โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

ความสุขของติ่งวัยเกษียณ ‘ชัญญา ชโยภาสกุล’ ติ่ง BNK48

มนุษย์ต่างวัย

อัพเดต 26 พ.ย. 2567 เวลา 18.21 น. • เผยแพร่ 10 มี.ค. 2564 เวลา 16.05 น. • มนุษย์ต่างวัย

ทุกวันนี้หากจะถามถึงวงเกิร์ลกรุ๊ปที่โด่งดังที่สุดในประเทศไทย แน่นอนว่า BNK48 คงเป็นชื่อที่อยู่ในอันดับต้น ๆ อย่างไม่ต้องสงสัย

BNK48 มีโอตะ (แฟนคลับ) มากมายทั่วทั้งประเทศ ซึ่งแน่นอนว่าเกือบทั้งหมดอยู่ในช่วงวัยรุ่นวัยทำงาน คงไม่น่าจะมีโอตะคนไหนที่อยู่ในวัยหลังเกษียณ ยกเว้นก็แต่แม่บ้านคนหนึ่งที่กล้าประกาศตัวเองว่าเธอคือ ‘ติ่ง’ ของ BNK48 แบบเหนียวแน่น และจะเป็นติ่งแบบนี้ไปจนตลอดชีวิตที่เหลืออยู่

ชัญญา ชโยภาสกุล เป็นติ่ง BNK48 มาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งวงแรก ๆ ปัจจุบันในวัย 62 ปี บ้านของเธอเต็มไปด้วยของสะสมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นรูปถ่ายหลายแอ็คชั่นที่อยู่ในโฟโต้บุ้ค ซีดีเพลงทุกอัลบั้ม เข็มกลัด เสื้อ โปสเตอร์ ฯลฯ รวม ๆ แล้วกว่า 1,000 ชิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งอะไรก็แล้วแต่ที่เกี่ยวกับ เฌอปราง-กัปตันผู้น่ารักของวง แม่รัตน์จะต้องเสาะหามันมาไว้ในครอบครอง ไม่ว่าจะต้องใช้ความพยายามหรือจ่ายเงินมากแค่ไหนก็ตาม

ครั้งหนึ่งแม่รัตน์เคยออกไปหาซื้อโทรศัพท์มือถือ แต่สายตาเหลือบไปเห็นรูป Backdrop ของเฌอปรางที่เป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับโทรศัพท์ยี่ห้อหนึ่ง สุดท้ายแทนที่จะสนใจซื้อโทรศัพท์กลับกลายเป็นว่าเธอได้รูป Backdrop น้องเฌอปรางกลับมาแทน หรือเมื่อไม่กี่ปีก่อนที่มีการผลิตหุ่นของกัปตันสาวแห่ง BNK48 ออกมาจำหน่าย โดยทำออกมาเพียง 999 ตัวเท่านั้น แม่รัตน์ก็เป็น 1 ในไม่กี่คนในประเทศนี้ที่มีหุ่นดังกล่าวอยู่ในครอบครอง

“ความสุขของแต่ละคนไม่เหมือนกัน มันเป็นเรื่องของใครของมัน สำหรับเราหนึ่งในความสุขทุกวันนี้ก็คือการเป็นติ่ง BNK48 นี่แหละ” แม่รัตน์หล่นนิยามแห่งความเป็นติ่งเอาไว้สั้น ๆ

สำหรับเธอทุกสิ่งทุกอย่างมันเริ่มขึ้นเมื่อราว 4 ปีก่อน จากลูกชายทั้งสองคน

ขอขอบคุณภาพจาก แม่รัตน์-ชัญญา ชโยภาสกุล

บ่นลูกชายแต่สุดท้ายกลายเป็นติ่ง

4 ปีก่อนในตอนที่มีการออดิชั่นเด็กสาวจากทั่วประเทศเพื่อหาสมาชิก BNK48 รุ่นแรก ลูกชายทั้งสองคนของแม่รัตน์ - ชัญญา ชโยภาสกุล นั่งติดตามการคัดเลือกอยู่หน้าจอทีวี

