โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตัดเกรดแบบใด ถึงได้กระทรวงเกรดเอ บี ซี

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

โดย ณิชา พิทยาพงศกร

หลังการเลือกตั้งทีไร การต่อรองแบ่งสรรเก้าอี้รัฐมนตรีก็เริ่มขึ้น และสื่อก็จับตามองว่า ใครจะได้กระทรวงเกรดเอ เกรดบี เกรดซี แต่คุณผู้อ่านเคยสงสัยกันไหมว่า เขาจัดเกรดกระทรวงกันอย่างไร เพราะอะไรเขาถึงแย่งกระทรวงเกรดเอกัน

ฉันคนหนึ่งละที่สงสัย ว่าทำไมกระทรวงศึกษาธิการที่รักของฉัน ถึงขึ้นชื่อว่าเป็นกระทรวงเกรดซีทุกครั้งไป ฉันเคยมีโอกาสได้ฟังรัฐมนตรีศึกษาฯ ท่านหนึ่งบ่นว่า การเป็นรัฐมนตรีไม่ได้สวยหรูขนาดนั้น

กฎระเบียบภายในของกระทรวงมีมากมาย บางเรื่องรัฐมนตรีมีอำนาจ บางเรื่องก็ไม่ ถ้าไม่แม่นระเบียบจริง เผลอเซ็นโครงการอะไรโดยไม่ตรวจเช็ก มีโอกาสที่ขาข้างหนึ่งอยู่ในตะรางแล้วโดยไม่รู้ตัว

วันๆ ต้องรับฟังสารพัดเรื่องร้องเรียน แม้กระทั่งเสาธงล้มที่โรงเรียนในที่ห่างไกล เรื่องยังต้องมาถึงรัฐมนตรีให้รับทราบและลงนามว่าเป็นอุบัติเหตุ ไม่ใช่ความผิดของภารโรง แล้ววันๆ หนึ่งมีเรื่องแบบนั้นเป็นร้อยเรื่อง

ฟังดูแล้ว คนฉลาดที่ไหนก็คงไม่อยากเข้าไปทำงานน่าเบื่อๆ แบบนี้หรอก

เว้นแต่จะเป็นคนที่มุ่งมั่นอยากเปลี่ยนแปลงการศึกษาของประเทศจริงๆ และเชื่อว่าตำแหน่งรัฐมนตรีจะทำให้เกิดสิ่งนี้ได้

แต่ฉันก็เริ่มสงสัยว่า ตำแหน่งรัฐมนตรีนั้นเปลี่ยนแปลงการศึกษาได้มากขนาดนั้นเชียวหรือ ในเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลที ก็เปลี่ยนได้แค่รัฐมนตรีว่าการกับรัฐมนตรีช่วย 2 คน แถมบางทีก็มาจากคนละพรรคเพราะต้องแบ่งเก้าอี้กันให้ทั่วๆ แถมผู้ช่วยรัฐมนตรีไปอีกสัก 1-2 คน แต่จะไปคัดง้างอะไรได้กับข้าราชการนับแสนที่เขาอยู่กันมาตั้งนาน

แล้วไหนจะคณะกรรมการอีกไม่รู้กี่ชุด ที่เอาข้าราชการระดับสูงมานั่งวนๆ กันไปกันมา เอาข้าราชการเกษียณบ้าง เอานักวิชาการบ้าง มาเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ได้เบี้ยประชุมหลักพันบ้าง หลักหมื่นบ้าง แต่ไม่ต้องมีความรับผิดรับชอบ (accountability) อะไรกับผลสัมฤทธิ์และชีวิตของเด็กนักเรียน ไม่ว่าคะแนน O-NET คะแนน PISA จะย่ำแย่แค่ไหน ไม่ว่าจะมีเด็กถูกล่วงละเมิดในโรงเรียนเท่าไร ก็ไม่เคยมีใครต้องรับผิดชอบ รัฐมนตรีช่วยอีกท่านหนึ่งเป็นนักวิชาการผู้อาวุโส เคยเปรยให้ฉันฟังด้วยความทดท้อใจว่า คุณรู้ไหม เรื่องส่วนใหญ่ที่เขาคุยกัน ก็ไม่พ้นเรื่องผลประโยชน์ของพวกข้าราชการเอง

ส่วนเรื่องจะยกระดับการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างไร แทบไม่มีใครคุยกัน

ฉันเลยยิ่งสงสัย ถ้าไม่อยากรับผิดชอบการศึกษาแล้วมาเป็นรัฐมนตรีทำไม หรือมันจะเป็นเรื่องเงิน?

