิจการระหว่างบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU เดิม และบริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP จะกลับมาเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เป็นวันแรก โดยยังคงใช้ชื่อย่อหลักทรัพย์ “BANPU”
บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า BANPU ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับงบการเงินเสมือน (Pro Forma) รวมถึงกำหนดการกลับมาเริ่มซื้อขายหุ้นของ NewCo ในวันนี้ โดยเบื้องต้นประเมินราคาตลาดทางทฤษฎีที่ประมาณ 15 บาทต่อหุ้น ขณะที่ประเมินราคาเหมาะสมของ BANPU ภายหลังการควบรวมอยู่ที่ประมาณ 19-20 บาทต่อหุ้น
ขณะเดียวกัน BANPU เตรียมจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากกำไรสะสมในอัตรา 0.40 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลประมาณ 2.6% โดยกำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 11 ก.ย. 2569 และจ่ายเงินปันผลวันที่ 25 ก.ย. 2569
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า การกลับเข้าซื้อขายของ BANPU NewCo ในวันนี้ เกิดขึ้นภายหลังการควบรวมกิจการระหว่าง BANPU เดิม และ BPP เสร็จสมบูรณ์ โดยบริษัทใหม่ยังคงใช้ชื่อย่อหลักทรัพย์ “BANPU” มีทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้ว 4,049.62 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 4,049.6 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท
สำหรับอัตราการจัดสรรหุ้น ผู้ถือหุ้น BANPU เดิมทุก 1 หุ้น จะได้รับหุ้น BANPU NewCo จำนวน 0.38242 หุ้น ขณะที่ผู้ถือหุ้น BPP เดิมทุก 1 หุ้น จะได้รับหุ้น BANPU NewCo จำนวน 0.80208 หุ้น
นอกจากนี้ คณะกรรมการบริษัทได้เสนอให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากกำไรสะสม ณ วันที่ 31 ก.ค. 2569 ในอัตรา 0.40 บาทต่อหุ้น พร้อมเสนออนุมัติการออกและเสนอขายหุ้นกู้วงเงินรวมไม่เกิน 80,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจ การลงทุน และการบริหารโครงสร้างเงินทุนในอนาคต
4 เสาหลักพลิกโฉมธุรกิจ
สำหรับโครงสร้างธุรกิจภายหลังการควบรวม BANPU วางยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจภายใต้ 4 เสาหลัก ได้แก่ 1. Next-Gen Mining ธุรกิจเหมืองถ่านหิน 2. U.S. Closed-loop Gas ธุรกิจก๊าซธรรมชาติ รวมถึงเทคโนโลยีดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอน (CCUS) 3. Power Plus ธุรกิจผลิตไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน และการซื้อขายพลังงาน และ 4. Future Tech ซึ่งครอบคลุมธุรกิจ Data Center ระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) และธุรกิจพลังงานแห่งอนาคต
โครงสร้างดังกล่าวสะท้อนทิศทางการเปลี่ยนผ่านของ BANPU ไปสู่บริษัทพลังงานที่มีความหลากหลายมากขึ้น พร้อมลดการพึ่งพารายได้จากธุรกิจถ่านหิน เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero ในระยะยาว
ในด้านประโยชน์จากการควบรวม คาดว่าจะช่วยลดความซับซ้อนของโครงสร้างองค์กร จากเดิมที่ BANPU และ BPP เป็นบริษัทจดทะเบียนแยกกัน และมีโครงสร้างการถือหุ้นระหว่างกัน ให้เหลือเพียงบริษัทจดทะเบียนแห่งเดียว ส่งผลให้การบริหารจัดการและการจัดสรรเงินลงทุนมีความคล่องตัวมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ยังเปิดโอกาสให้เกิด Synergy ระหว่างธุรกิจเหมืองและพลังงานของ BANPU กับธุรกิจโรงไฟฟ้าของ BPP ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในระยะยาว
สำหรับผลกระทบทางบัญชี เนื่องจากก่อนการควบรวม BANPU เดิมถือหุ้นใน BPP สัดส่วน 78.7% และรับรู้ผลประกอบการของ BPP ผ่านงบการเงินรวมอยู่แล้ว ดังนั้น ผลจากการควบรวมจึงจะสะท้อนหลักผ่านรายการส่วนได้เสียที่ไม่มีอำนาจควบคุม (Non-controlling Interests: NCI) ที่ลดลง
กำไรปี 69-70 พุ่ง 19-22%
บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะช่วยหนุนประมาณการกำไรของ BANPU ในปี 2569-2570 เพิ่มขึ้นราว 19-22% จากประมาณการเดิม มาอยู่ที่ประมาณ 3.6 พันล้านบาท และ 4.7 พันล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E) คาดว่าจะยังทรงตัวใกล้เคียงเดิมที่ประมาณ 1.8 เท่า
อย่างไรก็ตาม บล.เอเซีย พลัส ประเมินมูลค่าพื้นฐานของ BANPU ภายหลังการควบรวมไว้ที่ 14.50 บาทต่อหุ้น โดยมีปัจจัยหนุนระยะสั้นจากแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ที่คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อน ตามทิศทางราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ทวีความรุนแรง
ทั้งนี้ หากราคาหุ้นปรับฐานลง มองเป็นจังหวะสำหรับการเข้าซื้อเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น ขณะเดียวกัน ยังมีปัจจัยหนุนจากเงินปันผลระหว่างกาลในอัตรา 0.40 บาทต่อหุ้น โดยหากอิงมูลค่าพื้นฐานที่ 14.50 บาทต่อหุ้น จะคิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลประมาณ 2.8%
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ก่อนการควบรวมกิจการ กลุ่ม BANPU ได้เดินหน้าขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2564 ตามกลยุทธ์เปลี่ยนผ่านจากธุรกิจถ่านหิน ไปสู่การเพิ่มสัดส่วนธุรกิจพลังงานสะอาดและธุรกิจพลังงานรูปแบบใหม่
ในช่วงปี 2564-2566 BANPU มีการเพิ่มทุนและออกใบสำคัญแสดงสิทธิอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้จำนวนหุ้นเพิ่มขึ้นจาก 5,075 ล้านหุ้น เป็นประมาณ 10,019 ล้านหุ้น พร้อมระดมทุนได้รวมประมาณ 29,602 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้ขยายการลงทุน โดยเฉพาะธุรกิจก๊าซธรรมชาติและโรงไฟฟ้า
ที่ผ่านมา BANPU ลงทุนในโรงไฟฟ้า Temple I และ Temple II ในสหรัฐฯ ในปี 2564 และ 2566 ตามลำดับ รวมถึงขยายการลงทุนในธุรกิจผลิตก๊าซธรรมชาติในปี 2565 และ 2568 คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 67,000 ล้านบาท
สำหรับไตรมาส 1/2569 กลุ่ม BANPU มีเงินสดในมือประมาณ 67,000 ล้านบาท และมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (IBD/E) อยู่ที่ประมาณ 1.5 เท่า ทำให้ยังมีศักยภาพในการกู้ยืมเพิ่มเติมได้ไม่น้อยกว่า 150,000 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอรองรับแผนการลงทุนขนาดใหญ่ในอนาคต
ในระยะยาว BANPU ยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจก๊าซธรรมชาติแบบครบวงจร ภายใต้แผนการลงทุน 5 ปี หรือ CAPEX รวมกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยอยู่ระหว่างศึกษาการลงทุนในโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Temple III ในสหรัฐฯ กำลังการผลิต 1,200 เมกะวัตต์ คาดใช้เงินลงทุนประมาณ 1,200-1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับ Temple I และ Temple II ซึ่งมีกำลังการผลิตรวม 1,523 เมกะวัตต์
นอกจากนี้ BANPU ยังอยู่ระหว่างมองหาโอกาสขยายการลงทุนในแหล่งก๊าซธรรมชาติ รวมถึงโครงการระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) เพื่อเพิ่มสัดส่วนธุรกิจพลังงานแห่งอนาคต และเสริมความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างธุรกิจของ NewCo ในระยะยาว