โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

บิ๊กธุรกิจ เปิดสูตรพลิกเศรษฐกิจ พ้นวิกฤต‘คนป่วยแห่งเอเชีย’

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับบทพิสูจน์ครั้งสำคัญ เมื่อสำนักข่าวไฟแนนเชียลไทมส์ (Financial Times) ขนานนามประเทศไทยว่าเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” (Sick Man of Asia) สะท้อนภาพการชะลอตัวอย่างรุนแรงในภาคการบริโภค การผลิต และการท่องเที่ยว โดยมีสัญญาณอันตรายจากอัตราการเติบโตของ GDP ที่ติดกับดักระดับ 2% ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เทียบไม่ได้กับอดีตในปี 2531 ที่เคยพุ่งสูงถึง 13% โดยมี 3 ปัจจัยลบฉุดรั้งโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคมสูงวัยขั้นสุด หนี้ครัวเรือนวิกฤต และขีดความสามารถถดถอย

จี้เร่งผ่าตัดใหญ่โครงสร้างเศรษฐกิจ

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ไทยถูกตั้งฉายาเป็น “Sick Man of Asia” หรือคนป่วยแห่งเอเชีย เพราะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โตเฉลี่ยไม่เกิน 2% จนถูกเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามที่โตถึง 8% แซงหน้าไปแบบมองไม่เห็นฝุ่น จากเดิมไทยเคยมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคอาเซียน รองจากอินโดนีเซีย แต่เมื่อ 2 ปีที่แล้วเราตกไปอยู่อันดับ 3 โดยถูกสิงคโปร์แซงหน้า

ทั้งนี้หากไทยไม่ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ภายในปี 2030 (อีก 5 ปีข้างหน้า) อันดับขนาดจีดีพีไทยอาจร่วงไปอยู่ที่ 5 หรือ 6 ของภูมิภาค โดยจะเหนือแค่ลาว กัมพูชา เมียนมา และบรูไน เท่านั้น

ขณะที่เรื่องเศรษฐกิจปากท้องต้องเป็นหัวใจสำคัญอันดับ 1 ของเศรษฐกิจ จึงขอเสนอไปยังรัฐบาลใหม่ว่า ทีมเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญมาก ซึ่งที่ผ่านมาเราเคยเห็นผลงานของดรีมทีมในช่วงรัฐบาลชั่วคราว 4 เดือนที่ผ่านมาว่าได้ผลจริง ดังนั้นจึงควรเพิ่มทีมในกระทรวงเศรษฐกิจต่างๆ ให้แข็งแกร่งขึ้น เพื่อฟื้นฟูให้ประเทศไทยหายป่วย ลุกขึ้นมาแข็งแรง และวิ่งต่อไปได้อีกครั้ง

สำหรับปัจจัยเสี่ยงในปี 2569 คือเรื่องที่มีการคาดการณ์และประมาณการเศรษฐกิจไทยโดย IMF และ World Bank ที่เห็นพ้องต้องกันว่า ปีนี้จะเป็นปีแห่งความท้าทายของเศรษฐกิจไทย โดย GDP ของเราอาจจะเติบโตเหลือเพียง 1.6% ซึ่งสอดคล้องกับสำนักทางด้านเศรษฐกิจไทยรวมถึงภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่เห็นไปในทิศทางคล้ายกันว่า เราอาจจะเหลือการเติบโตประมาณ 1.6 - 2%

ดังนั้นในปีนี้ไทยจะต้องมีมาตรการที่ดีในการขับเคลื่อน และกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่แก้ปัญหาได้ตรงจุด และต้องทำงานต่อเนื่อง ซึ่งถือว่ายังดีที่รัฐบาลจะได้ทีมเศรษฐกิจที่คาดว่าเป็นชุดเดิม นำโดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งคาดจะมีมาตรการต่อเนื่อง จากช่วงที่ผ่านมา ที่มาตรการหลายอย่างได้ผลเป็นที่น่าพอใจ เห็นได้จากตัวเลข GDP ไทยในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ขยายตัวได้ถึง 2.5% ส่งผลให้จีดีพีทั้งปี 2568 ขยายตัวได้ 2.4%