แต่เงินเดือนรัฐมนตรีก็ไม่ได้หรูหราอะไรหากเทียบกับเงินเดือนพนักงานเอกชนระดับสูง หากจะพอมีอะไรที่น่าล่อตาล่อใจได้บ้างในกระทรวงนี้ นั่นก็อาจจะมาจากเงินเรียกรับผลประโยชน์จากการโยกย้าย

ในอดีต มีคำพูดที่ว่า “ย้ายครูกิโลละแสน” หากครูหรือ ผอ.ต้องการย้ายโรงเรียน ก็ให้เอาระยะทางจากโรงเรียนเก่าถึงโรงเรียนใหม่คูณด้วยเงินหนึ่งแสน ออกมาเป็นจำนวนเงินใต้โต๊ะที่ต้องจ่ายให้กับคณะกรรมการพิจารณาการโยกย้าย

แค่นี้ก็พอจะนึกออกว่า การเป็นกรรมการนั้นเป็นช่องทางเรียกรับผลประโยชน์มหาศาล และนำไปสู่การทุจริตซื้อขายตำแหน่งเพื่อเข้ามาเป็นกรรมการ สะท้อนให้เห็นว่า การทุจริตหนึ่งสามารถทำให้เกิดการทุจริตอื่นต่อไปเป็นทอดๆ

บางครั้งคนอยากย้ายจึงต้องไปพัวพันกับผู้มากบารมีและมากทรัพย์ในพื้นที่ ครูอาจารย์บางคนในอีสานใต้เคยเล่าให้ฟังว่า ผอ.หรือ ผอ.เขตที่ได้ย้ายใหม่เข้ามาในพื้นที่นี้ มักจะไปเยี่ยมคารวะนักการเมืองท้องถิ่นท่านหนึ่งก่อนเสมอ ซึ่งฉันว่าน่าประหลาดใจดี เหมือนเห็นตัวละครจากต่างจักรวาลมาร์เวลข้ามมาเจอกันในหนังเรื่องใหม่

แต่ฉันพยายามมองในแง่ดี คงเป็น networking แบบหนึ่งละมั้ง

ภายหลังมานี้ มีความพยายามในการลดการทุจริตในการโยกย้ายอย่างชัดเจน ทั้งการพยายามรวบอำนาจการตัดสินใจเรื่องโยกย้ายบุคลากรจาก อ.ค.ก.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา มาที่คณะกรรมการการศึกษาจังหวัด (กศจ.) (แม้ว่าในท้ายที่สุด อำนาจนี้จะถูกดึงกลับไปที่ อ.ค.ก.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา) และล่าสุด มีการนำระบบการขอย้ายออนไลน์หรือ TRS (Teacher Rotation System) เข้ามาใช้เพื่อให้เกิดความโปร่งใสมากขึ้น และทำให้เรียกรับผลประโยชน์ได้ยากขึ้น

หากพิจารณาเรื่องราวเหล่านี้ ผนวกกับโครงสร้างงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ ที่แม้จะได้รับงบประมาณสูงสุดเมื่อเทียบกับกระทรวงอื่นๆ แต่งบราว 70% เป็นเงินเดือนและค่าตอบแทนครูไปเสียแล้ว งบโครงการที่ใหญ่ที่สุด คือโครงการเรียนฟรี 15 ปี มูลค่าประมาณ 83,000 ล้านบาท เป็นเงินอุดหนุนรายหัวที่คิดจากจำนวนนักเรียนและถูกยิงตรงไปที่สถานศึกษา ไม่สามารถแซะออกมาเป็นเงินทอนได้ และโครงการอื่นๆ ที่เหลือก็เน้นไปที่การจัดกิจกรรมอบรม จัดประชุม ไม่ค่อยมีงบลงทุนให้ใช้มากนัก

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์อาจจะเปลี่ยนไป เมื่อมีการพยายามตั้งโครงการจัดซื้อจัดจ้างขนาดใหญ่ขึ้นมา ดังที่เห็นจากโครงการ Learn Anywhere Anytime ที่ตั้งงบไว้สูงถึง 22,000 ล้านบาท เพื่อซื้อ tablet แจกนักเรียนและจัดทำแพลตฟอร์มการเรียนรู้ เป็นที่น่าตั้งคำถามในแง่ความจำเป็นและคุ้มค่า ในเมื่อปัจจุบันนี้ มีแพลตฟอร์มการเรียนรู้มากมายที่ใช้ได้ดี และพร้อมใช้กว่าการเริ่มทำใหม่

อีกทั้งผลการสำรวจของสำนักสถิติแห่งชาติในปี 2565 พบว่า เด็กและเยาวชนร้อยละ 82.8 เข้าถึงโทรศัพท์มือถืออยู่แล้ว มีแนวทางอื่นที่คุ้มค่ามากกว่าการจัดสรรให้รายบุคคล เช่น จัดสรรในระดับโรงเรียนเพื่อเวียนใช้ หรือจัดสรรเฉพาะผู้ที่ขาดแคลน

จึงน่าติดตามตรวจสอบอย่างยิ่ง ว่าสุดท้ายแล้ว โครงการนี้เป็นประโยชน์กับผู้เรียนหรือกับบริษัทคู่ค้าที่ได้โครงการนี้ไปมากกว่ากัน

