โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

เจาะลึกเงินเฟ้อทางการแพทย์ กระทบต้นทุนประกันสุขภาพ

สยามรัฐ

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

บอย อินชัวร์

กระแสของธุรกิจประกันในยามนี้คงไม่มีประเด็นอะไรฮอตเท่ากับการเคลื่อนไหวของตัวแทนขายประกันหลายต่อหลายค่ายออกมาดราม่าเลี่ยงบาลีให้ประชาชนเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า บริษัทประกันมีการยกเลิกหรือปิดการขายประกันเหมาจ่าย และให้รีบเร่งซื้อภายในระยะเวลากำหนด เพื่อหวังผลทางการตลาด ทั้งๆที่เป็นเพียงการทำกลยุทธ์เชิงการตลาดโดยหวังผลเสมือนเมื่อต้นปีที่แล้วที่ทางการ(สำนักงานคปภ.)ร่วมกับบริษัทประกันโหมโรงประชาสัมพันธ์กระตุ้นให้พี่น้องประชาชนรีบเรงซื้อผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพที่ขายอยู่เดิมภายในระยะเวลากำหนด

มิฉะนั้นหากพ้นกำหนดที่คปภ.และเอกชนขีดเส้นตายไว้ ก็จะมีการนำระบบมาตรฐานประกันสุขภาพใหม่หรือ New Health Standard มาบังคับใช้ โดยมีการนำระบบการร่วมจ่าย หรือCo-Payment ให้ผู้เอาประกันมีส่วนร่วมจ่ายค่ารักษาบริการทางการแพทย์ส่วนหนึ่ง เมื่อเวลาเกิดการเบิกค่าสินไหมรพ.เกิดขึ้นตามเงื่อนไขที่บริษัทประกันระบุไว้ ซึ่งปรากฎว่า ส่งผลให้บริษัทประกันทำยอดขายอย่างถล่มทลาย แห่ซื้อเพื่อรักษาสถานภาพกธ.ภายใต้เงื่อนไขความคุ้มครองและอัตราเบี้ยประกันเดิมๆเอาไว้

เช่นเดียวกันกับกระแสล่าสุดที่หน้าฉากเป็นเพียงประเด็นดรามาของเหล่าตัวแทนที่กระตุ้นการขาย ทั้งที่การประกันเหมาจ่ายไม่ได้มีการหยุดหรือเลิกการขายแต่อย่างใด เพียงแต่บริษัทประกันชีวิตทั้งค่ายใหญ่ค่ายน้อยต่างออกมาปัดฝุ่นผลิตภัณฑ์ประกันเหมาจ่ายเทานั้น หรือเป็นเพียงแค่ยกเลิกผลิตภัณฑ์ที่ขายอยู่เดิมแล้ว และทำการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขไส้ในของความคุ้มครองเกี่ยวกับเงื่อนไขของการให้การรักษาพยาบาล หรือกระทั่งค่าบริการทางการแพทย์ของสัญญาประกันสุขภาพหรือสัญญาแนบท้ายประกันสุขภาพหนีตายกับการแบภาระของอัตราเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาล (Medical Inflation) ที่ถีบตัวสูงขึ้น และมากกว่าเงินเฟ้อปกติทั่วไปอย่างมาก

จนกระทั่งส่งผลให้วงเงินประกันสุขภาพของผู้เอาประกันที่ซื้อประกันชีวิตเอวไว้ที่มีอยู่เดิม อยู่ในสภาพไม่เพียงพอจ่ายกับในอนาคต สุดท้ายจึงลงเอยกับการที่บริษัทประกันต้องปรับเพิ่มเบี้ย พร้อมกับบรรจุเงื่อนไขของการร่วมจ่าย (Co-payment) ไว้อีกชั้นหนึ่งเพื่อเป็นการลดภาระการขาดทุนกรณีบริษัทประกันไม่อาจหลุดพ้นกับดักของคำนิยม”ความจำเป็นทางการแพทย์”กับกรณีเลี่ยงไม่ได้ที่บางโรงพยาบาลเอกชนหัวใส และระบุเป็นข้ออ้างเหตุผลในการทำการชารท์ค่ารักษาพยาบาลลูกค้าที่เป็นคนไข้และซื้อประกันไว้ไปได้