หวัง “ดรีมทีม”เศรษฐกิจให้ยาถูกโรค

“ถ้ารัฐบาลใหม่ดำเนินมาตรการทางเศรษฐกิจต่อเนื่องอย่างแม่นยำ และมีมาตรการเสริมอย่าง “10 Plus” ที่ท่าน ดร.เอกนิติ ประกาศออกมา ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะสำคัญมากในการทำให้เป้าหมายเศรษฐกิจไม่เป็นไปตามที่ IMF หรือ World Bank คาดไว้ แต่อาจไปถึงระดับ 2% กว่าได้ แต่สิ่งที่สำคัญและยังเป็นปัญหาเปราะบางคือเรื่องของ SME ที่ต้องการการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เพราะเราเห็นตัวเลขการให้สินเชื่อลดลงติดต่อกันมากว่า 10 ไตรมาส ซึ่งเป็นสัญญาณที่ไม่ดี เพราะ SME ต้องการสภาพคล่องสูง หากไม่มีเงินมาก็ไปต่อไม่ได้”

4 วาระแห่งชาติดันไทยพ้นคนป่วย

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ส่วนตัวไม่คิดว่าเศรษฐกิจไทยจะเป็นคนป่วยของเอเชีย แต่แค่มีอาการ “ช็อก” หรือ “ชา”ไปบ้างชั่วคราว แม้ GDP จะโตไม่สูงนัก แต่ระดับ 2.4% ในปีที่ผ่านมาก็ถือว่ายังพอไปได้ ซึ่งขอให้ใจเย็นๆ และค่อยๆ แก้ไขตามกรอบกฎหมายและต้องเร่งแก้ไขปัญหาใน 4 เรื่องที่ต้องผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติ หากแก้ไขหรือปรับโครงสร้างพื้นฐานได้ เศรษฐกิจไทยก็จะกลับมาแข็งแกร่งได้อีกครั้ง

โดยทั้ง 4 เรื่องได้แก่ 1. เสถียรภาพทางการเมือง เราขาดรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากที่มั่นคงพอจะผลักดันยุทธศาสตร์ระยะยาวได้ จึงต้องการคณะรัฐมนตรีที่มีความรู้ความสามารถจริงในแต่ละกระทรวงเพื่อขับเคลื่อนประเทศท่ามกลางความขัดแย้งทั้งภายในและภายนอก2. การปฏิรูปการศึกษา เนื่องจากระบบการศึกษาปัจจุบันไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ต้องปรับโจทย์ใหม่เพื่อให้บุคลากรที่จบออกมาสามารถทำงานได้จริง

3. การปราบปรามคอร์รัปชัน ที่ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ทำให้ GDP ไทยหายไปอย่างน้อย 2% หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 5 แสนล้านบาทต่อปี และอันดับคอร์รัปชันของไทยแย่ลงมาอยู่ที่อันดับ 116 ของโลกในปีที่ผ่านมาจาก 182 ประเทศ ซึ่งต้องสร้างจิตสำนึกใหม่ว่าการคอร์รัปชันคือสิ่งผิด และรัฐบาลต้องเป็นหัวหอกร่วมกับเอกชน ปปช. และ ปปท. เพื่อจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง และ 4.การจัดการเงินทุนสีเทา ต้องกำจัดเงินทุนเหล่านี้ออกไป เพราะในแต่ละปีได้สูบฉีดเงินออกจากระบบเศรษฐกิจที่ถูกต้องไปมหาศาล

“เศรษฐา” แนะ “ประกาศลงทุน” ไปสู่ “ลงมือจริง”

นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ว่า แม้ไทยยังมีศักยภาพและเป็นจุดหมายการลงทุนที่ต่างชาติสนใจ แต่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าเพื่อนบ้านสะท้อนว่าประเทศต้องเร่งแก้ “คอขวด” โดยเฉพาะ ความง่ายในการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) และความชัดเจนเชิงนโยบาย เพื่อดึงเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ให้เปลี่ยนจาก “ประกาศลงทุน” ไปสู่ “ลงมือจริง”

ในมุมความเสี่ยงปี 2569 มี 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ หนี้ครัวเรือนระดับสูง ความล่าช้าในการปฏิรูปกฎเกณฑ์ธุรกิจ และปัญหาคอร์รัปชันที่บั่นทอนความเชื่อมั่น พร้อมเสนอให้รัฐบาลใหม่เร่งเจรจาประเด็นภาษีการค้ากับสหรัฐให้ชัดเจน หลังมีความผันผวนจากนโยบายภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งแม้อัตราใหม่ 10–15% ต่ำกว่าฐานเดิมราว 19% แต่ “รายละเอียด” ยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

