‘สี’มีอำนาจต่อรองกับ‘ทรัมป์’เพิ่มขึ้นเยอะ ในการเจรจาซัมมิตต้นเดือนเมษายนนี้ หลังความพลิกผันเรื่องภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ
Xi gains leverage before Trump summit after tariff reversal
by Bloomberg News
22/02/2026
ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน กำลังมุ่งหน้าเข้าสู่โต๊ะเจรจากับ โดนัลด์ ทรัมป์ โดยที่มีอำนาจในการต่อรองพุ่งพรวดขึ้นอย่างมโหฬาร หลังจากประมุขสหรัฐฯเพิ่งสูญเสียความสามารถของเขาในการขึ้นภาษีศุลกากรเอากับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศได้อย่างรวดเร็วโดยแทบจะอ้างเหตุผลใดๆ ก็ได้ตามใจ
หลายสัปดาห์ก่อนหน้าที่ ทรัมป์ จะเดินทางไปถึงกรุงปักกิ่งในวันที่ 31 มีนาคม ซึ่งจะเป็นทริปเยือนเมืองหลวงจีนเที่ยวแรกของประธานาธิบดีอเมริกันคนไหนก็ตาม ภายหลังจากการไปเยี่ยมเยียนของตัวทรัมป์เองในปี 2017 ศาลสูงสุดสหรัฐฯได้ตัดสินว่าการประกาศขึ้นภาษีศุลกากรอย่างทั่วถ้วนของเขา ด้วยการอ้างอำนาจทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศยามฉุกเฉิน เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย –อำนาจดังที่ว่านี้เองคือเครื่องมือสำคัญยิ่งอย่างหนึ่งที่ถูกทรัมป์นำมาใช้เพื่อให้มีความได้เปรียบเหนือประเทศจีน คำตัดสินนี้กลายเป็นการกำจัดโละทิ้งการขึ้นภาษีศุลกากรเล่นงานจีนครั้งต่างๆ ในสมัยแห่งการครองอำนาจวาระสองของทรัมป์ และเหลือให้ปักกิ่งต้องเผชิญแค่อัตราภาษีพื้นฐานระดับ 15% ซึ่งเป็นอัตราที่สหรัฐฯใช้กับชาติคู่ค้าของตนทั่วโลกอย่างเสมอหน้า แถมยังมีกำหนดเวลาบังคับใช้ได้ไม่เกิน 150 วันอีกด้วย
การสูญเสียอำนาจในการข่มขู่คุกคามด้วยภาษีศุลกากร ซึ่งเมื่อปีที่แล้วมีอยู่ระยะหนึ่งเคยบานปลายพุ่งทะยานไปจนถึงระดับ 145% ด้วยซ้ำ จะทำให้เป็นเรื่องลำบากยากเย็นยิ่งขึ้นสำหรับทรัมป์ ในการบีบคั้น สี ให้ยินยอมซื้อหาสินค้าอเมริกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ถั่วเหลือง, เครื่องบินจากบริษัทโบอิ้ง, ตลอดจนน้ำมันและก๊าซ นอกจากนั้นยังทำให้เขาขาดไร้อาวุธสำคัญยิ่งชนิดหนึ่งในการตีโต้กลับคืน ถ้าหากคณะผู้เจรจาฝ่ายจีนเสนอข้อเรียกร้องเพิ่มเติมใหม่ๆ เพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่พวกเขากำลังยินยอมให้โลหะแรร์เอิร์ธ์ ซึ่งจำเป็นยิ่งยวดต่ออุตสาหกรรมการผลิตของสหรัฐฯ ยังคงไหลหลั่งออกมาสู่อเมริกาอย่างสม่ำเสมอ
