จับตา ตลาดพันธบัตรทั่วโลก หลังเผชิญการเทขายต่อเนื่อง ดันบอนด์ยีลด์พุ่งแตะระดับสูงสุดรอบหลายปี
จับตา "ตลาดพันธบัตรทั่วโลก" หลังเผชิญการเทขายต่อเนื่อง ดันบอนด์ยีลด์พุ่งแตะระดับสูงสุดรอบหลายปี ท่ามกลางวิกฤตเงินเฟ้อและหนี้รัฐบาลพุ่ง
เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2568 สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ตลาดพันธบัตรทั่วโลกกำลังเผชิญแรงเทขายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรเพิ่มขึ้นใกล้ระดับสำคัญ สาเหตุหลักมาจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่สูงขึ้น สถานการณ์การเมืองที่ไม่แน่นอน และหนี้ภาครัฐที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
อัตราผลตอบแทนแตะจุดสูงสุดในหลายประเทศ
- สหรัฐอเมริกา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี เพิ่มขึ้นแตะ 4.73% เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2568 ซึ่งเข้าใกล้ระดับสูงสุดที่ 5% ในเดือนตุลาคม 2566 ก่อนจะปรับลดลง
- สหราชอาณาจักร อัตราผลตอบแทนพุ่งถึง 4.82% ซึ่งสูงที่สุดตั้งแต่ปี 2551 สะท้อนถึงความท้าทายทางเศรษฐกิจและการเมือง เช่น การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของลิซ ทรัสส์ในปี 2566
- ญี่ปุ่น อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี พุ่งขึ้นมากกว่า 1% สู่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 10 ปี หลังธนาคารกลางญี่ปุ่นใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น
ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐยังคงขยายตัวในอัตราที่มั่นคง แต่อัตราเงินเฟ้อยังคงสูงกว่าเป้าหมาย ส่งผลให้ความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยภายในกลางปีนี้ลดน้อยลง
ชัยชนะในการเลือกตั้งของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เพิ่มความไม่แน่นอนให้กับตลาด โดยเฉพาะในเรื่องนโยบายภาษีศุลกากรและการลดหย่อนภาษี ซึ่งอาจกระทบต่อการค้าโลกและความสามารถของสหรัฐในการบริหารหนี้
เจมส์ เอเธย์ ผู้จัดการพอร์ตโฟลิโอจาก Marlborough Investment Management ระบุว่า ตลาดสหรัฐกำลังเผชิญแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อที่สูง การเติบโตที่แข็งแกร่ง และความไม่แน่นอนในนโยบายของประธานาธิบดีคนใหม่
นอกจากนี้ความกังวลเกี่ยวกับหนี้รัฐบาลเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง หลังจากการออกพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐมูลค่า 119,000 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์นี้ การขายพันธบัตรอายุ 30 ปีเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2568 ให้ผลตอบแทนสูงสุดตั้งแต่ปี 2550 ที่ 4.9%
ผู้เชี่ยวชาญจากหลายสถาบัน เช่น Amundi SA, Citi Wealth และ ING เตือนว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอาจเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยพันธบัตรอายุ 20 ปีแตะระดับ 5% แล้ว ส่วนพันธบัตรอายุ 30 ปียังอยู่ต่ำกว่าระดับดังกล่าวเล็กน้อย