โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

‘เรย์ ดาลิโอ’ ชี้โลกเข้าสู่ Big Cycle ระเบียบโลกเก่า ‘ล่มสลาย’

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 54 นาทีที่แล้ว

ในการประชุมความมั่นคงมิวนิก บรรดาผู้นำโลกได้ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการว่า "ระเบียบโลกที่ใช้มาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (ปี 1945) ได้ตายลงแล้ว" ซึ่งภาพความรุนแรงนี้ถูกตอกย้ำในรายงานความมั่นคงปี 2026 ภายใต้ชื่อที่น่ากังวลว่า "โลกภายใต้การถูกทำลาย" (Under Destruction)

คำกล่าวของผู้นำประเทศสำคัญที่น่าจับตามอง ทั้ง ฟรีดริช เมอร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ที่ระบุว่าเราเข้าสู่ยุค "การเมืองมหาอำนาจ" ที่เสรีภาพไม่ใช่สิ่งที่แน่นอนอีกต่อไป และเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเตือนว่าโครงสร้างความมั่นคงเก่าพังทลาย และ "ยุโรปต้องเตรียมตัวสำหรับสงคราม" รวมทั้ง มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ยืนยันว่านี่คือ "ยุคภูมิรัฐศาสตร์ใหม่" เพราะโลกใบเดิมหายไปแล้ว

โลกกำลังเข้าสู่ The Big Cycle บทที่ 6

เรย์ ดาลิโอ (Ray Dalio) มหาเศรษฐีชาวอเมริกันและผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนร่วมของ Bridgewater Associates เผยแพร่บทความระเบียบโลกล่มสลาย ในห้วงการประชุมความมั่นคงมิวนิกที่ประเทศเยอรมนี อธิบายว่าโลกกำลังอยู่ใน "ขั้นที่ 6" (Stage 6) ของวงจรเศรษฐกิจและอำนาจ ซึ่งเป็นช่วงที่มี “ความวุ่นวายสูงสุด” เพราะเป็นช่วงที่ "ไร้กฎเกณฑ์" อย่างสิ้นเชิง ใครมีกำลังมากกว่าคนนั้นอาจจะเป็นฝ่ายถูกต้อง และเป็นจุดที่มหาอำนาจเผชิญหน้ากันโดยตรง

ปัจจุบันผู้นำโลกส่วนใหญ่ยอมรับแล้วว่าระเบียบโลกเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ปี 1945 พังทลายลงแล้ว และเรากำลังเดินหน้าสู่ระเบียบโลกใหม่ที่ยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเป็นอย่างไร

ทำไมระเบียบระหว่างประเทศถึงล้มเหลว?

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่างจากความสัมพันธ์ภายในประเทศ ตรงที่มันขับเคลื่อนด้วย "อำนาจดิบ" เป็นหลัก

ตอนนี้ ในระดับโลกเราไม่มี "ตำรวจโลก" หรือ "ศาลโลก" ที่มีอำนาจสั่งการมหาอำนาจได้จริง แม้จะมีความพยายามตั้งองค์กรอย่างสหประชาชาติ (UN) แต่สุดท้ายก็มักล้มเหลว เพราะองค์กรเหล่านี้ไม่ได้มีความมั่งคั่งหรือกำลังทหารมากไปกว่าประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐ หรือจีน

เมื่อเกิดข้อพิพาท มหาอำนาจจึงไม่คุยกันด้วยข้อกฎหมาย แต่คุยกันด้วย "การข่มขู่และการประลองกำลัง" จนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะยอมถอยหรือจบลงด้วยการสู้รบ

สงครามไม่ได้หมายถึงการยิงกันเพียงอย่างเดียว แต่มีถึง 5 รูปแบบที่มักเกิดขึ้นต่อเนื่องกัน

