โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

อัปเดตเทรนด์ “พีระมิดอาหารใหม่” กินอย่างไรให้สุขภาพดีแบบยั่งยืน

Thairath - ไทยรัฐออนไลน์

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

อัปเดตด่วน! พีระมิดอาหารใหม่ 2026 ต่างจากแบบเดิมอย่างไร? เจาะลึกคำแนะนำโภชนาการล่าสุดที่เน้นพืชผัก ลดแป้งขัดขาว และไขมันดี พร้อมแจกสูตรเมนูอาหารไทยทำง่ายเพื่อสุขภาพที่ดีกว่าเดิม

ลบภาพจำ “พีระมิดอาหาร” แบบเดิมที่เคยเรียนมา เพราะงานวิจัยด้านโภชนาการล่าสุดได้เผยทิศทางใหม่ที่ตอบโจทย์สุขภาพคนยุคปัจจุบันมากขึ้น เน้นการกินอาหารที่หลากหลาย ลดกระบวนการปรุงแต่ง และให้ความสำคัญกับสัดส่วนสารอาหารที่ช่วยป้องกันโรคเรื้อรัง มาเช็กกันว่า “ตารางการกิน” แบบใหม่ มีอะไรที่เปลี่ยนไปบ้าง

สรุปเทรนด์โภชนาการใหม่ พีระมิดอาหารที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา

จากรายงานล่าสุดเกี่ยวกับแนวทางการบริโภคอาหาร (Dietary Guidelines) มีการให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินที่ยืดหยุ่นและเหมาะสมกับสภาพร่างกายรายบุคคลมากขึ้น โดยไม่ได้ยึดติดแค่ปริมาณแคลอรีเพียงอย่างเดียว แต่เน้นที่ “คุณภาพ” ของแหล่งอาหารเป็นสำคัญ

1. เน้นพืชผักและโปรตีนคุณภาพสูง

ในโมเดลใหม่นี้ ผักและผลไม้สด ยังคงเป็นฐานรากที่สำคัญที่สุด แต่สิ่งที่เน้นเพิ่มขึ้นคือการเลือก โปรตีนจากพืช (Plant-based Protein) เช่น ถั่วชนิดต่างๆ และธัญพืชไม่ขัดสี แทนการบริโภคเนื้อแดงในปริมาณมากเกินไป เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

ภาพจาก iStock

2. ลดหวาน-เลี่ยงโซเดียม กุญแจสำคัญของสุขภาพ

ประเด็นที่ถูกยกมาเน้นย้ำมากที่สุดคือการจำกัด น้ำตาลแฝง (Added Sugars) และ โซเดียม โดยแนะนำให้ควบคุมการบริโภคน้ำตาลไม่ให้เกิน 10% ของพลังงานทั้งหมดต่อวัน รวมถึงการลดอาหารแปรรูป ที่มักแฝงมาด้วยสารกันเสียและไขมันอิ่มตัว

3. ไขมันดีคือตัวช่วย ไม่ใช่ผู้ร้าย

เราไม่ได้ถูกสอนให้กลัวไขมันอีกต่อไป แต่ต้องเลือกกิน ไขมันดี (Healthy Fats) เช่น ไขมันจากอะโวคาโด น้ำมันมะกอก และปลาที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งมีส่วนช่วยในการทำงานของสมองและลดการอักเสบในร่างกาย

เมนูอาหารไทย “สุขภาพดี” ตามสูตรพีระมิดใหม่

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เราได้ประยุกต์คำแนะนำระดับสากลมาเป็น “เมนูอาหารไทย” ที่หารับประทานง่าย พร้อมวิธีทำที่สอดคล้องกับหลักโภชนาการใหม่ ดังนี้

1. แกงเลียงกุ้งสด

เป็นเมนูที่รวมผักพื้นบ้านไทยไว้มากที่สุด มีใยอาหารสูง โปรตีนจากกุ้งเป็นโปรตีนไขมันต่ำ และเครื่องแกง (หอมแดง พริกไทย) ช่วยกระตุ้นการเผาผลาญ

