ทองพุ่งแรง! ทรัมป์ฟ้องพาวเวลล์–อิหร่านเดือด จับตาดอกเบี้ยเฟด
Gold Bullish
– ปธน.ทรัมป์สั่งฟ้องนายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด
– สหรัฐฯ – อิหร่านยังคงตึงเครียด แม้ยุติชั่วขณะ
– กระทรวงการคลังสหรัฐฯ และ เฟด กำลังเพิ่มสภาพคล่องให้ดอลลาร์อ่อนค่า
Gold Bearish
– เฟดอาจยังคงดอกเบี้ย 3.50-3.75% อีกระยะหนึ่ง
– ศาลนัดไต่สวนนางลิซ่า คุก ผู้ว่าการเฟด
สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวขึ้นจากการที่ความเป็นอิสระของเฟดถูกคุกคามจากปธน.ทรัมป์, ความไม่สงบในอิหร่านยังคงตึงเครียด และสภาพคล่องของเงินดอลลาร์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น กดดันให้ดอลลาร์อ่อนค่าในทางเศรษฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ยังคงมีปัจจัยสำคัญต่อราคาทองที่ส่งผลต่อเนื่องมาจากอดีต และปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสัปดาห์นี้โดยตรง ดังนี้
ปธน.ทรัมป์สั่งฟ้องนายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด
เมื่อวันจันทร์ที่ 12 ม.ค. อัยการสหรัฐฯ ได้เริ่มต้นการสอบสวนทางอาญาต่อ นายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการใช้งบประมาณปรับปรุงสำนักงานใหญ่ของเฟดมูลค่า 2.5 พันล้านดอลลาร์ โดยพาวเวลล์ได้แถลงเมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 ม.ค.ว่า เมื่อวันศุกร์ที่ 9 ม.ค. เฟดได้รับหมายเรียกจากคณะลูกขุนใหญ่ (Grand Jury Subpoenas) และคำขู่ว่าจะมีการฟ้องร้องทางอาญาจากกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเกี่ยวข้องกับการไปให้การต่อสภาคองเกรสของพาวเวลเมื่อปี 2025 ในเรื่องการปรับปรุงอาคารเฟด โดยพาวเวลได้กล่าวว่า คำขู่ว่าจะฟ้องอาญานี้ คือผลพวงจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ กำหนดอัตราดอกเบี้ยโดยอิงจากการประเมินที่ดีที่สุดของเราเพื่อรับใช้สาธารณชน มากกว่าที่จะทำตามความต้องการของประธานาธิบดี และพาวเวลยังได้กล่าวย้ำว่าจะไม่ลาออกจากตำแหน่งเพราะการสอบสวนนี้
ในวันที่ 13 ม.ค. กลุ่มอดีตประธานเฟด นางเจเน็ต เยลเลน, นายเบน เบอร์นันเก้ และ นายอลัน กรีนสแปน ร่วมกับอดีตรัฐมนตรีคลังอีก 4 ท่านจากทั้งรัฐบาลพรรครีพับลิกันและเดโมแครต รวมถึงนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำในสหรัฐฯ ได้ออกมาประสานเสียงสนับสนุน นายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด พร้อมแสดงความกังวลอย่างรุนแรงต่อกรณีที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ข่มขู่จะดำเนินคดีอาญาต่อประธานเฟด โดยคนทั้ง 2 กลุ่มเล่านี้ได้ระบุว่า การกระทำดังกล่าวคือวิธีการกำหนดนโยบายการเงินในประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีสถาบันรัฐอ่อนแอ ซึ่งจะส่งผลเสียอย่างรุนแรงต่ออัตราเงินเฟ้อและการทำงานของระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง
จากปัจจัยข้างต้น อาจส่งผลให้ตลาดขาดความเชื่อมั่นในเงินดอลลาร์ จากการที่ความเป็นอิสระของเฟดกำลังถูกการเมืองเข้ามาลิดรอนสิทธิในการควบคุมดอกเบี้ยนโยบายให้มีความเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนให้ทองคำมีการปรับตัวขึ้น ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยในยามที่ค่าเงินอ่อนค่า
ความไม่สงบของอิหร่าน อาจจุดชนวนความขัดแย้ง