“พิจารณากันถึงที่สุดแล้ว คำตัดสินนี้ของศาลสูงสุดทำให้จีนอยู่ในฐานะการต่อรองที่เข้มแข็งขึ้นมาก” เป็นความเห็นของ อู๋ ซินปั๋ว (Wu Xinbo) ผู้อำนวยการของศูนย์เพื่ออเมริกันศึกษา (Center for American Studies) แห่งมหาวิทยาลัยฝู่ต้าน (Fudan University) ในเซี่ยงไฮ้ โดยที่เขากำลังยกตัวอย่างเรื่องซึ่งได้มีการยืนยันกันมาก่อนหน้านี้ว่า ระหว่างการเจรจาเรื่องภาษีศุลกากรในรอบก่อนๆ จีนให้คำมั่นสัญญาจะซื้อถั่วเหลืองอเมริกันเพิ่มราว 25 ล้านตัน “ถ้าหากภาษีเหล่านี้ในเวลานี้กลายเป็นการจัดเก็บอย่างผิดกฎหมายไปเสียแล้ว ‘ไพ่ถั่วเหลือง’ใบนี้ก็เป็นอันว่าหวนคืนกลับเข้าสู่มือของฝ่ายจีน”
ทีมงานของ สี ยังน่าที่จะผลักดันอย่างหน่วงหน่วงขึ้นอีก เพื่อให้แดนมังกรสามารถเข้าถึงพวกเซมิคอนดักเตอร์ระดับก้าวหน้า, รวมทั้งการยกเลิกข้อจำกัดด้านการค้าต่างๆ ที่สหรัฐฯใช้กับบริษัทของจีน, และการเรียกร้องให้วอชิงตันลดการสนับสนุนไต้หวัน ซึ่งจุดเน้นหนักของปักกิ่งเวลานี้อยู่ที่เรื่องการขายอาวุธอเมริกันให้เกาะแห่งนี้ รวมทั้งต้องการให้สหรัฐฯใช้ภาษาที่หนักแน่นขึ้นในการแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับการเป็นเอกราชของไต้หวัน อาจารย์อู๋ ซึ่งเคยเป็นที่ปรึกษาให้แก่กระทรวงการต่างประเทศจีนด้วย กล่าวต่อ
ขณะที่ความเพลี่ยงพล้ำครั้งนี้ของ ทรัมป์ ถือเป็นชัยชนะสำหรับ สี แต่อย่างน้อยในเฉพาะหน้านี้ พวกเจ้าหน้าที่จีนก็คล้ายๆ กับเจ้าหน้าที่ของประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ที่ยังคงสงวนท่าทีระมัดระวังในการแสดงปฏิกิริยาใดๆ เป็นต้นว่า กระทรวงการต่างประเทศในปักกิ่งไม่ได้ให้คำตอบอะไรกลับมาเมื่อถูกผู้สื่อข่าวสอบถามความเห็น โดยเฉพาะในช่วงนี้ซึ่งอยู่ในระยะวันหยุดราชการยาวเหยียดของแดนมังกรเสียด้วย ส่วนพวกสื่อภาครัฐของแดนมังกร ก็แสดงความสุขุมรอบคอบมากในขณะรายงานข่าวการตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ
ชุ่ย ฟาน (Cui Fan) อดีตที่ปรึกษาของกระทรวงพาณิชย์จีนให้ความเห็นว่า ปักกิ่งอยู่ระหว่างการประเมินชั่งน้ำหนักว่าจะใช้มาตรการตอบโต้อย่างไร ถ้าหากสหรัฐฯยังคงเดินหน้าประกาศจัดเก็บภาษีศุลกากรใหม่ๆ โดยหันไปอาศัยเครื่องมือทางกฎหมายตัวอื่นๆ แต่เวลาเดียวกันก็ไม่ควรปฏิเสธความเป็นไปได้ที่จะมีการปรับท่าทีกันใหม่หลายๆ อย่าง ถ้าหากสถานการณ์คลี่คลายออกมาว่าสหรัฐฯมีการลดภาษีศุลกากรลงมาจริงๆ คอมเมนต์เช่นนี้ของเขาได้รับการรายงานอ้างอิงเอาไว้โดย อี้หยวนถานเทียน (Yuyuantantian) บัญชีสื่อสังคมที่มีความเชื่อมโยงกับสถานีโทรทัศน์ส่วนกลาง (ซีซีทีวี) ของจีน