“ตอนนั้นลูกชายเขาตามอยู่ ส่วนเราไม่ได้สนใจอะไร เห็นแล้วยังบ่นลูกชายเลยว่าตามอะไรไร้สาระ เสียเวลา ตามไปก็เสียเงินเปล่า ยังไง ๆ ก็เข้าไม่ถึงตัวพวกเขาหรอก”

แม่รัตน์เล่าถึงบทแรกเริ่มก่อนจะมาเป็นติ่ง BNK48 พร้อมกับระเบิดเสียงหัวเราะออกมา ในตอนนั้นเธอคงไม่รู้หรอกว่าอาการที่เธอเป็นในเวลาต่อมาจะหนักกว่าสองลูกชายมากมายนัก

หลังจากบ่นลูกชาย แม่รัตน์ก็ยังไม่ได้มีท่าทีจะสนใจในสิ่งที่อยู่ในจอทีวีแต่อย่างใด กระทั่งสายตาพลันเหลือบไปเห็นเด็กสาวคนหนึ่งที่มาออดิชั่นในวันนั้น

เด็กสาวคนดังกล่าวมีชื่อว่าเฌอปราง อารีย์กุล

“พอเห็นเฌอปรางแล้วเราสะดุดเลย รู้สึกว่าเด็กคนนี้มีอะไรไม่ธรรมดา พูดง่าย ๆ ว่าเห็นแล้วรู้สึกประทับใจ แล้วหลังจากนั้นเราก็เริ่มติดตาม BNK48 โดยเริ่มจากเฌอปรางก่อนเป็นคนแรก ก่อนที่หลังจากนั้นจะเริ่มรู้จักคนอื่น ๆ ตามมาทั้งเจนนิษฐ์ จูเน่ มิวสิค ปัญ ฯลฯ”

จากที่เปิดหัวด้วยการบ่นลูกชายสองคน แม่รัตน์เริ่มแอบดูและเข้าไปนั่งส่องความเคลื่อนไหวของบรรดาสมาชิกในวงด้วยตัวเอง เธอเริ่มเห็นพัฒนาการของน้อง ๆ แต่ละคน โดยเฉพาะคนที่เธอโปรดปรานที่สุดอย่างเฌอปราง

ทุกอย่างค่อย ๆ ซึมซับเข้ามาในหัวใจของหญิงสูงวัยทีละน้อย ๆ จากความคิดที่ว่าการติดตาม BNK48 เป็นเรื่องเสียเวลาไร้สาระ กลับกลายเป็นว่าเธอมองทุกอย่างในมุมบวก และพร้อมจะสนับสนุนคนที่เธอรักให้เดินไปจนสุดทาง

“สำหรับเรา BNK48 เป็นเหมือนกับโรงเรียนสอนเด็กที่มีความฝัน ทุกคนมีความพยายามที่จะพัฒนา เราได้เห็นความตั้งใจ เห็นพัฒนาการของเขาตั้งแต่แรกเริ่ม อย่างเฌอปรางซึ่งเป็นคามิ (คนที่ชอบที่สุด) เราเห็นเขาตั้งแต่ยังร้องไม่เป็นเต้นไม่ได้ เราก็มีความรู้สึกอยากจะผลักดันเขาให้ก้าวไปจนสุดทาง”

ด้วยเหตุนี้ทุกครั้งที่มีมินิคอนเสิร์ตหรือจัดงานใด ๆ ขึ้น ติ่งอย่างแม่รัตน์จึงไม่พลาดที่จะมีส่วนร่วม โดยแรก ๆ ก็เริ่มจากการไปกับลูกชาย แต่ถ้าวันไหนลูกชายไม่ว่าง แม่รัตน์ก็จัดการฉายเดี่ยวอยู่บ่อยครั้ง

