"ชยิกา" แนะพรรคการเมืองควรให้ความสำคัญกับ คดีล่วงละเมิดทางเพศ
"ชยิกา" แนะพรรคการเมืองควรให้ความสำคัญกับ คดีล่วงละเมิดทางเพศ ชี้การยินยอม-ไม่ยินยอม ไม่ควรตกอยู่ในภาวะเมา หมดสติ ถูกมอม
วันที่ 25 ก.พ.69 น.ส.ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ อดีตที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวภายหลังติดตามข่าวเรื่องนักการเมืองกับคดีล่วงละเมิดทางเพศมาตลอดว่า รู้สึกผิดหวังและเสียใจอย่างยิ่งที่เห็นการหยิบยกประเด็น “บริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่ามีความผิด” หรือ Presumed Innocence โดยละเลยการพูดถึง 2 ประเด็นสำคัญ คือ
1) ความเหลื่อมล้ำทางเพศในสังคมไทยที่ยังมีวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่
2) ปัญหาการใช้ “ยาเสียสาว” (date rape drug) เพื่อก่อความรุนแรงและล่วงละเมิดทางเพศ
น.ส.ชยิกา ระบุว่า ในสังคมชายเป็นใหญ่ ปัญหาข่มขืนไม่ได้เกิดจาก “เหยื่อทำอะไรผิด” แต่เกิดจากวัฒนธรรมที่ปล่อยให้การล่วงละเมิดเกิดขึ้นซ้ำๆ และมักลงเอยด้วยการ “โทษเหยื่อ” ทั้งการแต่งตัว เมาหรือไม่เมา หรือมีพฤติกรรมแบบไหน แต่เหยื่อก็ไม่ควรถูกทำร้ายอยู่ดี และหลายครั้งสังคม องค์กร หรือแม้แต่สถาบันทางการเมือง กลับช่วย “ทำร้ายซ้ำ” โดยไม่ตั้งใจ
ด้วยการออกมาปกป้อง หรือหาข้อแก้ต่างให้ผู้ถูกกล่าวหา แทนที่จะเริ่มต้นจากการยืนอยู่ข้างผู้ถูกกระทำ ทั้งที่ในทางหลักการ ข่มขืนไม่ใช่แค่เรื่องเพศ แต่คือการพราก “สิทธิในการตัดสินใจเลือก” ของคนคนหนึ่ง เป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ผู้กระทำใช้กดทับผู้ที่อ่อนแอกว่า
ดังนั้น ในการคัดสรรผู้สมัคร สส.ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ถือ “อำนาจ” แทนประชาชน สถาบันพรรคการเมืองควรให้ความสำคัญกับ “ความปลอดภัยและสิทธิของผู้ถูกกระทำ” เป็นอันดับแรก มากกว่าการหยิบหลัก Presumed Innocence มาใช้เป็นเหตุผลในการปล่อยให้ผู้ที่กำลังถูกกล่าวหาเข้าสู่สนามเลือกตั้ง เพราะหากบุคคลนั้นได้รับเลือกตั้ง ก็จะกลายเป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ ทั้งที่ยังมีข้อกล่าวหารุนแรงเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิผู้อื่นอยู่
น.ส.ชยิกา ยังเห็นว่า ภาระหนักต้องไม่กลับไปตกอยู่ที่ผู้ถูกกระทำด้วยการพิสูจน์ว่า “ไม่ได้สมยอม” ทั้งที่ตามหลักเหตุผล หากถูกทำให้อยู่ในภาวะไม่สามารถขัดขืนได้ เช่น เมา หมดสติ หรือถูกมอมยา ก็ย่อมไม่สามารถให้ความยินยอมได้จริง โดยเฉพาะกรณี “ยาเสียสาว” ซึ่งมีฤทธิ์กดประสาท ทำให้มึนงง หมดสติ หรือจำเหตุการณ์ไม่ได้
เหยื่อจึงมักต้องเผชิญทั้งความอับอาย การตั้งคำถามจากสังคม และกระบวนการพิสูจน์ที่ยากมาก ซึ่งในคดีนี้ ผู้ถูกกระทำ ต้องต่อสู้ด้วยตนเองอย่างหนัก ถึงขั้นยื่นอุทธรณ์และฎีกาในฐานะโจทก์ร่วม จึงอยากตั้งคำถามว่า สถาบันพรรคการเมืองควร “ให้โอกาสผู้ถูกกระทำได้ต่อสู้ และได้รับความเป็นธรรมก่อน” หรือไม่ ก่อนจะตัดสินใจใด ๆ ที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน
น.ส.ชยิกา ยังอยากเห็นทุกพรรคการเมือง ร่วมกันแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อลดภาระของเหยื่อในคดีล่วงละเมิดทางเพศ โดยเฉพาะการปรับนิยามเรื่อง “ความยินยอม” ให้ชัดเจนขึ้น ตามหลักที่หลายประเทศใช้แล้ว คือ “Affirmative Consent” หรือ “การยินยอมโดยชัดเจน” ที่ต้องมีการแสดงความยินยอมเชิงบวกอย่างชัดเจน (คำพูดหรือพฤติกรรม) ซึ่งความเงียบ ไม่ขัดขืน หรือไม่ต่อสู้ ไม่ถือว่าเป็นการยินยอมหากอยู่ในสภาพเมา หมดสติ ถูกมอมยา หรือถูกกดดันจนหวาดกลัว ย่อมไม่สามารถให้ความยินยอมได้
หลักการแบบนี้ จะช่วยลดวัฒนธรรมการโทษเหยื่อ และทำให้การเอาผิดผู้กระทำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยประเทศ ในกรอบ OECD ที่ใช้หลักนี้มาแล้ว ได้แก่ สวีเดน เดนมาร์ก สเปน แคนาดา เยอรมนี ก็ต่างประสบความสำเร็จในการเอาผิดกับผู้ล่วงละเมิดทางเพศได้มากขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญทั้งสิ้น
น.ส.ชยิกา ยังกล่าวว่า ในฐานะผู้หญิง และแม่ของลูกสาวที่กำลังจะเข้าสู่วัยรุ่น อยากเห็นทุกสถาบันพรรคการเมือง มองปัญหาความรุนแรงทางเพศเป็นเรื่องสำคัญ เพราะความรุนแรงทางเพศคือการพราก “สิทธิในการเลือก” ซึ่งเป็นพื้นฐานของสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียม ซึ่งตนเองเจ็บปวดทุกครั้งที่เห็นผู้หญิงและทุกเพศสภาพถูกมอมเมา
ไม่ว่าจะด้วยเหล้าหรือยาเสียสาว แล้วถูกตราหน้าว่า “สมยอม” ทั้งที่ในข้อเท็จจริง ผู้ที่เมา หมดสติ ถูกมอมยา หรือถูกกดดัน ไม่สามารถให้ความยินยอมได้ และหากวันนี้เราปรารถนาให้สังคมไทยดีขึ้น และก้าวไปข้างหน้าเพื่ออนาคตของลูกหลาน พรรคการเมือง จึงไม่ควรนิ่งเฉย หรือปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปโดยไม่มีมาตรฐานและการแก้ไขที่จริงจัง
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : "ชยิกา" แนะพรรคการเมืองควรให้ความสำคัญกับ คดีล่วงละเมิดทางเพศ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th