ระวัง! SMS ใบสั่งจราจรปลอม พร้อมเปิดวิธีเช็กใบสั่งจริงดูอย่างไร ?
Thai PBS Verify พบการแชร์ข้อมูลการระบาดอย่างหนักของ SMS แอบอ้างว่าเรามี "ใบสั่งจราจรค้างชำระ" พร้อมแนบลิงก์แปลก ๆ มาขู่ให้ตกใจ เพื่อหลอกให้เรากดคลิกแล้วแอบดูดเงินและข้อมูลส่วนตัว ก่อนจะเผลอตกเป็นเหยื่อ ลองมาดูจุดสังเกต SMS ปลอม พร้อมวิธีเช็กใบสั่งของจริงที่ปลอดภัย 100%
สังเกตอย่างไรว่าเป็น SMS ปลอม ?
- ส่งมาจากเบอร์มือถือทั่วไป หรือชื่อผู้ส่งที่ไม่คุ้นเคย
- มีลิงก์แนบท้าย (เช่น bit.ly หรือลิงก์แปลก ๆ) เพื่อให้กดไปตรวจสอบ
- ใช้ข้อความข่มขู่ให้ตกใจ เช่น "ระวังถูกระงับใบขับขี่" หรือ "ค้างชำระเกินกำหนด"
[caption id="attachment_15349" align="aligncenter" width="1024"]
ตัวอย่าง SMS ปลอม[/caption]
กดลิงก์แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ?
หากคุณเผลอกดลิงก์และทำตามขั้นตอนของมิจฉาชีพ สิ่งที่จะเกิดขึ้น คือ
ถูกหลอกให้กรอกข้อมูลส่วนตัว: เช่น ชื่อ-นามสกุล, เบอร์โทรศัพท์, เลขบัตรประชาชน
ถูกหลอกให้กรอกข้อมูลบัตรเครดิต/เดบิต: เพื่อใช้ในการหักเงิน (ซึ่งเงินจะหายไปเกลี้ยงบัญชีแทนที่จะเป็นการชำระค่าปรับ)
ถูกหลอกให้ติดตั้งแอปฯ ดูดเงิน: ในบางกรณี ลิงก์นั้นอาจนำไปสู่การติดตั้งแอปพลิเคชันแปลกปลอมที่มิจฉาชีพใช้ควบคุมมือถือของคุณจากระยะไกล
ทำอย่างไรเมื่อหลงกลไปแล้ว ?
หากเผลอกรอกข้อมูลหรือโอนเงินไปแล้ว ให้รีบทำตามนี้ทันที
- อายัดบัญชี/บัตร: ติดต่อธนาคารเจ้าของบัตรทันทีเพื่อระงับการใช้งาน
- แจ้งความออนไลน์: ที่ www.thaipoliceonline.go.th หรือสายด่วนตำรวจไซเบอร์ 1441
"ชัวร์ก่อนจ่าย" หากพบ SMS ต้องสงสัยให้ทำตามนี้
- เช็กที่มาของ SMS
- ห้ามกดลิงก์ที่แนบมาเด็ดขาด
- กรอกข้อมูลผ่านเว็บไซต์ทางการเท่านั้น เพื่อป้องกันถูกขโมยข้อมูลส่วนตัวจากเว็บไซต์ปลอม
- นำเลขที่ใบสั่งไปกรอกตรวจสอบความถูกต้องได้ที่เว็บไซต์ ระบบ e-Ticket สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
- ไม่รีบโอนชำระ
- สอบถามข้อมูลกับเว็บไซต์หรือหน่วยงานต้นทาง
ทำไมมิจฉาชีพถึงสำเร็จ ?