จากข้อมูลอ้างอิงล่าสุด ทางสมาคมประกันชีวิตไทย ได้ลงเผยแพร่บทความเกี่ยวกับคอลัมน์ Health Insurance ในวารสารสมาคมประกันชีวิตไทย เจาะลึกอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์และผลกระทบต่อต้นทุนประกันภัยสุขภาพ โดย :Thai Re Knowledge Centerไว้อย่างน่าสนใจทีเดียว

สำหรับเนื้อหาของบทความจะแบ่งออกเป็น 3 ตอน โดยตอนแรกจะเป็นการเจาะลึกเรื่องของอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ และผลกระทบต่อต้นทุนของประกันภัยสุขภาพ ส่วนตอนที่ 2 จะเป็นการนำเสนอกรณีศึกษาเกี่ยวกับมาตรการและการดำเนินการในการแก้วิกฤตของระบบสาธารณสุขที่เกิดขึ้นของประเทศสิงค์โปร์ และบทความตอนสุดท้ายจะกล่าวถึงแนวทางและข้อเสนอแนะที่ผู้เกี่ยวข้องควรจะเร่งดำเนินการ เพื่อแก้ไขปัญหาต้นทุนค่ารักษาพยาบาลที่นับวันก็จะทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจส่งผลกระทบต่อความยั่งยืนของประกันภัยสุขภาพได้ในอนาคต

อัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation)

อัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) หมายถึง อัตราการเพิ่มขึ้นของค่ารักษาพยาบาลและค่าบริการทางการแพทย์รายปี ซึ่งอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศและต่างประเทศ

สาเหตุของการเกิด Medical Inflation

สาเหตุของการเกิด Medical Inflationมีดังนี้

-(นวัตกรรมและความก้าวหน้าทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นยา เครื่องมือเทคโนโลยี หรือวิธีการรักษาที่พัฒนาก้าวหน้ามากขึ้น เช่น การแพทย์แม่นยำ (Preision Medicine) ซึ่งเป็นแนวความคิดใหม่ทางการแพทย์ในการวินิจฉัย ป้องกัน และรักษาโรคที่ออกแบบมาเฉพาะบุคคลที่ลงรายละเอียดลึกในระดับ DNA โดยการนำความผิดปกติของยีนสภาพแวดล้อม และวิถึการใช้ชีวิตของแต่ละบุคคล มาใช้ประกอบการรักษาแบบกำหนดเป้าหมายเฉพาะบุคคล ซึ่งจะช่วยเพิ่มอัตรารอดและหายจากโรคที่รักษายาก

-การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมสูงอายุแบบสมบูรณ์ (สังคมที่มีประชาการกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปเกินร้อยละ 20 ของประชากร หรือคิดเป็น 13 ล้านคน) เป็นที่เรียบร้อยในเดือนมกราคม 2567 โดยมีประชากรอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปรวม 13.2 ล้านคน และคาดว่าจะก้าวสู่สังคมสูงอายุแบบสุดยอด (สังคมที่มีประชากรกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปเกินร้อยละ 28 ของประชากร) ในปี 2576 และสัดส่วนจะเพิ่มขึ้นเป็น 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมดในปี 2583

-พฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่ดีต่อสุขภาพ สภาวะการทำงานที่ทำให้เกิดการเจ็บป่วยได้ง่าย การขาดการพักผ่อนและการออกกำลังกายที่เพียงพอล้วนส่งผลทำให้เกิดการเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคอ้วนลงพุง โรคหัวใจและหลอดเลือด ได้ง่ายขึ้น

-การเปลี่ยนแปลงของสภาวะภูมิอากาศ รวมถึงฝุ่น PM 2.5 และมลพิษทางสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพที่รุนแรงกว่าเดิม โดยเฉพาะโรคระบบทางเดินหายใจ โรคถุงลมโป่งพอง โรคผิวหนังและโรคเยื่อบุตาอักเสบ

-การเกิดโรคอุบัติใหม่ที่มีความรุนแรง เช่น โรคไข้หวัดนก โรคชาร์สรวมถึงโรคโควิด-19 ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้

-ความต้องการแพทย์เฉพาะทางมากขึ้นสำหรับโรคบางประเภท เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคสมอง ซึ่งต้องอาศัยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นการเฉพาะ