  • สงครามการค้า/เศรษฐกิจ คือ การตั้งกำแพงภาษีและกีดกันทางการค้า
  • สงครามเทคโนโลยี การแย่งชิงความก้าวหน้าทางนวัตกรรมและการรักษาความลับของชาติ
  • สงครามภูมิรัฐศาสตร์ การแย่งชิงพันธมิตรและเขตอิทธิพลในดินแดนต่างๆ
  • สงครามทุน การคว่ำบาตรทางการเงิน อายัดทรัพย์สิน และตัดช่องทางการเข้าถึงตลาดเงิน
  • สงครามทางทหาร เมื่อความขัดแย้งถึงจุดแตกหักจนต้องใช้กำลังอาวุธตัดสิน

ประวัติศาสตร์บอกเราว่า ปัจจัยด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงมักจะดีขึ้นหรือแย่ลงไปพร้อมๆ กัน เมื่อเศรษฐกิจแย่ ผู้คนจะเริ่มหาเรื่องทะเลาะกันมากขึ้น นี่คือธรรมชาติของมนุษย์ที่ทำให้เกิด "วัฏจักรใหญ่" ที่แกว่งไปมาระหว่างยุคสันติภาพที่รุ่งเรืองและยุคสงครามที่โหดร้าย โดยสงครามเต็มรูปแบบมักเกิดขึ้นเมื่อมหาอำนาจมีผลประโยชน์ขัดแย้งกันในระดับที่ยอมกันไม่ได้

กราฟนี้ชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งมักเกิดขึ้นเป็น "วัฏจักร" โดยมีช่วงที่การเสียชีวิตพุ่งสูงขึ้นสลับกับช่วงที่สงบสุข

จากสถิติย้อนหลังไปถึงปี 1500 ในยุโรป พบว่าวัฏจักรใหญ่ของความขัดแย้งจะเกิดขึ้นทุกๆ 150 ปีโดยประมาณ แม้ช่วงที่สู้รบกันจริงๆ จะสั้น แต่ความเจ็บปวดนั้นคือจุดสูงสุดของความขัดแย้งที่สะสมมานาน และผลลัพธ์ของสงครามจะเป็นตัวตัดสินว่า "ใครจะเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ในระเบียบโลกถัดไป"

นโยบายเศรษฐกิจในยามสงคราม

ในยามสงคราม นโยบายเศรษฐกิจภายในประเทศจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยรัฐบาลจะเข้าควบคุมกลไกแทบทุกอย่างเพื่อเปลี่ยนทรัพยากรจากการผลิตเพื่อกำไรไปสู่การสนับสนุนกองทัพ รัฐจะเป็นผู้กำหนดว่าสินค้าใดผลิตได้หรือไม่ได้ ควบคุมปริมาณการซื้อขายผ่านระบบปันส่วน คุมการนำเข้า-ส่งออก ไปจนถึงการกำหนดเพดานราคา ค่าจ้าง และผลกำไร

นอกจากนี้ ประชาชนจะถูกจำกัดการเข้าถึงสินทรัพย์ทางการเงินของตนเองและไม่สามารถโอนเงินออกนอกประเทศได้ง่ายๆ ในด้านการเงิน รัฐบาลมักจะพิมพ์เงินจำนวนมหาศาลเพื่อชำระหนี้พันธบัตรที่ใช้ทำสงคราม และหันไปพึ่งพา "ทองคำ"

นโยบายเศรษฐกิจเดิม เช่น ตลาดหุ้นถูกปิด ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนไม่สามารถเข้าถึงเงินทุนของตนเองได้ ในช่วงเวลานี้เงินกระดาษและระบบเครดิตจะไร้ความหมายระหว่างประเทศที่เป็นคู่ขัดแย้ง เพราะต่างฝ่ายต่างกังวลเรื่องมูลค่าที่แท้จริงของสกุลเงินนั้นๆ สินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดจึงกลายเป็นทองคำ เงิน หรือการบาร์เตอร์ แลกเปลี่ยนสินค้าโดยตรง

ผลแพ้ชนะในสงครามคือตัวกำหนดความอยู่รอดของความมั่งคั่ง ตลาดหุ้นในประเทศที่ยังเปิดทำการจะแปรผันตามสถานการณ์ในสนามรบอย่างรุนแรง ตัวอย่างเช่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 หุ้นเยอรมันเคยรุ่งเรืองในช่วงที่ฝ่ายตนชนะ แต่กลับดิ่งลงเมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรเริ่มพลิกสถานการณ์ หลังสงครามจบลง