ตลาดการเงินต่างๆ ของจีนแผ่นดินใหญ่ ต่างกำลังปิดทำการเนื่องในเทศกาลวันหยุดตรุษจีน โดยจะเปิดขึ้นใหม่อีกครั้งในวันอังคาร (24 ก.พ.) และคาดกันว่าพวกนักลงทุนน่าจะแสดงปฏิกิริยาในทางบวกต่อข่าวคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ
“การบริโภคยังคงแข็งแกร่งระหว่างช่วงเทศกาลนี้ ซึ่งจะกระตุ้นเพิ่มพูนอารมณ์ความรู้สึกดีๆ ของตลาดผ่านทางภาคผู้บริโภค” เป็นความเห็นของ เสิ่น เมิ่ง (Shen Meng) กรรมการบริหารของธนาคารเพื่อการลงทุน ชานซัน แอนด์ โค (Chanson & Co.) ในปักกิ่ง “พวกกิจการมุ่งส่งออกบางรายก็จะต้องมีอารมณ์เบิกบานด้วยเช่นกัน ด้วยความดีใจจากคำตัดสินที่ทำให้ภาษีศุลกากรลดลงอย่างน้อยก็ในระยะสั้นๆ และการที่ทรัมป์กำลังจะเดินทางไปเยือนจีน”
ในอีกด้านหนึ่ง เวนดี คัตเลอร์ (Wendy Cutler) รองประธานบริหารอาวุโสของสถาบันนโยบายสมาคมเอเชีย (Asia Society Policy Institute) ซึ่งในอดีตเคยเป็นผู้รักษาการตำแหน่งรองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ชี้ว่า ทรัมป์ยังคงสามารถอาศัยมาตรา 301, มาตรา 232, และมาตรา 122 ของรัฐบัญญัติการค้า (Trade Act) เพื่อผลักดันเดินหน้ามาตรการภาษีศุลกากรของเขา การที่ทรัมป์รีบประกาศใช้ภาษีศุลกากรอัตรา 15% กับทั่วโลก ภายหลังคำตัดสินของศาลสูงสุดเมื่อวันศุกร์ (20 ก.พ.) ที่ผ่านมา คือการใช้อำนาจตามมาตรา 122 ที่มีระยะเวลาบังคับใช้ 150 วัน ส่วนสำหรับอำนาจของอีก 2 มาตรานั้น อนุญาตให้ประนาธิบดีสามารถประกาศจัดเก็บภาษีศุลกากรได้ตามใจฝ่ายเดียว ทว่าต้องหลังจากมีการดำเนินการสอบสวน ซึ่งปกติแล้วใช้เวลากันหลายเดือนทีเดียว ถ้าหากไม่เป็นปีๆ
เฉพาะประเทศจีนนั้น เวลานี้ยังคงเผชิญกับการถูกสอบสวนตามมาตรา 301 อยู่กรณีหนึ่ง นั่นคือเรื่องการปฏิบัติตามข้อตกลงการค้าที่เรียกกันว่า “เฟสวัน” (Phase One) ซึ่งแดนมังกรเจรจาทำเอาไว้กับสหรัฐฯยุคปลายๆ ของทรัมป์ 1.0 แต่จากนั้นปักกิ่งก็ไม่ได้มีการซื้อสินค้าอเมริกันตามที่ตกลงเอาไว้ การสอบสวนนี้สามารถที่จะกลายเป็น “ส่วนสำคัญของแผนสำรอง (ที่สหรัฐฯจะนำมาใช้) สำหรับรับมือกับปักกิ่ง” คัตเลอร์ คาดการณ์