ปธน.ทรัมป์ได้เปิดเผยเมื่อวันที่ 12 ม.ค. ว่า สหรัฐฯ กำลังพิจารณาทางเลือกต่างๆ เพื่อตอบโต้อิหร่าน หลังมีรายงานการปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงอย่างรุนแรงจนนำไปสู่การสูญเสียชีวิต และในวันที่ 13 ม.ค. ปธน. ทรัมป์ ได้ออกมาเรียกร้องให้ชาวอิหร่านเดินหน้าการประท้วงเพื่อต่อต้านรัฐบาลของผู้นำสูงสุด นายอยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ต่อไป และให้ชาวอิหร่านเข้ายึดครองสถาบันต่างๆ ของรัฐหากเป็นไปได้ นอกจากนี้ ทรัมป์ได้ประกาศยกเลิกการประชุมทั้งหมดกับเจ้าหน้าที่อิหร่านจนกว่าการสังหารผู้ประท้วงจะยุติลง และย้ำถึงมาตรการภาษี 25% ต่อประเทศใดก็ตามที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน ทั้งนี้ สำนักข่าวสิทธิมนุษยชน (HRANA) รายงานว่า มียอดผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันแล้วกว่า 3,428 ราย และมีผู้ถูกจับกุมมากกว่า 18,000 ราย รวมถึงระบบการสื่อสารส่วนใหญ่ยังคงถูกตัดขาด
อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 14 ม.ค. กลุ่มประเทศอาหรับในอ่าวเปอร์เซีย นำโดยซาอุดีอาระเบียและกาตาร์ กำลังพยายามล็อบบี้สหรัฐฯ ไม่ให้เปิดฉากโจมตีอิหร่าน เนื่องจากเกรงว่าจะถูกลากเข้าสู่สงครามระดับภูมิภาคที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ หากสหรัฐฯ ตัดสินใจใช้กำลังทางทหาร ด้านอิหร่านก็ได้ประกาศเตือนว่าพร้อมจะโจมตีทรัพย์สินของสหรัฐฯ และอิสราเอลเป็นการโต้ตอบทันที ส่งผลให้ในวันที่ 15 ม.ค. ปธน.ทรัมป์ ได้กล่าวว่า สหรัฐฯ อาจชะลอปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านออกไปก่อน หลังจากได้รับคำยืนยันจากแหล่งข่าวสำคัญจากอีกฝั่งหนึ่งว่าอิหร่านจะยุติการใช้ความรุนแรงและหยุดการสังหารประชาชนที่เข้าร่วมการประท้วงระลอกใหญ่ทั่วประเทศ โดยทรัมป์ได้อ้างว่าการเข่นฆ่าได้หยุดลงแล้ว และจะรอดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยย้ำว่าหากมีการใช้ความรุนแรงต่อผู้ประท้วงอีกครั้ง ตนจะโกรธมากและพร้อมจะพิจารณาทางเลือกทางทหารใหม่อีกรอบ ในขณะที่ทางฝั่งอิหร่านยังคงมาตรการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศเพื่อควบคุมกระแสการประท้วง ในขณะที่สหรัฐฯ ยังคงมีการวางกำลังพลในกาตาร์และฐานทัพอื่นๆ อย่างระมัดระวัง และทางฝั่งอิหร่านเองก็ยังคงยืนกรานเตือนสหรัฐฯ ไม่ให้ทำผิดพลาดซ้ำรอยเหตุการณ์โจมตีในเดือนมิ.ย. 2025
จากปัจจัยที่ได้กล่าวไปในข้างต้น การประท้วงในอิหร่าน และการกล่าววาจาของปธน.ทรัมป์ อาจเป็นการยั่วยุให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางมีความตึงเครียด ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาทองคำมีการปรับตัวขึ้น จากความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ และ เฟด กำลังเพิ่มสภาพคล่องให้ดอลลาร์อ่อนค่า