  • วัตถุดิบ: บวบ, ฟักทอง, ตำลึง, ข้าวโพดอ่อน, เห็ดฟาง, กุ้งสด, พริกไทยเม็ด, หอมแดง, กะปิแท้ (ใช้ปริมาณน้อย)

วิธีทำง่ายๆ:

  • โขลกพริกไทย หอมแดง และกะปิให้เข้ากันเป็นเครื่องแกง
  • ตั้งน้ำให้เดือด ใส่เครื่องแกงลงไปตามด้วยผักที่สุกยาก (ฟักทอง, บวบ)
  • เมื่อผักเริ่มนิ่ม ใส่กุ้งสดและผักที่เหลือลงไป
  • ปรุงรสด้วยน้ำปลาน้อยที่สุด เน้นความหวานจากผักธรรมชาติ

กองโภชนาการ กรมอนามัย แนะนำว่าเป็นเมนูชูสุขภาพที่มีคุณค่าสารอาหารครบถ้วนและไขมันต่ำมาก

2. ลาบเต้าหู้และเห็ด

สอดคล้องกับพีระมิดใหม่ที่เน้น “โปรตีนจากพืช” แทนเนื้อแดง ลดการอักเสบในร่างกายและลดคอเลสเตอรอล

  • วัตถุดิบ: เต้าหู้ขาวแข็ง (บดละเอียด), เห็ดสับ (เห็ดนางฟ้าหรือเห็ดออรินจิ), ข้าวคั่ว (ใช้ข้าวไรซ์เบอร์รี่คั่วจะดีมาก), พริกป่น, มะนาว, ผักชีฝรั่ง, สะระแหน่
ภาพจาก iStock

วิธีทำง่ายๆ:

  • นำเต้าหู้บดและเห็ดไปรวนในกระทะโดยใช้น้ำแทนน้ำมันจนสุก
  • ยกลงจากเตา ปรุงรสด้วยน้ำมะนาว พริกป่น และน้ำปลาโซเดียมต่ำ
  • ใส่ข้าวคั่ว ผักชีฝรั่ง และใบสะระแหน่ คลุกเคล้าให้เข้ากัน

ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์ (ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ) มักแนะนำให้เพิ่มแหล่งโปรตีนจากพืชและเห็ดเพื่อช่วยปรับสมดุลระบบขับถ่ายและเสริมภูมิคุ้มกัน

3. ปลานึ่งจิ้มแจ่ว + ข้าวไรซ์เบอร์รี่

ปลานึ่งให้กรดไขมันดี และการกินคู่กับข้าวไม่ขัดสี ช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ตามหลักการของพีระมิดใหม่

  • วัตถุดิบ: ปลานิลหรือปลากะพง, ผักกาดขาว, กะหล่ำปลี, แครอท (นึ่งพร้อมปลา), น้ำจิ้มแจ่ว (พริกป่น มะนาว ข้าวคั่ว น้ำปลาน้อย)
ภาพจาก iStock

วิธีทำง่ายๆ:

  • ล้างปลาให้สะอาด นำไปนึ่งพร้อมผักเคียงจนสุก (ประมาณ 15-20 นาที)
  • ทำน้ำจิ้มแจ่วโดยเน้นรสเปรี้ยวเผ็ด เลี่ยงการใส่น้ำตาลเยอะ
  • เสิร์ฟคู่กับข้าวไรซ์เบอร์รี่หรือข้าวกล้องร้อนๆ

สมาคมโรคหัวใจแห่งประเทศไทย แนะนำการบริโภคปลาอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อรับโอเมก้า 3 ช่วยบำรุงหัวใจและหลอดเลือด

