สคทช. ชูความสำเร็จ ขับเคลื่อน One Map แก้ปัญหาที่ดินทับซ้อน
สคทช. ตอกย้ำบทบาทด้านที่ดิน ขับเคลื่อน One Map สู่ความสำเร็จการแก้ไขแผนที่แนบท้าย พ.ร.ฎ. นิคมสร้างตนเองลำน้ำน่าน พร้อมต่อยอดต้นแบบสุพรรณบุรี และระดับประเทศ
เมื่อวันที่ 23 ก.พ. ดร.ชญานันท์ ภักดีจิตต์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) เปิดเผยว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของประชาชนอย่างเป็นระบบ โปร่งใส และเป็นธรรม โดยใช้การปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ มาตราส่วน 1 : 4000 (One Map) เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความชัดเจนของแนวเขตที่ดิน ลดความซ้ำซ้อนของภารกิจภาครัฐ และคุ้มครองสิทธิในที่ดินของประชาชนอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ สืบเนื่องจากปัญหาที่ดินทำกินในพื้นที่นิคมสร้างตนเองลำน้ำน่าน จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นพื้นที่รองรับราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนสิริกิติ์ และมีแนวเขตบางส่วนทับซ้อนกับเขตป่าสงวนแห่งชาติ เขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และเขตกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ส่งผลให้ที่ผ่านมาไม่สามารถจัดตั้งนิคมสร้างตนเองให้แล้วเสร็จได้อย่างสมบูรณ์ ต่อมา สคทช. ได้ดำเนินการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ (One Map) ในพื้นที่ดังกล่าว และคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 เห็นชอบแนวทางการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐ พร้อมมอบหมายให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ดำเนินการแก้ไขแผนที่แนบท้ายกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับผลการปรับปรุงแผนที่ดังกล่าว
นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังมีมติเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2568 ให้ยกเว้นการดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องของแนวเขตการปกครองและการรับรองความถูกต้องจากกรมการปกครอง เฉพาะกรณีการดำเนินการตามแนวทาง One Map เพื่อเป็นการลดขั้นตอน ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงานของภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับสาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว เป็นการยกเลิกแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งนิคมสร้างตนเองในท้องที่อำเภอท่าปลา และอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ พ.ศ. 2528 และกำหนดให้ใช้แผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่แทน โดยครอบคลุมเนื้อที่นิคมสร้างตนเองลำน้ำน่านประมาณ 184,826 ไร่ (จากเดิมประมาณ 160,540 ไร่) เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐตามมติคณะรัฐมนตรี อันจะทำให้แนวเขตที่ดินของรัฐในบริเวณดังกล่าวมีความชัดเจน ไม่ทับซ้อน และมีหน่วยงานรับผิดชอบอย่างเป็นระบบ
การปรับปรุงแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกาครั้งนี้ จะส่งผลให้การบริหารจัดการที่ดินในพื้นที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ราษฎรสามารถได้รับการจัดสรรที่ดินตามพื้นที่ที่ได้มีการเพิกถอนตามกฎกระทรวงเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติป่าลำน้ำน่านฝั่งขวา และสามารถดำเนินการจัดตั้งนิคมสร้างตนเองได้โดยไม่กระทบต่อสิทธิในที่ดินของประชาชน โดยผู้ที่ได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค.3) จากนิคมสร้างตนเองและผู้ที่ได้รับหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ให้บริเวณพื้นที่ติดต่อกับร่างพระราชกฤษฎีกา ดังกล่าวฯ ยังคงได้รับสิทธิตามเดิม
ผู้อำนวยการ สคทช. กล่าวเพิ่มเติมว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาแล้วเห็นชอบหรือไม่ขัดข้องในหลักการของร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ให้ความเห็นว่า การเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีภายหลังการมีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 สามารถดำเนินการได้โดยสอดคล้องกับมาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทั้งนี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้ยืนยันว่าร่างพระราชกฤษฎีกานี้มิได้เป็นการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ และไม่ก่อให้เกิดภาระผูกพันด้านบุคลากร งบประมาณ หรือสิ่งสาธารณูปโภค จึงไม่ขัดต่อบทบัญญัติดังกล่าว
การขับเคลื่อนภารกิจในครั้งนี้สะท้อนถึงบทบาทของ สคทช. ในการเป็นศูนย์กลางเชิงนโยบายด้านที่ดินของประเทศ ที่สามารถบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วนให้เกิดเอกภาพ เสริมสร้างความมั่นคงด้านที่ดิน ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรที่ดิน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งเป็นต้นแบบการขยายผลการบริหารจัดการที่ดินเชิงพื้นที่ในระดับจังหวัดและระดับประเทศต่อไปในอนาคต
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สคทช. ชูความสำเร็จ ขับเคลื่อน One Map แก้ปัญหาที่ดินทับซ้อน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th