ที่เขาว่ากันว่า กระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงเกรดซีนั้น น่าจะเพราะเป็นกระทรวงที่

– เข้ามาหาประโยชน์ในรูปแบบเงินทอนได้ไม่มาก ไม่เท่ากับกระทรวงที่มีงบก่อสร้างขนาดใหญ่ อย่างกระทรวงคมนาคม

– ไม่ได้มีอำนาจให้สัมปทานประกอบกิจการมูลค่าสูงได้แบบกระทรวงพลังงาน

– ไม่สามารถควบคุมข้าราชการฝ่ายปกครองได้แบบกระทรวงมหาดไทย

ซึ่งทั้ง 3 กระทรวงที่ว่านี้ ล้วนถูกเรียกว่ากระทรวงเกรดเอ แสดงว่า เกรดของกระทรวงนั้นประเมินกันจาก “ปริมาณเงินสกปรก” และ “อำนาจที่มิชอบ” ที่จะสามารถตักตวงได้จากกระทรวงนั้น ใช่หรือไม่?

เงินทอนจากโครงการจัดซื้อจัดจ้างขนาดใหญ่ไม่ใช่หรือ ที่ทำให้โครงการก่อสร้างต่างๆ ของรัฐด้อยคุณภาพ ทำให้เครนบ้าง ชิ้นส่วนถนนบ้างอะไรบ้าง ตกใส่หัวประชาชนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่แทบจะทุกสัปดาห์

เงินซื้อขายตำแหน่งไม่ใช่หรือ ที่ทำให้ข้าราชการเป็นต้องกู้หนี้ยืมสิน กลายเป็นผู้รับใช้ของคนจ่ายตั๋ว คนที่ช่วยวิ่งเต้นให้ได้ตำแหน่ง จนหลงลืมไปแล้วว่า ภารกิจของพวกเขาคือการทำงานเพื่อประชาชน

เงินสกปรกเหล่านี้มิใช่เหรอ ที่เมื่อถึงมือรัฐมนตรีและพรรคพวกก็กลายมาเป็น “กระสุน” ใช้ซื้อเสียงเลือกตั้ง ใช้ซื้อผู้พิพากษา ซื้อผู้มีอำนาจ เพื่อให้ตนหลุดจากคดีความ อยู่เหนือเงื้อมมือของกฎหมาย และซื้ออะไรอีกมากมาย ที่จำเป็นต่อการกลับเข้าสู่ตำแหน่งครั้งหน้า

มันน่าเศร้า หากตรรกะของการเลือกเกรดกระทรวงเป็นแบบนั้น มันสะท้อนว่า คนที่อยากเข้ามาปกครองประเทศนี้ไม่ได้เห็นกระทรวงต่างๆ เป็น “กลไกสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับประชาชน” เขาเห็นมันเป็นเพียง “Business Unit” ที่สร้างเงินให้กับพรรคพวกตนเอง

ฉันลองคิดเล่นๆ ว่า หากเราทำให้ทุกกระทรวงเป็นเกรดซีแบบกระทรวงศึกษาจะดีไหม ทั้งการทำให้งบประมาณต่างๆ ลงไปถึงผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงให้มากที่สุดและมีช่องทางเรียกรับผลประโยชน์ให้น้อยที่สุด เช่น การเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวที่ส่งตรงไปถึงนักเรียน หรือการเพิ่มความโปร่งใสในการโยกย้ายข้าราชการ

จะดีแค่ไหน ถ้าคนที่เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ไม่ได้มาเพราะแรงจูงใจที่เกิดจากเงินสกปรกและอำนาจที่มิชอบ แต่มาเพราะอยากพัฒนาประเทศจริงๆ

ถ้าเราเปลี่ยนนิยามเกรดของกระทรวงให้ขึ้นกับ performance ในการทำงานเพื่อประชาชน ให้ประชาชนเป็นคนให้คะแนน ตัดเกรด จัดลำดับว่ากระทรวงไหนทำงานดี กระทรวงไหนทำงานห่วย แล้วให้สังคมเห็นกันไปเลยว่ากระทรวงนี้ ภายใต้รัฐบาลนี้ทำงานได้เกรดเท่าไร เทียบกับรัฐมนตรีคนก่อน รัฐบาลก่อนๆ

แต่ถ้ายังตัดเกรดกระทรวงกันด้วยเงินสกปรกที่จะหาได้จากแต่ละกระทรวง ก็ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมดัชนีคอร์รัปชั่นประเทศเรายังตกต่ำลงทุกปี พวกหลักธรรมาธิบาลในการบริหารประเทศอะไรพวกนั้นก็ลืมๆ มันไปเถอะ

แค่ยืนเรียงๆ กันทำแขนไขว้กากบาท และตะโกนว่า “เราไม่เอาคอร์รัปชั่น” ให้นักข่าวถ่ายรูปปีละครั้งพอเป็นพิธี ก็น่าจะพอ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ตัดเกรดแบบใด ถึงได้กระทรวงเกรดเอ บี ซี

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...