“งานจับมือครั้งแรกลูกชายเขาไปกันสองคน พอครั้งที่สอง เขาก็เลยมาถามว่าแม่อยากไปไหม เราก็แบ่งรับแบ่งสู้ บอกเขาไปว่ามันจะดีเหรอ อายเขา แม่อายุตั้ง 60 แล้ว เดี๋ยวคนอื่นเขาจะคิดว่ามาตามหลานกลับบ้าน ลูกชายก็เลยบอกว่าจะอายทำไม ต่างคนต่างมาหาความสุข เราก็เลยไปด้วย ไปถึงก็เสียเงินซื้อซีดี ข้างในก็จะมีซีดี มีรูปถ่าย แล้วก็มีบัตรจับมือ 8 วินาที ซึ่งก่อนจะจับมือ เขาจะให้บรรดาโอตะรวมตัวกันที่ห้องโถงใหญ่ก่อน ซึ่งหน้าตาแต่ละคนก็เต็มไปด้วยความสุข แต่ละคนคุยกัน ถามไถ่ ทักทายกัน บรรยากาศมีแต่ความเป็นมิตร จากนั้นก็เข้าเลนของแต่ละคนว่าจะจับมือกับใคร เราก็เข้าเลนของเฌอปราง

“จำได้ว่าช่วงเวลา 8 วินาทีที่จับมือกับเฌอปรางเป็นความรู้สึกที่ดีและตื่นเต้นมาก ความรู้สึกเหมือนวันที่เราแต่งงานเลย เราจับมือน้องแล้วก็บอกเขาว่า รักหนูนะ ยังไงจะเป็นกำลังใจให้หนูเสมอ จะคอยติดตามผลงานของหนูตลอดไป เราคิดว่าช่วงเวลานั้นมันน่าจะเกินกว่า 8 วินาทีเสียอีก ตอนนั้นรู้สึกได้ว่าหัวใจเรามันพองโตและเต้นแรงมาก”

หลังจากได้จับมือเป็นครั้งแรก นับจากนั้นแม่รัตน์ได้จับมือสมาชิก BNK48 อีกหลายคนจนนับไม่ถ้วน เรียกว่ากิจกรรมอะไรที่เกี่ยวกับ BNK48 น้อยครั้งมากที่เธอจะไม่ไปร่วม ยิ่งกับเฌอปรางเวลาไปไหนมาไหนแม่รัตน์จะคิดถึงน้องโดยตลอด บ่อยครั้งที่มักจะมีของฝากติดไม้ติดมือกลับมาให้ศิลปินที่ตนรัก

“ถึงตอนนี้เราน่าจะหมดไปเป็นแสนแล้วล่ะ อะไรที่เคยบ่นลูกชายไว้สุดท้ายเราเป็นหนักกว่าลูกชายเยอะ” แม่รัตน์พูดพร้อมกับระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่นเมื่อนึกไปถึงความเป็นติ่งของตัวเอง

ความเป็นติ่งที่ใครหลายคนอาจตั้งคำถามว่าในวัย 62 ปีเธอได้อะไรจากมัน

เป็นติ่งแล้วได้อะไร

ใครหลายคนอาจมองว่าการเป็นติ่ง BNK48 ในวัยที่ชีวิตมีเลข 6 นำหน้าของแม่รัตน์มีแต่เรื่องเสีย ไหนจะเสียทั้งเงินทอง เสียทั้งเวลา หากแต่หญิงวัย 62 ไม่ได้มองอย่างนั้น

แม่รัตน์มองว่าเธอได้อะไรหลายสิ่งหลายอย่างจากการเป็นติ่ง

“สิ่งแรกที่เราได้เลยคือความสุข เป็นความสุขที่เกิดจากการได้รักใครสักคนอย่างบริสุทธิ์ใจ โดยไม่คาดหวังอะไร เราได้ให้ ได้สนับสนุน ได้มองดูเขาเติบโตขึ้นทุกวัน แค่นี้หัวใจเราก็อิ่มเอมแล้ว ที่สำคัญเลยการเป็นติ่งพวกเขา ทำให้ชีวิตในวัย 60 กว่า ๆ ของเราไม่เหงาและมีเป้าหมายว่าจะได้ทำอะไร เพื่อใคร ลองคิดดูว่าถ้าไม่มีพวกเขาชีวิตเราคงแห้งแล้งและห่อเหี่ยว”

แม่รัตน์บอกว่าหากไม่มี BNK48 เธอคงเป็นได้แค่คนแก่ที่อยู่เหงา ๆ เผาเวลาชีวิตให้หมดไปวัน ๆ แทนที่จะเป็นคนสูงวัยที่หัวใจยังสาว มีแต่ความกระชุ่มกระชวยเหมือนอย่างทุกวันนี้