นอกจากนั้นแล้ว ทรัมป์ยังสามารถที่จะขยายการใช้มาตรการควบคุมการส่งออก ถ้าจีนหวนกลับมาจำกัดการจัดส่งแม่เหล็กแรร์เอิร์ธ ทั้งนี้ปักกิ่งได้ปล่อยให้วัสดุสำคัญยิ่งยวดนี้ไหลออกสู่อเมริกาอย่างเป็นเรื่องเป็นราวได้อีกครั้งในระยะไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ภายหลังมีการเจรจารอมชอมกันชั่วคราวเพื่อหย่าศึกการค้า สืบเนื่องจากสหรัฐฯออกมาตรการห้ามจำหน่ายพวกซอฟต์แวร์เพื่อการออกแบบชิปเซมิคอนดักเตอร์, เครื่องยนต์ของเครื่องบินไอพ่น, และอะไหล่ชิ้นส่วนเครื่องบินให้แก่แดนมังกร และจีนตอบโต้ด้วยการจำกัดเข้มงวดการส่งออกแม่เหล็กแรร์เอิร์ธ
อย่างไรก็ตาม เสิ่น ติงลี่ (Shen Dingli) นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเซี่ยงไฮ้ ให้ความเห็นว่าโดยภาพรวม จีนยังน่าที่จะกระทำตามฉันทามติด้านการค้าทวิภาคีในปัจจุบันต่อไป แทนที่จะพยายามบีบบังคับให้สหรัฐฯต้องดำเนินการแก้ไขใดๆ ในฉับพลันทันที
“พวกเจ้าหน้าที่น่าจะยังคงพยายามทำอะไรเงียบๆ ไม่เอิกเกริก เพื่อให้แน่ใจว่าการเดินทางไปเยือนจีนของโดนัลด์ ทรัมป์ ในเดือนเมษายนนี้จะดำเนินไปอย่างราบรื่น” เสิ่น บอก “ขณะที่สาธารณชนชาวจีนอาจจะอยู่ในอารมณ์อยากเฉลิมฉลอง แต่พวกผู้มีอำนาจรับผิดชอบน่าจะมีการบันยะบันยังในระดับหนึ่งในการพูดจาเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้”
เวลานี้ฝ่ายจีนอาจจะมีที่ทางมากขึ้นสำหรับการต่อรอง แต่ทรัมป์ก็เป็นผู้ที่ชอบข่มขู่ขึ้นภาษีอย่างใหม่ๆ เพื่อเพิ่มความได้เปรียบให้ตนเองก่อนหน้าการเจรจาหารือครั้งสำคัญๆ และเขาได้ทำเช่นนี้มาแล้วก่อนหน้าการประชุมซัมมิตครั้งสุดท้ายของเขากับ สี ในเดือนตุลาคมปี 2025 ถึงแม้ว่าในที่สุดแล้วมันไม่ได้เกิดขึ้นมาจริงๆ แต่คำขู่ในตอนแรกของเขาที่จะขึ้นภาษีศุลกากรเอากับจีนในอัตรา 100% ก็ทำเอาตลาดหลักทรัพย์และตลาดสินค้าโภคภัณฑ์พากันพุ่งพล่าน
โจว มี่ (Zhou Mi) นักวิจัยอาวุโสที่ทำงานอยู่กับหน่วยงานคลังสมองซึ่งอยู่ในเครือของกระทรวงพาณิชย์จีน เห็นด้วยว่าคำตัดสินของศาลสูงสุดคราวนี้ จะไม่ถึงกับส่งผลให้ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและทางการค้าระหว่างจีน-สหรัฐฯเกิดการพลิกผันเป็นตรงกันข้ามจนถึงระดับพื้นฐาน
“แน่นอนทีเดียว คำตัดสินเช่นนี้ยังไม่ได้ป้องกันไม่ให้คณะบริหารทรัมป์ หยิบเอาอำนาจของฝ่ายบริหารในรูปแบบอื่นๆ ออกมาใช้ เพื่อบรรลุเป้าหมายทางด้านนโยบายการค้าและนโยบายอื่นๆ ของพวกเขา” โจว บอก ถึงแม้มันมีข้อดีของมัน ตรงที่ “เรื่องนี้ถือเป็นเครื่องเตือนใจประเทศทั้งหลายว่า อำนาจของฝ่ายบริหารนั้น ไม่ว่าในสภาวการณ์ใดๆ ไม่สามารถที่จะใช้สอยจนเกินเลยไปจากขอบเขตที่มันได้รับมอบอำนาจมาตั้งแต่ในตอนแรก”
ความมั่นคงแห่งชาติ