ต่อเนื่องมาจากวันที่ 11 ธ.ค. – 7 ม.ค. เฟด / กระทรวงการคลังสหรัฐฯ / บัญชีออมทรัพย์ของกองทุน (Reverse Repurchase Agreement หรือ RRP) มียอดสะสมสภาพคล่องสุทธิ 83,572 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่เฟดได้รายงานตัวเลขสภาพคล่องล่าสุดเมื่อวันที่ 8 ม.ค. – 14 ม.ค. ดังนี้ 1.เฟดดูดสภาพคล่องออกสุทธิ (-6,773) ล้านดอลลาร์ 2.กระทรวงการคลังอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 18,757 ล้านดอลลาร์ 3.บัญชีออมทรัพย์ของกองทุน (Reverse Repurchase Agreement หรือ RRP) อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 30,364 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้สภาพคล่องของเงินดอลลาร์ (Net Liquidity) = 42,348 ล้านดอลาร์ ทั้งนี้ หากรวมเอา Net Liquidity ทั้งหมดมารวมกันตั้งแต่วันที่ 11 ธ.ค. – 14 ม.ค. มารวมกัน จะมีสภาพคล่องสุทธิทั้งสิ้น 125,920 ล้านดอลลาร์ ซึ่งอาจกระตุ้นให้ดอลลาร์อ่อนค่าจากอุปทานของเงินในระบบปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจก่อให้เกิดเงินเฟ้อและเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยในยามที่เงินเฟ้อทรงตัวสูง
เฟดอาจยังคงดอกเบี้ย 3.50-3.75% อีกระยะหนึ่ง
นายจอห์น วิลเลียมส์ ประธานเฟดสาขานิวยอร์ก แสดงความเห็นเชิงบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2026 โดยคาดว่าเงินเฟ้อจะแตะจุดสูงสุดในช่วงครึ่งปีแรกก่อนจะลดลงมาอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 2.5% ในช่วงปลายปี โดยประธานเฟดนิวยอร์กมองว่าผลกระทบจากภาษีนำเข้าจะเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราว (One-off effects) ที่จะเกิดขึ้นเพียงในปีนี้เท่านั้น และมองว่าอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันที่ 3.5% – 3.75% อยู่ในระดับที่เหมาะสมแล้ว ในขณะที่ ประธานเฟดสาขาฟิลาเดเฟีย / มินนิอาโปลิส ได้ออกมากล่าวเมื่อวันที่ 14 และ 15 ม.ค. ตามลำดับ โดยกล่าวว่า หากอัตราเงินเฟ้อสามารถลงมาสู่ 2% ได้อย่างมีเสถียรภาพ (เงินเฟ้อเดือน ธ.ค. อยู่ที่ 2.7%)อาจเป็นปัจจัยให้เฟดสามารถลดดอกเบี้ยในภายหลังเพื่อเป็นการรักษาเสถียรภาพของตลาดแรงงาน อีกทั้งผู้ว่าการเฟด นายไมเคิล บาร์ ได้ให้ความเห็นว่า อัตราดอกเบี้ยของเฟด ณ ปัจจุบันที่ 3.50%-3.75% อยู่ในระดับที่เหมาะสมแล้ว ทั้งนี้ หากพิจารณาถึงอัตราดอกเบี้ยพันธบัตร (Treasury constant maturities) อายุ 10 ปี ณ วันที่ 15 ม.ค. จะอยู่ที่ 4.17% มาหักลบกับอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรหลักหักเงินเฟ้อ (Inflation indexed) อายุ 10 ปี ณ วันที่ 12 ม.ค. จะอยู่ที่ 1.88% จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อที่ตลาดคาดการณ์ในอีก 10 ปีจะยังคงอยู่ที่ 2.29% ซึ่งถือว่ายังอยู่สูงกว่าเงินเฟ้อที่เฟดคาดการณ์ (Dot Plot) อยู่ที่ 1.8% เอาไว้มาก อีกทั้งตัวชี้วัดภาวะเศรษฐกิจถดถอยอันเกิดจากอัตราการว่างงาน (Sahm Rule Recession) ณ เดือนธ.ค. 2025 ยังอยู่ที่ 0.35 หน่วย (หากทะลุ 0.50 เสี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอย) จึงอาจส่งผลให้เฟดยังคงเลือกที่จะตรึงดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีแรก เพื่อติดตามดูทิศทางอัตราเงินเฟ้อและเสถียรภาพตลาดแรงงานอย่างใกล้ชิดก่อนที่จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย
จากปัจจัยข้างต้น ส่งผลให้เฟดอาจจำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับ 3.50%-3.75% ในอีกระยะหนึ่ง เพื่อเป็นการรักษาระดับตลาดแรงงานให้คงตัว ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวสูงกว่าเป้าหมายของเฟด ในขณะที่ตลาด CME FedWatch ได้คาดการณ์ถึง 95.0% แล้วว่าเฟดอาจคงดอกเบี้ย 3.50%-3.75% ในการประชุม FOMC ปลายเดือนม.ค. นี้ซึ่งอาจเป็นปัจจัยลบต่อทองคำ
ศาลนัดไต่สวนนางลิซ่า คุก ผู้ว่าการเฟด
ในวันพุธที่ 21 ม.ค. ศาลสูงสุดมีกำหนดรับฟังคำให้การในคดีที่เกี่ยวข้องกับความพยายามของปธน.ทรัมป์ ในการไล่ นางลิซ่า คุก ผู้ว่าการเฟดออกจากตำแหน่ง โดยเมื่อปี 2025 เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารได้กล่าวหาว่า คุก “ทุจริตการจำนอง” (Mortgage Fraud) โดยระบุว่าคุกได้แจ้งข้อมูลเท็จเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยหลักในเอกสารขอกู้เงิน ในขณะที่นายอทิตยา ภาเว (Aditya Bhave) นักเศรษฐศาสตร์จาก Bank of America ได้ระบุว่า หากศาลตัดสินคัดค้านนางลิซ่า คุก จะเพิ่มโอกาสอย่างมากที่พาวเวลจะถูกปลดโดยอ้างอิงจากการสอบสวนของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DoJ) ซึ่งก่อนหน้านี้ ผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐฯ นาย เจีย คอบบ์ ประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ได้มีคำสั่งระงับการปลดผู้ว่าการเฟด ลิซ่า คุก ของปธน.ทรัมป์ โดยศาลได้อนุญาตให้เธอยังคงดำรงตำแหน่งต่อไปได้ในระหว่างการพิจารณาคดี ซึ่งหากศาลฎีกาได้มีการยืนกรานตามศาลแขวงสหรัฐฯ อาจส่งผลให้แรงกดดันทางการเมืองที่มีต่อเฟดเบาบางลง และอาจเป็นปัจจัยกดดันให้ตลาดทองคำปรับตัวลง
ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้
– การจ้างงานนอกภาคเกษตรรายสัปดาห์จาก ADP
– ดัชนีการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน / ทั่วไป เทียบรายเดือน / รายปี เดือน พ.ย.
– จีดีพีไตรมาส 3 (ประมาณการครั้งที่ 3) q/q และ ดัชนีราคาจีดีพีไตรมาส 3 (ประมาณการครั้งที่ 3) q/q
– จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
– การประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ)
– ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิต / ภาคการบริการ เดือน ม.ค.
– ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยม.มิชิแกน เดือน ม.ค.
แนวโน้มราคาทอง
ราคาทองคำโลกในสัปดาห์นี้คาดว่ากราฟทางเทคนิคมีลักษณะเป็น Rising Wedge โดยมีแนวโน้ม “ย่อตัวลงก่อนปรับตัวขึ้นต่อ” จากปัจจัยลบทางด้านความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่านได้ลดระดับความรุนแรงลงชั่วขณะ และกรรมการเฟดยังมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยหากเงินเฟ้อไม่ลดลง ซึ่งอาจทำให้ทองคำปรับตัวลงทดสอบแนวรับสำคัญที่ 4,460 และ 4,390 ดอลลาร์ ซึ่งอาจกระตุ้นให้ตลาดมีการปรับฐานลงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม หากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่านกลับมาร้อนระอุอีกครั้ง, ตลาดกังวลความเป็นอิสระหลังปธน.ทรัมป์ฟ้องนายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด และสภาพคล่องเงินดอลลาร์เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง อาจส่งผลให้ทองคำปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านสำคัญที่ 4,700 และ 4,800 ดอลลาร์ ซึ่งอาจกระตุ้นแรงซื้อในตลาดทองคำได้รอบใหม่ได้เช่นกัน
สำหรับทองคำแท่งในประเทศ แนะนำให้นักลงทุนทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลง ใกล้บริเวณ 67,500 บาท โดยมีจุดตัดขาดทุนที่ 67,000 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 69,300 บาท และ 69,800 บาท