นอกจากความสุขในหัวใจหลังวัยเกษียณแล้ว แม่รัตน์มองว่าสิ่งที่เธอได้ตามมาจากการเป็นติ่ง คือการได้สังคม มีเพื่อนฝูง ลูก ๆ หลาน ๆ ที่มีจุดมุ่งหมาย และเป็นคอเดียวกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในพลังบวกชั้นดีสำหรับชีวิต

“เราได้สังคม ได้เพื่อนฝูง ถ้าเราชอบอยู่คนเดียว เราก็ไม่รู้จะคุยกับใคร แต่นี่เราอยู่ในสังคมอีกสังคมหนึ่ง เป็นสังคมที่ทุกคนมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน ต้องการผลักดันคนที่เรารักให้ไปอยู่ในจุดสูงสุดเหมือนกัน รักน้องเหมือนกัน มีแต่คนที่เข้าใจกัน เราสามารถคุยกับใครได้หมด เวลามีกิจกรรมดี ๆ อะไร หรือถ้าขาดเหลืออะไรในการสนับสนุนน้องก็จะบอกกัน ตรงนี้มันก็จะเป็นพลังบวกในชีวิต เหมือนกับตอนที่เราได้จับมือกับเฌอปรางแล้วได้บอกความรู้สึกของเรากับเขา เราก็รู้สึกได้รับพลังบวกมาก ๆ รู้สึกเหมือนโทรศัพท์มือถือที่ได้ชาร์จแบตฯ จนเต็ม ได้เติมพลังงานใหม่ ๆ เข้าไปในชีวิต

“ตอนนี้เป็นช่วงโควิด ไม่มีงานอีเว้นท์ ไม่ได้เจอน้องนานมาก เลยรู้สึกเหมือนมือถือแบตฯเสื่อม ก็พยายามเอารูป เอาซีดีมาเปิดดูทุกวันให้หายคิดถึง”

ไม่เพียงแต่ได้เพื่อนได้สังคมใหม่เพิ่มขึ้นมาเท่านั้น หากแต่ความสัมพันธ์ในครอบครัวยังแน่นแฟ้นและมีความสุขมากขึ้น เธอกับลูกชายทั้งสองได้ไปไหนมาไหนด้วยกัน มีกิจกรรมทำด้วยกัน พูดคุยเรื่องเดียวกัน ซึ่งหากจะบอกว่าทุกอย่างมาจากการเป็นติ่ง BNK48 ก็คงไม่ผิดนัก

สำหรับคนเป็นแม่ การได้กอดคอเดินไปไหนมาไหนด้วยกันกับลูก มันเป็นความรู้สึกที่สุดยอด จากที่เคยบ่นทุกวันนี้กลายเป็นว่าเราคุยเรื่องเดียวกัน ไปดูคอนเสิร์ตด้วยกัน ทำอะไรเหมือน ๆ กัน และเข้าใจกันมากกว่าเดิม

“ถ้าจะถามว่าเราได้อะไรบ้างจากการเป็นติ่ง เอาเป็นว่าตอนนี้เรื่องดี ๆ แทบทุกสิ่ง เกิดจากการเป็นติ่ง BNK48 ”

เธอเคยเป็นติ่งใครในอดีต

ก่อนที่จะพบกับเฌอปราง อารีย์กุล และ BNK48 แม่รัตน์คลั่งไคล้ใหลหลง อรัญญา นามวงศ์ มาก่อน

แม่รัตน์บอกว่าอดีตนางเอกและนักแสดงมากฝีมือวัย 73 ปี เป็นเหมือนรักแรกพบในวัยเด็ก เธอหลงรักและชื่นชมถึงขนาดที่ว่าต้องเขียนชื่อ อรัญญา นามวงศ์ เอาไว้ใต้หมอนเผื่อว่าจะนอนฝันดี

“สมัยนั้นมันไม่มีคำว่าแฟนคลับ ติ่ง โอตะ หรือคามิอะไรแบบนี้หรอก แต่ถ้าจะให้บอกว่าใครคือคนแรกที่เราหลงรัก ชื่นชม และเป็นติ่งเขาเป็นคนแรก เราตอบได้อย่างไม่ลังเลเลยว่าคือคุณอรัญญา นามวงศ์”

ด้วยความที่อายุห่างกันเกือบ 1 รอบ เมื่อคุณอรัญญา นามวงศ์โลดแล่นบนอยู่บนจอเงิน จอแก้ว แถมพ่วงด้วยตำแหน่งรองนางสาวไทยปี 2508 แม่รัตน์จึงยังเป็นแค่เด็กน้อยวัยไม่กี่ขวบที่ติดตามผลงานของนางเอกในดวงใจผ่านทางหน้าจอทีวีขาวดำ

“ตอนที่เห็นคุณอรัญญา นามวงศ์ ในจอทีวีครั้งแรก นี่รู้สึกว่าผู้หญิงอะไรสวยขนาดนี้ สวยมาก แล้วไม่ว่าจะทำอะไร จะเดิน จะลุก จะนั่ง ทุกอย่างดูสง่างามไปหมด คิดดูแล้วกันว่าขนาดตอนนี้อายุ 70 กว่าแล้ว คุณอรัญญายังดูสวยอยู่เลย สมัยสาว ๆ แทบไม่ต้องบรรยายเลยว่าสวยขนาดไหน”

ในสมัยก่อนการที่ผู้คนจะได้พบเจอหรือเห็นตัวจริงดาราขวัญใจของตัวเองไม่ได้มีโอกาสมากมายหรือเกิดขึ้นง่าย ๆ เหมือนในสมัยนี้ ในยุค 50 ปีก่อนจะมีก็แต่งานกาชาดที่สวนอัมพรเท่านั้น แถมต้องฝ่าคลื่นมหาชนเรือนพันเรือนหมื่นเข้าไป หากหวังจะได้เห็นกันใกล้ ๆ ตัวเป็น ๆ

“สมัยก่อนมันไม่ได้มีอีเว้นท์มากมายหรือซื้อบัตรจับมือได้เหมือนในสมัยนี้ มีแต่งานกาชาดที่สวนอัมพร จำได้ว่าเราต้องฝ่าคนหลายพัน มุดเข้าไปกว่าจะได้จับมือคุณอรัญญา ตอนที่ได้จับมือมันเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมาก หัวใจเรานี่แทบออกมาเต้นอยู่นอกอกเลย”

ไม่ใช่แค่เพียงฝ่าคลื่นมหาชนเพื่อเข้าไปสัมผัสมือกันเพียงแค่ไม่กี่วินาที แต่เด็กหญิงชัญญายังเคยเขียนจดหมายไปหาขวัญใจคนแรกของเธอมาแล้ว ซึ่งคุณอรัญญาเองก็ได้เขียนข้อความลงในปฏิทินวันปีใหม่ตอบกลับมาด้วยเช่นกัน

“สมัยนั้นถ้าจะสื่อสารกันได้ดีที่สุดก็คงเป็นทางจดหมาย เราเองตอนยังเด็กเคยเขียนจดหมายหาคุณอรัญญาด้วยเขียนไปชื่นชมเขา แล้วก็บอกเขาไปประมาณว่า เรารักแล้วก็คิดถึง แล้วพอปีใหม่ คุณอรัญญาก็ส่งปฏิทินกลับมาแล้วก็เขียนข้อความลงในปฎิทินประมาณว่า เป็นเด็กดีนะ ตั้งใจเรียนหนังสือ ถ้ามีโอกาสไว้เจอกัน

“โอ้โห….เราอ่านแล้วต้องบอกว่าโคตรดีใจ ดีใจมาก ๆ อ่านเสร็จแล้ว เรารีบหาหนังสือมาอ่าน ตั้งใจเรียนอย่างที่คุณอรัญญาบอกเลย”

ทุกวันนี้ความรู้สึกชื่นชมที่มีต่อคุณอรัญญา นามวงศ์ของแม่รัตน์ยังคงอยู่เหมือนเดิมทุกประการไม่เปลี่ยนแปลง ทุกครั้งที่นึกถึงเด็กหญิงคนนั้นกับขวัญใจคนแรก เธอยังยิ้มได้และมีความสุข

“วันนี้เราก็ยังชื่นชมคุณอรัญญาอยู่ ความรู้สึกนี้ไม่ได้หายไปไหน มันยังอยู่กับเราเหมือนเดิม เพียงแต่เราไม่ได้มีโอกาสเจอคุณอรัญญาเหมือนกับที่เจอเฌอปรางหรือน้อง ๆ BNK48