แสนสิริ กระจายเสี่ยงตั้งกองทุน 1,000 ล้าน

ด้าน นายอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) สะท้อนว่าการที่ไทยถูกมองเป็นผู้ป่วยแห่งเอเชีย มีรากจากเศรษฐกิจที่เติบโตช้าต่อเนื่องหลายปี และโครงสร้างที่ไม่เอื้อต่อการแข่งขัน เขาเรียกร้องให้รัฐกลับมาให้ความสำคัญกับภาคอสังหาริมทรัพย์ในฐานะกลไกสำคัญของจีดีพี ซึ่งเกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมราว 15–20%

ปัญหาเร่งด่วนของตลาดที่อยู่อาศัยวันนี้ คือ การเข้าถึงสินเชื่อที่ยากขึ้นจากรายได้ประชาชนไม่โตตามภาระหนี้ ส่งผลให้กำลังซื้อหดตัวในหลายเซ็กเมนต์ แม้ตลาดบนยังพอประคองได้จากผู้ซื้อเงินสดบางส่วน แต่ความเชื่อมั่นโดยรวมยังไม่ฟื้นเต็มที่ ขณะที่ดอกเบี้ยระดับสูงและส่วนต่างดอกเบี้ย (Spread) ยังเป็นภาระต้นทุน

แสนสิริจึงตั้งกองทุน Strategic Investment วงเงิน 1,000 ล้านบาท เพื่อกระจายความเสี่ยงไปธุรกิจใหม่ ทั้งที่เกี่ยวเนื่องกับอสังหาฯ และธุรกิจที่เสริมฐานลูกค้ากว่า 1–2 แสนรายในพอร์ต โดยหวังสร้าง New S-curve และเสริมรายได้ระยะยาว ท่ามกลางบริบทตลาดที่ผันผวน

เสนาฯ จี้รัฐเร่งยกระดับรายได้ประชาชน -ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

ด้าน ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.เสนาดีเวลลอปเม้นท์ ระบุว่าต้นตอภาพ “ผู้ป่วยแห่งเอเชีย” สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างมากกว่าวัฏจักรเศรษฐกิจระยะสั้น ทั้งผลิตภาพแรงงานที่ไม่เพิ่มขึ้นตามต้นทุน ความสามารถแข่งขันที่ไม่อัปเดต โครงสร้างพื้นฐานล่าช้า และระดับความโปร่งใสที่ยังเป็นคำถาม ซึ่งต้องการการแก้ต้องเป็นมาตรการระยะยาว ไม่ใช่เพียงกระตุ้นระยะสั้น

ในมุมตลาดอสังหาริมทรัพย์เธอระบุว่าปัญหาสินเชื่อยังเป็นแรงกดดันหลัก อัตราปฏิเสธสินเชื่ออยู่ในระดับสูงและเริ่มลามทุกเซ็กเมนต์ ไม่เฉพาะกลุ่มล่าง เพราะผู้ซื้อจำนวนมากเป็นเจ้าของธุรกิจหรือแรงงานที่รายได้ผันผวน ทำให้โจทย์ของผู้ประกอบการไม่ใช่แค่ “ขายได้หรือไม่” แต่คือ “โอนได้หรือไม่”

ดร.เกษรา เห็นว่ามาตรการกระตุ้นระยะสั้นช่วยประคองตลาดได้บางส่วน แต่หากรัฐไม่เร่งยกระดับรายได้ประชาชนและลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อกระจายเศรษฐกิจ ภาพผู้ป่วยแห่งเอเชียอาจยืดเยื้อ และกลายเป็นข้อจำกัดต่อการเติบโตระยะยาวของทั้งภาคอสังหาฯ และเศรษฐกิจไทยโดยรวม

เสถียรภาพการเมืองคือปัจจัยหลักฟื้นความเชื่อมั่น

ด้าน นายอนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน มองว่า ภาพ “ผู้ป่วยแห่งเอเชีย” ของไทยเป็นผลสะสมจากวิกฤตโควิด หนี้ครัวเรือนสูง และความไม่ต่อเนื่องของนโยบายรัฐจากความผันผวนทางการเมืองอย่างไรก็ตามประเมินว่าเศรษฐกิจไทย “ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว” และกำลังอยู่ในช่วงฟื้นไข้ โดยทิศทางจากนี้จะดีขึ้นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเสถียรภาพรัฐบาลชุดใหม่ และความสามารถในการขับเคลื่อนนโยบายอย่างจริงจัง