ถึงแม้ทำเนียบขาวยังคงมองหาทางหวนกลับมาจัดเก็บภาษีศุลกากรเหล่านี้กันอีกครั้งเพียงแต่อยู่ในรูปแบบที่แตกต่างออกไปจากเดิม แต่จากคำตัดสินของศาลสูงสุด มันหมายถึงการยกเลิกภาษีศุลกากรอัตรา 10% ที่จัดเก็บจากสินค้าด้วยการอ้างเหตุผลเรื่องยาเสพติดแฟนทานิล ตลอดจนยกเลิกพวกภาษีที่เรียกกันว่าภาษี “ตอบโต้” (“reciprocal” duties) ดังนั้น มันจึงยังคงเท่ากับเป็นการขจัดอุปสรรคสำคัญที่ติดตรึงเหนียวแน่นประการหนึ่งในความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯอยู่ดี เวลาเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายยังได้เริ่มต้นที่จะผ่อนปรนพวกข้อจำกัดในเรื่อง “ความมั่นคงแห่งชาติ” ลงมาแล้วในระหว่างการเจรจาหารือหลายๆ รอบเมื่อปีที่แล้ว จนกระทั่งสามารถบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับการดำเนินงานของ ติ๊กต็อก ในสหรัฐฯกันได้ พร้อมๆ กับที่คณะบริหารทรัมป์ก็เปิดไฟเขียวให้แก่บริษัทอินวิเดีย (Nvidia) ในการขายชิปรุ่น H200 ให้แก่แดนมังกร โดยที่ H200 เป็นเซมิคอนดักเตอร์รุ่นก้าวหน้ากว่ารุ่นที่พวกเขาได้อนุญาตไว้ในตอนแรก
ในช่วงก่อนหน้าการหารือระหว่าง ทรัมป์ กับ สี ที่ปักกิ่งจะเปิดขึ้นมา ผู้บริหารระดับท็อปของบริษัทฟอร์ดมอเตอร์ (Ford Motor Co.) ยังได้ไปพูดกับพวกเจ้าหน้าที่อาวุโสของคณะบริหารทรัมป์ เกี่ยวกับกรอบโครงข้อตกลงที่อาจเป็นไปได้ ซึ่งจะทำให้เหล่าผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีนเข้าไปผลิตรถไฟฟ้าในอเมริกา ในเวลาเดียวกับที่มีการเสนอให้การปกป้องคุ้มครองบางอย่างแก่พวกบริษัทภายในประเทศไปพร้อมๆ กัน ดังที่บลูมเบิร์กก็รายงานเรื่องนี้เอาไว้ก่อนหน้านี้ในเดือนนี้ ขณะที่ความเคลื่อนไหวลักษณะนี้น่าที่จะต้องเผชิญกับแรงต่อต้านคัดค้านในรัฐสภา เนื่องจากการเลือกตั้งกลางสมัยกำลังขยับใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว แต่การทำความตกลงใดๆ ก็ตามที่เป็นการอนุญาตให้จีนเข้ามาลงทุนมากขึ้นในสหรัฐฯ ยังคงต้องถือว่าเป็นการทะลุทะลวงทางตันที่สำคัญในหัวข้อซึ่งถือว่าเรื่องอ่อนไหวเรื่องหนึ่งเช่นนี้
สถานการณ์ใหม่ที่เกิดขึ้นมาคราวนี้ พวกผู้ส่งออกของจีนจะแสดงปฏิกิริยาตอบสนองกันอย่างไร จื้อเว่ย จาง (Zhiwei Zhang) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ขงบริษัทจัดการสินทรัพย์พินพอยต์ (Pinpoint Asset Management) บอกว่า หลายๆ รายอาจเลือกที่จะพยายามเร่งรัดการจัดส่งสินค้าไปยังสหรัฐฯในเวลาที่อัตราภาษีศุลกากรลงมาต่ำเช่นนี้ โดยต้องทำก่อนที่จะเกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรมากกว่านี้