นายวรภัทร พึ่งพงศ์ นักวิชาการอิสระ ด้านอาชญาวิทยาและเหยื่อวิทยา ให้ความคิดเห็นถึงกรณีที่กลลวงดังกล่าวยังคงถูกใช้หลอกเหยื่อได้สำเร็จอยู่เสมอว่า หากไม่มองให้ซับซ้อน สิ่งที่มิจฉาชีพทำ คือการหว่านแห ไม่ได้คาดหวังจะสำเร็จทุกครั้ง (ถ้าได้ก็ดีในมุมพวกเขา) แต่ขอเพียงให้มีคนบางส่วน "เผลอทำตาม" จากการหลอกล่อ+ใช้ชั้นเชิงจิตวิทยาเชิงพฤติกรรมก็เพียงพอแล้ว
ซึ่งหลักการสำคัญที่มักใช้ จะประกอบด้วย
- ความอยากรู้อยากเห็น (Curiosity) เพื่อสร้างช่องว่างของข้อมูลในสมองของเหยื่อ ว่าเกิดอะไรขึ้น ต้องหาทางทำอะไรสักอย่างแบบทันที ง่ายสุดคือกด link ที่ได้มา
- ความกลัวและความเร่งด่วน (Fear + Urgency) โดยพยายามกดดันให้เหยื่อไม่มีเวลาคิด ต้องเร่งทำ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจใหญ่กว่าตามมา
- การแอบอ้างอำนาจ (Authority) โดยใช้ชื่อองค์กรที่น่าเชื่อถือ หรือ ทำให้ดูเหมือนเป็น SMS ทางการจากแพลตฟอร์มที่ดูคล้ายมาก ๆ เพื่อปิดกั้นการฉุกคิดตั้งคำถามของเหยื่อ
- ทำให้สถานการณ์ดูเหมือนเป็นเรื่องใกล้ตัว เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ
- ในแง่การลงทุนของมิจฉาชีพ ถือว่าต้นทุนในการส่งต่ำมาก แต่ผลตอบแทนสูง ซึ่งจากทั้งหมดนั้น มิจฉาชีพไม่ได้กำลังต่อสู้กับเทคโนโลยีที่เข้ามาใหม่ แต่กำลังใช้ประโยชน์จากพฤติกรรมธรรมชาติของมนุษย์ที่ยังเหมือนเดิม
[caption id="attachment_15348" align="aligncenter" width="1024"]
วรภัทร พึ่งพงศ์ นักวิชาการอิสระ ด้านอาชญาวิทยาและเหยื่อวิทยา[/caption]
การหยุดความอยากรู้อยากเห็น แทบเป็นไปไม่ได้เลย แต่ควรหันมาให้ความสำคัญกับ "วิธีตอบสนองต่อความอยากรู้" แทนมากกว่า คล้าย ๆ กับเราอยากรู้เรื่องชาวบ้านมาก ๆ แต่มันยังไม่ใช่เวลาที่จะรู้ นั้นแหละ เราตอบสนองกับความอยากตรงนั้นอย่างไร ก็ให้ปรับมาใช้ในแบบเดียวกัน
อย่างไรก็ตามสามารถลองใช้หลักคิดง่าย ๆ เช่น “หยุด–แยก–ตรวจ”
- หยุด (STOP) เมื่อเจอข้อความที่ทำให้รู้สึก กลัว ตื่นเต้น อยากรู้ หรือ เร่งรีบ ให้ถือว่านั่นเป็นสัญญาณเตือนทันที
- แยก (SEPARATE) ใช้สติ คัดแยก “ข้อความ” ออกจาก “การกระทำ” (เราอ่าน SMS ที่ส่งมาได้นะ แต่ไม่เห็นจำเป็นต้องทำตามที่ SMS บอกก็ได้)
- ตรวจ (VERIFY) ถ้าต้องการรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ให้ไปตรวจสอบจากช่องทางทางการได้ เช่น เปิดแอปฯ ธนาคาร แอปฯ ขนส่ง หรือเว็บไซต์ที่เรารู้จักด้วยตัวเอง แทนการกดลิงก์ใน SMS เป็นต้น
ทั้งนี้ จะตั้งเป็นกฎกติกาส่วนตัวก็ย่อมได้ เช่น SMS มี link อะไรมา ไม่กดเลยสักครั้ง เป็นต้น ซึ่งเป็นการสร้างพฤติกรรมกับตัวเองให้แยก "การตัดสินใจ" ออกจาก "การรับรู้"
ดังนั้นทั้งหมดนี้อาจเป็นการจัดการในระดับปัจเจกบุคคล แต่หากเรามองในภาพระดับสังคม ที่กว้างขึ้นมา การโปรยว่า “อย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพ” อาจตีความในอีกมิติได้ว่า เรากำลังโยนภาระไปให้เหยื่อหรือเปล่า ทั้ง ๆ ที่เราสามารถพลิกมุมกลับให้เหยื่อ หรือประชาชนที่อาจตกเป็นเหยื่อได้ฉุกคิดในมิติที่ว่า "มิจฉาชีพไม่ได้พยายามทำให้คุณโง่ แต่มันกำลังพยายามทำให้คุณรีบและหลงกล"
กรมการขนส่งทางบก ยืนยันไม่มีนโยบายส่ง SMS แจ้งค่าปรับ
กรมการขนส่งทางบก ระบุว่า กรมการขนส่งทางบก ไม่มีนโยบายส่ง SMS แจ้งค่าปรับจราจรค้างชำระหรือส่งลิงก์ให้ประชาชนชำระเงิน รวมถึงไม่มีนโยบายโทรศัพท์ขอข้อมูลส่วนบุคคล ขอให้โอนเงิน หรือส่งลิงก์ผ่าน SMS และ LINE จึงไม่ใช่การติดต่อจากกรมการขนส่งทางบก
หากได้รับ SMS หรือสายที่อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ ห้ามกดลิงก์ ห้ามดาวน์โหลดแอปฯ ที่ไม่รู้จัก และห้ามโอนเงินตามคำกล่าวอ้าง หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อกรมการขนส่งทางบกได้ที่สายด่วน 1584