รู้จักโครงสร้างพีระมิดอาหารแบบเดิม ทำไมจึงควรปรับ

โครงสร้าง "พีระมิดอาหารแบบเดิม" ที่เราคุ้นตามาตั้งแต่สมัยเรียน ซึ่งเริ่มใช้โดยกระทรวงเกษตรของสหรัฐฯ หรือ USDA มาตั้งแต่ปี 1992 นักโภชนาการจัดลำดับการกินจากฐานล่าง (กินมากที่สุด) ขึ้นไปสู่ยอด (กินน้อยที่สุด) ดังนี้

  • ฐานล่างสุด (กินมากที่สุด - 6-11 ส่วน): กลุ่มข้าว แป้ง ขนมปัง และเส้นพาสต้า โดยสมัยนั้นยังไม่ได้แยกแยะชัดเจนระหว่างแป้งขัดขาวกับธัญพืชเต็มเมล็ด
  • ชั้นที่ 2 (กินรองลงมา): กลุ่มผัก (3-5 ส่วน) และผลไม้ (2-4 ส่วน)
  • ชั้นที่ 3 (กินปริมาณจำกัด): กลุ่มโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ไข่ ถั่ว และกลุ่มนม ผลิตภัณฑ์จากนม
  • ยอดพีระมิด (กินให้น้อยที่สุด): กลุ่มไขมัน น้ำมัน น้ำตาล และของหวานต่างๆ

เมื่อกาลเวลาผ่านไป งานวิจัยสมัยใหม่พบว่าการกินตามพีระมิดแบบปี 1992 อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวด้วยเหตุผลหลักๆ คือ

พีรามิดอาหารแบบเดิม (ภาพจาก iStock)
  • ให้กินแป้งเยอะเกินไป: การวาง "แป้ง" ไว้ที่ฐานและบอกให้กินถึง 11 ส่วนต่อวัน โดยไม่เน้นว่าเป็นแป้งชนิดดีหรือไม่ ทำให้คนกินแป้งขัดขาว (White Flour) มากเกินไป จนนำไปสู่โรคอ้วนและเบาหวาน
  • เหมาเข่งเรื่อง "ไขมัน": พีระมิดแบบเดิมบอกให้เลี่ยงไขมันทุกชนิด (วางไว้บนยอด) แต่ความจริงแล้วร่างกายต้องการ "ไขมันดี" เช่น จากปลาหรือถั่ว เพื่อบำรุงสมองและหัวใจ
  • ไม่จำกัดเรื่องอาหารแปรรูป: ไม่ได้เน้นย้ำเรื่องอันตรายของเนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม หรือน้ำตาลแฝงในอาหารอย่างชัดเจนเท่าที่ควร

ด้วยเหตุผลข้างต้น ในช่วงปี 2011 เป็นต้นมา ทางการแพทย์และโภชนาการจึงเปลี่ยนจากรูปพีระมิด มาใช้สัญลักษณ์ "MyPlate" (จานอาหาร) แทน เพื่อให้คนจำง่ายขึ้นว่าใน 1 จานควรมี

  • ผักและผลไม้: ครึ่งจาน
  • ธัญพืช (เน้นไม่ขัดสี): 1 ส่วน 4 ของจาน
  • โปรตีน (เน้นปลา/พืช): 1 ส่วน 4 ของจาน
  • นมหรือผลิตภัณฑ์จากนม: 1 แก้ว/ถ้วยเล็ก

พีระมิดแบบเดิมเน้น "กินแป้งเป็นหลัก" แต่พีระมิดแบบใหม่เน้น "กินผักและโปรตีนคุณภาพเป็นหลัก" การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินตามพีระมิดอาหารใหม่ ไม่ใช่เรื่องของการไดเอทที่เข้มงวด แต่คือการเลือกอาหารที่ผ่านการปรุงแต่งน้อยที่สุด เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่คุ้มค่าที่สุดในทุกคำที่รับประทาน

ที่มา:Healthline

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อัปเดตเทรนด์ “พีระมิดอาหารใหม่” กินอย่างไรให้สุขภาพดีแบบยั่งยืน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...