“คณะบริหารสหรัฐฯน่าที่จะกำลังหาหนทางเลือกต่างๆ อยู่ เพื่อคงภาษีศุลกากรที่จะจัดเก็บเอากับสินค้านำเข้าจากจีนให้ยังคงอยู่ในระดับสูงๆ” จาง บอก “แต่การค้นหาให้เจอภาษีศุลกากรทางเลือกดังที่ว่า ตลอดจนการนำเอามาใช้งานน่าจะต้องใช้เวลา หากเป็นอย่างที่ว่ามานี้จริงๆ ในช่วงหลายๆ เดือนข้างหน้านี้ เราอาจจะได้เห็นพวกบริษัทต่างๆ เร่งทุ่มเทให้การส่งออกไปยังสหรัฐฯของพวกเขามีความคืบหน้าไปเร็วๆ เพื่อหาประโยชน์จากอัตราภาษีศุลกากรที่ยังต่ำอยู่ เนื่องจากมันน่าจะต่ำได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น”
อย่างไรก็ดี เจิ้ง เทา (Zheng Tao) เทรดเดอร์ส่งออกพวกอะไหล่ชิ้นส่วนรถยนต์ชาวจีน ซึ่งทำรายได้มากกว่า 70% จากพวกลูกค้าที่เป็นบริษัทสหรัฐฯ บอกว่า ขณะที่คำตัดสินคราวนี้ต้องถือว่าเป็น “ข่าวดี” และจะกระตุ้นให้มีออเดอร์สั่งซื้อสินค้าเข้ามามากขึ้น แต่ตัวเขาเองไม่แน่ใจว่าจะยังเหลืออำนาจต่อรองอะไรอีกหรือไม่เกี่ยวกับเรื่องราคา หลังจากที่เขาได้ตัดสินใจลดราคาลงในปีที่แล้วเพื่อพยายามรักษาลูกค้าชาวอเมริกันเอาไว้
ยังมีผู้ส่งออกชาวจีนคนอื่นๆ ซึ่งมองการตัดสินนี้ของศาลสูงสุดสหรัฐฯว่า เป็นเพียงการก่อกวนให้ปั่นป่วนครั้งล่าสุด ในรอบระยะเวลา 1 ปีของการที่นโยบายอุดมไปความกำกวมและวุ่นวาย
เป็นต้นว่า หลิน เฉียน (Lin Qian) ซึ่งบริหารโรงงานผลิตของเล่นหลายแห่งทั้งในเซินเจิ้น เมืองทางภาคใต้ของจีนที่กำลังเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ตลอดจนในเวียดนาม โดยที่พวกลูกค้าหลักๆ ของเขาคือลูกค้าชาวอเมริกัน เขาแสดงความไม่อินังขังขอบกับคำสัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯครั้งนี้ เขาบอกว่าถ้ามีการเปลี่ยนแปลงในนโยบายอยู่เรื่อยๆ เช่นนี้ ก็มีแต่สร้างความสับสนให้นักธุรกิจเท่านั้น เขาเล่าว่าขณะที่พวกโรงงานที่ตั้งอยู่ในจีนของเขายังคงสามารถผลิตสินค้าตอบสนองออร์เดอร์ที่เข้ามาเป็นจำนวนมากมาย แต่เขาก็ได้เร่งเพิ่มการผลิตในโรงงานแห่งใหม่ที่เวียดนามของเขาด้วยในเดือนกันยายนปีที่แล้ว ขณะที่ความตึงเครียดระหว่างจีนกับสหรัฐฯยังทำท่าจะยืดเยื้อ
“เราจำเป็นต้องมีทั้งแผนเอ, แผนบี, และแผนซี เอาไว้สำหรับรับมือกับเงื่อนไขที่มีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและมากมายเช่นนี้” เจิ้ง บอก
website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO