โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

นักวิเคราะห์ชี้ ไม่มีพรรคใดคว้าชัยถล่มทลาย ศก.-ปัญหาไทย-กัมพูชา 2 ปัจจัยใหญ่ มีผลต่อการตัดสินใจ

MATICHON ONLINE

อัพเดต 24 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพรอยเตอร์

นักวิเคราะห์ชี้ ไม่มีพรรคใดคว้าชัยถล่มทลายศก.-ปัญหาไทย-กัมพูชา 2 ปัจจัยใหญ่ มีผลต่อการตัดสินใจ

เดอะ สเตรทส์ไทมส์ สื่อสิงคโปร์ที่เกาะติดการเลือกตั้งไทยอย่างใกล้ชิดรายงานว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศของไทยที่มีเกือบ 53 ล้านคนทั่วประเทศ รวมถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกจำนวน 2.3 ล้านคน ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งนี้ โดยเศรษฐกิจและความขัดแย้งแนวชายแดนเป็น 2 ประเด็นสำคัญที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ความสนใจมากที่สุด ขณะที่นักวิเคราะห์เชื่อว่า ไม่น่าที่จะมีพรรคใดที่จะกวาดชัยชนะไปได้อย่างถล่มทลาย เนื่องจากประเทศไทยมีความแตกแยกทางการเมืองและอุดมการณ์อย่างมาก ซึ่งรัฐบาลผสมจะเกิดขึ้นอีกครั้ง แต่ใครก็ตามที่นำการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่และรัฐบาลผสมชุดใหม่จะประกอบด้วยพรรคใดบ้าง เป็นสิ่งที่บรรดาผู้สังเกตการณ์ต่างกำลังจับตาดูอยู่

สเตรทส์ไทมส์ได้สอบถามความคิดเห็นของโหวตเตอร์วัยหนุ่มสาว ซึ่งรายหนึ่งระบุว่า แม้เธอยังไม่ได้ตัดสินใจจะเลือกพรรคใด แต่เชื่อว่ารัฐบาลชุดใหม่จะต้องมุ่งความสนใจไปที่การยกระดับเศรษฐกิจของประเทศให้ดีขึ้น โหวตเตอร์อีกรายบอกว่าจะพิจารณานโยบายของพรรคต่างๆ รวมถึงประสบการณ์ของผู้สมัครแต่ละคนประกอบกันในการตัดสินใจด้วย

สเตรทส์ไทมส์ยังรายงานถึง 3 พรรคการเมืองที่ต้องจับตา ได้แก่ พรรคประชาชน ซึ่งเป็นกลุ่มคนหนุ่มสาวหัวปฏิรูปเสรีนิยม ที่เป็นการฟื้นคืนชีพกลับมาหลังจากพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกลได้ถูกยุบพรรคไป ในการหาเสียง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ร้องขอให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งช่วยกันโหวตให้พรรคประชาชนคว้าชัยชนะอย่างถล่มทลาย เพื่อให้พรรคได้ครองที่นั่ง ส.ส.มากกว่าครึ่งหนึ่งในสภา โดยหากได้ก้าวขึ้นสู่อำนาจ พรรคประชาชนมุ่งหวังจะเดินหน้านโยบายต่างๆ ที่ได้ประกาศไว้ เช่น การปฏิรูปกองทัพไทยให้ทันสมัยโดยแทนที่ระบบคัดเลือกเกณฑ์ทหารเป็นระบบสมัครใจ และการสนับสนุนทางการเงินแก่ภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

อีกพรรคคือ พรรคภูมิใจไทย นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งมีเสียงสนับสนุนมาเป็นอันดับ 3 ได้ที่นั่งในสภาไป 71 ที่นั่งในการเลือกตั้งปี 2566 นั้น ได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำตัดสินให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวของนายทักษิณ ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 2568 จากการละเมิดจริยธรรมอย่างร้ายแรงกรณีการจัดการปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา นายอนุทินที่เป็นขั้วอนุรักษนิยม ได้ใช้ประเด็นพิพาทแนวชายแดนมาปลุกกระแสชาตินิยมและชูโครงการคนละครึ่งพลัสในการหาเสียงครั้งนี้

ส่วนพรรคเพื่อไทย ที่นำโดยนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ยังคงขับเคลื่อนการหาเสียงด้วยนโยบายประชานิยมในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและผู้มีสิทธิเลือกตั้งในพื้นที่ต่างจังหวัด ซึ่งเรียกร้องให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งฝันใหญ่ไปพร้อมกับพรรคเพื่อไทย โดยชูรายได้ที่สูงขึ้นของเหล่าเกษตรกร ตลอดจนข้าราชการ ตำรวจและทหาร และนโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน

สเตรทส์ไทมส์รายงานว่า เศรษฐกิจไทยนั้นไม่สู้ดีนัก โดยกระทรวงการคลังได้ประมาณการว่า จีดีพีในปี 2568 จะเติบโตเพียง 2.2% ลดลงจากการคาดการณ์ก่อนหน้าที่คาดว่าจะโต 2.4% ในปี 2569 รัฐบาลคาดการณ์เศรษฐกิจไทยจะโตเพียง 1.2-2.2% เท่านั้น พร้อมเตือนถึงความเสี่ยงต่างๆ รวมถึงภาระหนี้ภาคเอกชนที่มีอยู่สูงท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและแรงกดดันจากมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา

นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ หัวหน้าคณะเศรษฐศาสตร์ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า แนวโน้มภาคธุรกิจของไทยนั้นย่ำแย่ลงอย่างชัดเจนมาก ครั้งหนึ่งไทยเคยได้รับฉายาว่า “เทฟลอน ไทยแลนด์” เนื่องจากมีความสามารถในการฟื้นตัวจากผลกระทบภายนอกได้ดี แต่ปัจจุบันกำลังเสี่ยงที่จะถูกมองว่าเป็น คนป่วยแห่งเอเชีย และในขณะที่พรรคการเมืองส่วนใหญ่ประกาศแนวทางที่จะช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและเพิ่มรายได้เงินคงคลังรัฐบาลอย่างไร เพื่อดึงดูดเสียงของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่นายบุรินทร์กล่าวว่า คำสัญญาที่ให้ไว้ในการหาเสียงนั้น ส่วนใหญ่เน้นไปที่การเพิ่มสวัสดิการ ลดค่าครองชีพและแจกเงินช่วยเหลือ ซึ่งมาตรการเหล่านี้เป็นประโยชน์ในระยะสั้นเท่านั้น หากแต่นโยบายเศรษฐกิจควรแก้ไขจุดอ่อนเชิงโครงสร้างที่มีมายาวนาน เช่น การขาดแคลนแรงงานฝีมือ และระบบการศึกษาที่ไม่สามารถตามทันความต้องการของตลาดแรงงานได้ ซึ่งพรรคการเมืองต่างๆ ยังไม่ได้กล่าวถึงประเด็นเหล่านี้เลย

ปัญหาพิพาทแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นอีกประเด็นสำคัญที่ถูกปลุกเร้า ซึ่ง ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ประเด็นชาตินิยมและความมั่นคงกลายเป็นปัจจัยทรงอิทธิพลที่มีต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งเสริมสร้างวาทกรรมทางการเมืองที่เน้นอัตลักษณ์และอำนาจอธิปไตย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : นักวิเคราะห์ชี้ ไม่มีพรรคใดคว้าชัยถล่มทลาย ศก.-ปัญหาไทย-กัมพูชา 2 ปัจจัยใหญ่ มีผลต่อการตัดสินใจ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...