“หากรัฐบาลสามารถรักษาเสถียรภาพทางการเมือง พร้อมเร่งกระจายเม็ดเงินสู่ฐานราก เศรษฐกิจอาจขยับจีดีพีแตะ 3% ตามที่มีการประเมินล่าสุด จากเดิมราว 1.5% แต่หากจะยกระดับสู่ 4–5% จำเป็นต้องเร่งลงทุนด้านเทคโนโลยีและไอที เพื่อสร้างผลิตภาพใหม่ ไม่ใช่พึ่งแรงงานแบบเดิม”

สอดคล้องกับ นายวรเดช รุกขพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.วี บียอนด์ ดีเวลอปเม้นท์ ที่มองว่าเสถียรภาพการเมืองคือปัจจัยหลักฟื้นความเชื่อมั่น พร้อมเตือนว่าหากผลเลือกตั้งหรือกระบวนการรับรองมีปัญหา อาจฉุดเศรษฐกิจกลับสู่ภาวะชะลออีกครั้ง ในประเด็นคอร์รัปชัน เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องแก้ระยะยาว แต่ในจังหวะปัจจุบัน ภาครัฐควรเร่งแก้ปัญหาปากท้องและรายได้ประชาชนก่อน เพื่อสร้างแรงหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ

แนะสร้าง “แบรนด์ประเทศไทย” บนเวทีโลก

ด้านดร.บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย กล่าวแสดงความคิดเห็นกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ปี 2569 จะเป็นปีที่โลก “ฉลาดล้ำ” จากพัฒนาการทางเทคโนโลยี แต่ขณะเดียวกันก็มีความผันผวนสูง เศรษฐกิจไทยจึงไม่สามารถพึ่งพามาตรการกระตุ้นระยะสั้นหรือแนวนโยบายประชานิยมเพียงอย่างเดียว หากต้องเดินหน้าควบคู่ทั้งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและการวางรากฐานเชิงโครงสร้าง

แม้เสถียรภาพทางการเมืองที่ต่อเนื่องภายหลังการเลือกตั้งจะช่วยประคับประคองความเชื่อมั่น โดยเห็นสัญญาณบวกในภาคตลาดทุนและบรรยากาศการลงทุนที่ปรับดีขึ้น แต่ความเชื่อมั่นจะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อมีทิศทางการปฏิรูปที่ชัดเจน โดยเฉพาะการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

โจทย์สำคัญของไทยคือการหลุดพ้นจากกับดักการเป็นฐานการผลิตแบบรับจ้าง (OEM) ในบริบทที่ประเทศเข้าสู่สังคมสูงวัย กำลังแรงงานลดลง ต้นทุนเพิ่มขึ้น และการแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้านรุนแรงขึ้น การพัฒนาเศรษฐกิจจึงต้องมุ่งสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว การเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) การพัฒนาสินค้าและบริการที่มีเอกลักษณ์ รวมถึงการผลักดันผู้ประกอบการไทยให้ขยายฐานการผลิตหรือเครือข่ายธุรกิจสู่ต่างประเทศใกล้ตลาดเป้าหมาย เป็นแนวทางสำคัญในการเสริมศักยภาพระยะยาว

ควบคู่กันนั้น การส่งเสริมการรวมกลุ่มธุรกิจในลักษณะคลัสเตอร์ จะช่วยเพิ่มพลังการแข่งขันทั้งด้านนวัตกรรม การวิจัยพัฒนา และการต่อรองในตลาดโลก ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวควรถูกยกระดับจากเครื่องยนต์ระยะสั้น ไปสู่กลไกสร้างรายได้คุณภาพ เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมสุขภาพ อาหาร และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อดึงเม็ดเงินจากกลุ่มกำลังซื้อสูง

อีกหนึ่งประเด็นเชิงยุทธศาสตร์คือการสร้าง “แบรนด์ประเทศไทย” หรือ Nation Branding ให้ชัดเจนในเวทีโลก ว่าไทยมีจุดแข็งด้านใด และยืนอยู่ตรงไหนในห่วงโซ่มูลค่าโลก แนวคิด
“การตลาดนำการผลิต” จึงถูกเสนอให้เป็นทิศทางหลัก โดยเริ่มจากการทำความเข้าใจความต้องการของตลาดโลก แล้วจึงออกแบบการผลิต การลงทุน และการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดรับ ไม่ใช่ผลิตก่อนแล้วจึงหาตลาดรองรับภายหลัง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...