โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

IMF เพิ่มคาดการณ์ศก.โลกปีนี้เป็น 3.3%, คงเป้าไทยโต 1.6% หลังต้านทานภาษีทรัมป์ได้ - AI บูมชดเชยปัจจัยเสี่ยงทางการค้า

efinanceThai

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

IMF เพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปีนี้เป็น 3.3% ไทยโต 1.6% หลังต้านทานภาษีทรัมป์ได้ - AI บูมชดเชยปัจจัยเสี่ยงทางการค้า

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -19 ม.ค. 69 22:53 น.

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2026 เป็น 3.3% และคงคาดการณ์เศรษฐกิจไทยไว้ที่ 1.6% ชี้ภาคธุรกิจและเศรษฐกิจประเทศต่าง ๆ สามารถปรับตัวต่อมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ได้ดีขึ้น หลังแรงกดดันจากภาษีเริ่มผ่อนคลายในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน การลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่คึกคักช่วยหนุนมูลค่าสินทรัพย์และความคาดหวังต่อการเพิ่มผลิตภาพในระยะยาว

รายงาน World Economic Outlook ฉบับล่าสุดของ IMF ที่เผยแพร่ในวันนี้ (19 ม.ค.) ระบุว่า เศรษฐกิจโลกจะเติบโต 3.3% ในปี 2026 เพิ่มขึ้น 0.2 จุดเปอร์เซ็นต์จากประมาณการเมื่อเดือนต.ค. 2025

สำหรับปี 2027 คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโต 3.2% ด้านไทยคาดว่าจะขยายตัว 2.2% ไม่เปลี่ยนแปลงจากประมาณการครั้งก่อน โดย IMF ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกตั้งแต่เดือนก.ค. 2025 หลังมีการทำข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศต่าง ๆ ซึ่งนำไปสู่การลดอัตราภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเคยพุ่งแตะระดับสูงสุดในเดือนเม.ย. 2025

ปิแอร์-โอลิวิเยร์ กูแร็งชาส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ IMF ระบุว่า เศรษฐกิจโลกยังคงค่อนข้างแข็งแกร่ง โดยคาดการณ์การเติบโตในปี 2025 และ 2026 ขณะนี้ สูงกว่าที่เคยประเมินเมื่อเดือนต.ค. 2024 ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่ทรัมป์จะกลับมาเป็นประธานาธิบดีสมัยที่สอง นั่นแปลว่า เศรษฐกิจโลกสามารถสลัดแรงกระแทกจากสงครามการค้าและมาตรการภาษีในปีที่ผ่านมา และส่งสัญญาณฟื้นตัวได้ดีกว่าที่คาดไว้ก่อนที่เหตุการณ์ต่าง ๆ จะเริ่มต้นขึ้น

นอกจากนี้ ภาคธุรกิจยังปรับตัวรับมือกับอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่สูงขึ้นได้ จากการเปลี่ยนเส้นทางห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่ข้อตกลงทางการค้าหลายฉบับช่วยลดภาษีบางส่วน และจีนได้หันไปส่งออกสินค้าไปยังตลาดนอกสหรัฐฯ มากขึ้น โดยประมาณการล่าสุดของ IMF ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ให้อัตราภาษีที่แท้จริงของสหรัฐฯ อยู่ที่ 18.5% ลดลงจากราว 25% ในการคาดการณ์เมื่อเดือนเม.ย. 2025

IMF คาดว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเติบโต 2.4% ในปี 2026 เพิ่มขึ้น 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์จากการประเมินเมื่อเดือนต.ค. ส่วนหนึ่งเป็นผลจากแรงหนุนของการลงทุนขนาดใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ทั้งดาต้าเซ็นเตอร์, ชิป AI สมรรถนะสูง และระบบพลังงาน อย่างไรก็ดี IMF ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2027 ลง 0.1 จุดเปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ 2.0%

นอกจากนี้ ยังระบุว่า การลงทุนด้านเทคโนโลยีกำลังช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในสเปน ซึ่ง IMF ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปี 2026 ขึ้นอีก 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์ เป็น 2.3% ส่วนสหราชอาณาจักร IMF คงคาดการณ์การเติบโตในปี 2026 ไว้ที่ 1.3%