“ถ้าได้เจอเราก็คงเดินเข้าไปหาแล้วคงบอกคุณอรัญญาว่า เราติดตามคุณมาตลอดชีวิต ขอให้คุณอรัญญารักษาสุขภาพ และคงความสวยอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ”

ไม่มีใครรู้หรอกว่าแม่รัตน์จะได้มีโอกาสบอกสิ่งที่อยู่ในใจกับดาราที่เธอรักและชื่นชมหรือไม่ แต่ถึงบรรทัดนี้สิ่งหนึ่งที่เป็นจริงเสมอก็คือ ผู้หญิงคนนี้เมื่อได้รักและชื่นชอบใครแล้ว ความรักนั้นจะเป็นความรักอันบริสุทธิ์โดยแท้จริง และความเป็นติ่งจะคงอยู่เช่นนี้

ตราบจนชั่วชีวิต

ติ่งตลอดชีวิต

สำหรับแม่รัตน์หากตกลงปลงใจจะเป็นติ่งใคร ความรักความชื่นชมไม่ได้คงอยู่แค่วันสองวัน แต่ความรู้สึกนั้นจะยาวนานไปชั่วชีวิต

“ความสุขนี่มันเป็นเรื่องของใครของมันจริง ๆ นะ เราทำอย่างคุณ เราอาจไม่มีความสุข คุณเป็นอย่างเรา คุณก็อาจไม่มีความสุข สำหรับเรา ความสุขคือการได้เป็นติ่ง ได้รักใครสักคนอย่างบริสุทธิ์ใจ แล้วถึงวันนี้เราก็ยังมีความสุขดี ก็ในเมื่อชีวิตมันมีความสุข ก็ไม่รู้ว่าจะเลิกเป็นติ่งไปทำไม

“อย่างการที่เราเป็นติ่ง BNK48 แล้วมีเฌอปรางเป็นคามิ ถามว่าวันหนึ่งถ้าวันหนึ่งเฌอปรางออกจากวง เราจะยังตามทั้งวงอยู่ไหม เราบอกได้เลยว่า เราก็ยังคงตามอยู่เหมือนเดิม เราจะยังเป็นติ่ง BNK48 และเป็นติ่งเฌอปรางเหมือนเดิมนั่นแหละ

“จะเป็นติ่งไปยันแก่ จะยังไปดูคอนเสิร์ต จนกว่าวันที่เราจะไปไม่ไหว”

หญิงวัย 62 พูดพร้อมกับยิ้มทั้งน้ำตา เมื่อนึกไปถึงวันข้างหน้า ที่ชีวิตอาจจะไม่อนุญาตให้เธอได้ออกไปทำอะไรที่มีความสุขอย่างที่เคยทำในปัจจุบันอีก อย่างไรก็ตามหากวันนั้นมาถึงเธอก็ยังยืนยันว่าชีวิตของเธอก็ยังจะมีความสุขอยู่ดี

“ส่วนที่สวยงามและมีคุณค่าที่สุดในการเป็นติ่ง คือความทรงจำที่ดี ความทรงจำที่ดีจะทำให้เรามีความสุข และจะทำให้หัวใจเราเบิกบานทุกครั้งที่คิดถึง เป็นเหมือนน้ำที่รดไปในหัวใจ ทำให้หัวใจมันเติบโตอยู่ตลอดเวลา

“เพราะฉะนั้นต่อให้วันหนึ่ง เราไม่สามารถทำอะไรได้เหมือนเดิม แต่สิ่งที่เราทำในวันนี้ก็จะมีคุณค่า กลายเป็นความทรงจำที่ทำให้เรามีความสุขในวันที่เราเข้าสู่บั้นปลายชีวิต”

ว่ากันว่าอาหารมีไว้หล่อเลี้ยงชีวิต แต่ความทรงจำมีไว้หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณ สำหรับแม่รัตน์สิ่งที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของเธอนั้นเต็มไปด้วยเรื่องราวของความสนุกสนานและสวยงาม

จะมีมนุษย์สักกี่คนที่จะมีความสุขได้อย่างเธอ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...