BANPU โฉมใหม่เทรดพรุ่งนี้! หลังควบ BPP โบรกเคาะเป้า 14.50 บาท คาดกำไรปี 69 พุ่ง 22%
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า ในวันพรุ่งนี้ (4 ส.ค.69) บริษัทใหม่ภายหลังการควบรวมกิจการระหว่าง บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU และ บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP จะเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นวันแรก โดยยังคงใช้ชื่อย่อหลักทรัพย์ “BANPU”
สำหรับการจัดสรรหุ้นภายหลังการควบรวม ผู้ถือหุ้น BANPU เดิมทุก 1 หุ้น จะได้รับหุ้น BANPU ใหม่จำนวน 0.38242 หุ้น ขณะที่ผู้ถือหุ้น BPP เดิมทุก 1 หุ้น จะได้รับหุ้น BANPU ใหม่จำนวน 0.80208 หุ้น
ขณะเดียวกัน คณะกรรมการบริษัทเสนอจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากกำไรสะสม ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ในอัตรา 0.40 บาทต่อหุ้น โดยกำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 11 กันยายน 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลวันที่ 25 กันยายน 2569
นอกจากนี้ ยังเสนอขออนุมัติการออกและเสนอขายหุ้นกู้วงเงินรวมไม่เกิน 80,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจ การลงทุน และการบริหารโครงสร้างเงินทุนของกลุ่มในอนาคต
บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า โครงสร้างธุรกิจใหม่ของ BANPU จะดำเนินงานภายใต้ 4 เสาหลัก ได้แก่ 1. Next-Gen Mining ธุรกิจเหมืองถ่านหิน 2. U.S. Closed-loop Gas ธุรกิจก๊าซธรรมชาติและเทคโนโลยีดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอน (CCUS) 3. Power Plus ครอบคลุมธุรกิจผลิตไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน และ Energy Trading และ 4. Future Tech ซึ่งประกอบด้วย Data Center, ระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) และธุรกิจพลังงานแห่งอนาคต
โครงสร้างดังกล่าวสะท้อนทิศทางการเปลี่ยนผ่านของ BANPU ไปสู่ธุรกิจพลังงานที่มีความหลากหลายมากขึ้น พร้อมเพิ่มสัดส่วนธุรกิจที่ไม่ใช่ถ่านหิน เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ในระยะยาว
สำหรับประโยชน์จากการควบรวม บล.เอเซีย พลัสประเมินว่า จะช่วยลดความซับซ้อนของโครงสร้างองค์กร จากเดิมที่ BANPU และ BPP เป็นบริษัทจดทะเบียนแยกกันและมีโครงสร้างการถือหุ้นระหว่างกัน มาเป็นบริษัทเดียว ส่งผลให้การบริหารจัดการและการจัดสรรเงินลงทุนมีความคล่องตัวมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้เกิด Synergy ระหว่างธุรกิจพลังงานดั้งเดิมของ BANPU กับธุรกิจผลิตไฟฟ้าของ BPP ได้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนประสิทธิภาพการดำเนินงานและการเติบโตในระยะยาว
ในด้านผลกระทบทางบัญชี ก่อนการควบรวม BANPU ถือหุ้น BPP อยู่ 78.7% และรับรู้ผลประกอบการของ BPP ผ่านงบการเงินรวมอยู่แล้ว ดังนั้น การควบรวมครั้งนี้จึงมีผลหลักต่อรายการส่วนได้เสียที่ไม่มีอำนาจควบคุม หรือ NCI ที่จะลดลง
ปัจจัยดังกล่าวทำให้ บล.เอเซีย พลัสคาดว่ากำไรของ BANPU ในปี 2569-2570 จะเพิ่มขึ้นประมาณ 19-22% จากประมาณการเดิม มาอยู่ที่ราว 3,600 ล้านบาท และ 4,700 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E) คาดว่ายังคงอยู่ใกล้เคียงเดิมที่ประมาณ 1.8 เท่า
ด้านแนวโน้มระยะสั้น บล.เอเซีย พลัสมองว่า ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 มีโอกาสปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อน ได้แรงหนุนจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ จึงมองว่าหากราคาหุ้นปรับฐาน สามารถหาจังหวะเข้าลงทุนเพื่อ Trading ระยะสั้นได้
ทั้งนี้ บล.เอเซีย พลัสประเมิน มูลค่าพื้นฐานของ BANPU ภายหลังการควบรวมที่ 14.50 บาทต่อหุ้น พร้อมมองเงินปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น เป็นอีกปัจจัยสนับสนุน โดยคิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลประมาณ 2.8% เมื่อเทียบกับมูลค่าพื้นฐานดังกล่าว