ตลาดหุ้นของเยอรมนีและญี่ปุ่นถูกสั่งปิดนานหลายปีและสูญเสียมูลค่าไปแทบทั้งหมด ตรงข้ามกับหุ้นสหรัฐ ที่ยังคงความแข็งแกร่งอย่างมากเนื่องจากเป็นผู้ชนะ

การรักษาความมั่งคั่งในช่วงสงครามเป็นเรื่องที่ทำได้ยากยิ่ง เพราะรัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการนำเงินไปใช้รบและการกระจายทรัพยากรมากกว่าการปกป้องทรัพย์สินของคนรวย ส่งผลให้มีการเก็บภาษีสูงและจำกัดสิทธิการลงทุน

รายงานระบุว่า กลยุทธ์ที่แนะนำคือ "การขายสินทรัพย์ที่เป็นหนี้สินทั้งหมดแล้วเปลี่ยนไปถือครองทองคำ" เนื่องจากสงครามมักนำมาซึ่งการพิมพ์เงินจำนวนมากและการกู้หนี้ยืมสินจนล้นตัว ส่งผลให้ค่าเงินและมูลค่าของตราสารหนี้เสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็ว

วัฏจักรแห่งการเป็น 'มหาอำนาจ'

ประวัติศาสตร์สอนว่าประเทศที่สายป่านทางการเงินยาวกว่ามักเป็นผู้ชนะ เช่นที่สหรัฐ ชนะสงครามเย็นด้วยการใช้จ่ายที่เหนือกว่า จนคู่แข่งทานไม่ไหว อย่างไรก็ตาม ความรุ่งเรืองนี้มักมีอายุขัยเพียง 200-300 ปี และไม่มีใครรักษาอำนาจนี้ไว้ได้ตลอดกาล

ดาลิโอ ชี้ให้เห็นว่า ความสามารถในการอดทนต่อความเจ็บปวด สำคัญกว่าความสามารถในการทำลายล้างผู้อื่น และประเทศที่จะอยู่รอดได้นานที่สุดคือประเทศที่สามารถบริหารจัดการ "อาวุธ" ซึ่งเทียบได้กับความมั่นคง และ "เนย" หรือสวัสดิการประชาชน ได้อย่างสมดุล

ทุกมหาอำนาจในประวัติศาสตร์ต่างมีช่วงเวลาที่รุ่งเรืองที่สุด ซึ่งเกิดจากปัจจัยเฉพาะตัว เช่น วัฒนธรรมที่เข้มแข็ง การศึกษาที่ดี มีระเบียบวินัย และความฉลาดหลักแหลมของคนในชาติ แต่ในที่สุดทุกประเทศล้วนต้องเผชิญกับความเสื่อมถอยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บางประเทศอาจประคับประคองการลงจากอำนาจได้อย่างสงบ แต่หลายประเทศกลับต้องจบลงด้วยความรุนแรง ซึ่งมักเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ เพราะการต่อสู้แย่งชิงทรัพยากรและอำนาจในช่วงสุดท้ายมักนำมาซึ่งความพินาศทั้งทางเศรษฐกิจและการสูญเสียชีวิตจำนวนมหาศาล

อย่างไรก็ตาม ความเสื่อมถอยรุนแรงไม่ใช่สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นเสมอไป หากประเทศที่ร่ำรวยและทรงอำนาจรู้จักรักษา "ประสิทธิภาพการผลิต" ให้สูงอยู่เสมอ หาเงินได้มากกว่าที่ใช้ไป และที่สำคัญคือต้องทำให้ระบบของประเทศมอบประโยชน์ให้แก่คนส่วนใหญ่อย่างทั่วถึง

นอกจากนี้ การรู้วิธีสร้างความสัมพันธ์แบบ "ได้ประโยชน์ร่วมกัน" (Win-Win) กับคู่แข่งยังเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยยืดอายุความรุ่งเรืองออกไปได้ ดังเช่นสหรัฐอเมริกาที่ดำรงอยู่มานานกว่า 245 ปี

อ้างอิง X

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...