ทั้งนี้ กระแสการลงทุนใน AI ที่ร้อนแรงมาก อาจทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นได้ หากยังขยายตัวเร็วแบบนี้ต่อไป แต่ในทางกลับกัน หาก AI ไม่สามารถสร้างผลลัพธ์จริงตามที่นักลงทุนคาดหวัง ทั้งด้านประสิทธิภาพและกำไร ก็อาจทำให้ราคาสินทรัพย์ที่แพงอยู่แล้วปรับตัวลง ซึ่งจะกระทบต่อการใช้จ่ายและเศรษฐกิจโดยรวม

IMF มองว่า AI จึงเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยง ควบคู่ไปกับความเสี่ยงอื่น ๆ ที่ต้องจับตา ได้แก่ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน และความขัดแย้งทางการค้าที่อาจกลับมารุนแรงอีกครั้ง อย่างไรก็ดี IMF ระบุว่า AI ยังเป็นปัจจัยบวกสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก หากกระแสการลงทุนในปัจจุบันนำไปสู่การนำ AI มาใช้อย่างแพร่หลาย และเพิ่มผลิตภาพได้จริง ซึ่งจะช่วยกระตุ้นพลวัตทางธุรกิจและนวัตกรรม

กูแร็งชาส์ยังกล่าวว่า หากศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำตัดสินคัดค้านการใช้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ของทรัมป์ในการเรียกเก็บภาษีนำเข้า ซึ่งคาดว่าจะมีขึ้นในอีกไม่ช้า และหากทรัมป์เลือกเดินหน้ามาตรการภาษีใหม่โดยอาศัยกฎหมายการค้าอื่น ๆ นั่นจะยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าต่อเศรษฐกิจโลก

สำหรับประเทศเศรษฐกิจหลักอื่น ๆ IMF คาดว่า เศรษฐกิจจีนจะเติบโต 4.5% ในปี 2026 ซึ่งจะชะลอตัวลงหลังจากเติบโตแกร่งเกินคาดที่ 5.0% ในปี 2025 แต่สูงกว่าคาดการณ์เมื่อเดือนต.ค. ซึ่งประเมินไว้ที่ 4.2% โดยการปรับเพิ่มดังกล่าวสะท้อนถึงการลดอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อสินค้าจีนลง 10 จุดเปอร์เซ็นต์เป็นเวลา 1 ปี รวมถึงการที่จีนเปลี่ยนตลาดส่งออกไปยังภูมิภาคอื่น เช่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และยุโรป

อย่างไรก็ดี IMF เตือนว่า จีนอาจเผชิญแรงกดดันด้านนโยบายกีดกันทางการค้าเพิ่มขึ้น หากไม่พัฒนารูปแบบการเติบโตให้สมดุลมากขึ้น โดยลดการพึ่งพาการส่งออก และเพิ่มอุปสงค์ภายในประเทศ

ด้านเศรษฐกิจยูโรโซน IMF คาดว่าจะเติบโต 1.3% ในปี 2026 เพิ่มขึ้น 0.1 จุดเปอร์เซ็นต์ จากการประเมินเมื่อเดือนต.ค. โดยมีแรงหนุนจากการใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้นในเยอรมนี และผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งขึ้นของสเปนและไอร์แลนด์ ขณะที่แนวโน้มการเติบโตของยูโรโซนในปี 2027 ยังคงเดิมที่ 1.4% โดยระบุว่าการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมของยุโรปจะส่งผลชัดเจนในช่วงปีต่อ ๆ ไป

ขณะที่ญี่ปุ่นมีการปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตในปี 2026 เล็กน้อย มาอยู่ที่ 0.7% สืบเนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่

IMF ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง จาก 4.1% ในปี 2025 มาอยู่ที่ 3.8% ในปี 2026 และ 3.4% ในปี 2027 โดยกูแร็งชาส์กล่าวว่า แนวโน้มดังกล่าวเปิดทางให้ธนาคารกลางทั่วโลกสามารถดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากขึ้น เพื่อช่วยพยุงการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ที่มา Reuters และ IMF

รายงาน โดย Supak Hopuengju เรียบเรียง โดย Supak Hopuengju
อีเมล์. supak@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...