-การใช้บริการทางการแพทย์เกินความจำเป็น เช่น การเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลจากการเจ็บป่วยเล็กน้อยทั่วไป โดยไม่มีความจำเป็นทางการแพทย์

สถานการณ์ Medical Inflatin ของประเทศไทย

ข้อมูลที่จัดทำโดยหน่วยงานต่างประเทศซึ่งประกอบด้วย Willis Towers Watson, Aon และ Marsh แสดงให้เห็นว่า Medical Inflation ของไทยในช่วงปี 2018 – 2024 เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 10% สำหรับ Medical Inflation ในปี 2025 นั้น Willis Towers Watson คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 14.2% ใกล้เคียงกับ Aon ซึ่งประมาณการไว้ที่ 14.3% ในขณะที่ Marsh ประมาณการไว้ที่ 11.4%

ในส่วนของ บมจ.ไทยรับประกันภัยต่อ ได้ร่วมกับ บจ.บลูเวนเจอร์ ทีพีเอ ประมาณการ Medical Inflation ปี 2025 ไว้ที่ 11.3%

ผลกระทบของ (Medical Inflation)

Medical Inflation ที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี ส่งผลกระทบต่อผู้ที่อยู่ในระบบนิเวศประกันภัยสุขภาพ ดังนี้

-ธุรกิจประกันภัยสุขภาพ

ต้นทุนค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้นส่งผลทำให้บริษัทประกันภัยที่ขายประกันภัยสุขภาพต้องปรับเพิ่มอัตราเบี้ยประกันภัยสุขภาพหรือปรับลด หรือจำกัดความคุ้มครอง เพื่อให้อัตราเบี้ยประกันภัยสอดคล้องกับความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้นหรืออาจพิจารณาเลิกขายประกันภัยสุขภาพในอนาคต

ประชาชนและผู้เอาประกันภัย

-หากประชาชนไม่มีประกันภัยสุขภาพหรือไม่ได้รับสวัสดิการของรัฐก็จะต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลด้วยตนเอง ทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้นทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ

-หากมีการทำประกันภัยสุขภาพ ผู้เอาประกันภัยก็อาจต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยที่สูงขึ้นหรือได้รับความคุ้มครองลดลง และ/หรือต้องมีส่วนร่วมจ่าย เช่น การมีความรับผิดส่วนแรก (Deductible) และ/หรือการมีค่าใช้จ่ายร่วม (Copayment) เพื่อเป็นกลไกในการสร้างการมีส่วนร่วมในการบริหารความเสี่ยงด้านสุขภาพร่วมกัน

-โอกาสในการเข้าถึงประกันภัยสุขภาพของประชาชนจะน้อยลง เนื่องจากเบี้ยประกันภัยสุขภาพมีอัตราสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ที่มาของข้อมูล

https://www.facebook.com/photo?fbid=1201963541516060&set=pcb.1201964398182641 หมายถึง อัตราการเพิ่มขึ้นของค่ารักษาพยาบาลและค่าบริการทางการแพทย์รายปี ซึ่งอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศและต่างประเทศ

บทสรุปเรื่องนี้ก็คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า บริษัทประกันจะต้านทานอัตราเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาลทางการแพทย์ไปได้มากน้อยขนาดไหน และมีการวางแผนสำรองรองรับไว้หรือไม่ หากหลังจากนี้หลายค่ายได้มีการปรับกลยุทธ์ในการนำ Co-Payment มาใช้ หรือกระทั่งการปัดฝุ่นผลิตภัณฑ์ด้วยการชาร์ทเบี้ยประกันเพิ่มเข้าไปให้เพียงพอกับต้นทุน หรือแม้แต่การนำระบบเน็ตเวิรค์รพ.มาเป็นกลไกต้นน้ำช่วยดูแลไม่ให้ต้นทุนค่ารักษาพยาบาลรั่วไหลจากคำนิยามความจำเป็นทางการแพทย์ณ วันนี้แล้วก็ตาม เพราะต้องอย่าลืมว่า ในบางประเทศเพื่อนบ้านที่มีการนำ Co-Payment มาใช้แล้ว ภาพปรากฎการณ์ที่ปรากฎชัดก็คือ ยอดขายหรือเบี้ยประกันหายวับไปทันที 30%

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...