Fatou Baldeh นักกิจกรรมผู้ต่อสู้เพื่อยุติ ‘การขริบอวัยวะเพศหญิง’ ในแกมเบีย ที่ซึ่งผู้หญิงกว่า 75% ต่างเคยผ่านพิธีกรรมนี้
ในบ้านเรา การขริบอวัยวะเพศหญิงหรือ (Female Genital Mutilation-FGM) อาจฟังดูเป็นเรื่องไกลตัวหรือยากจะเข้าใจได้ แต่ในหลายพื้นที่ทั่วโลก ความทรมานนี้ผูกติดกับผู้หญิงมาแล้วหลายต่อหลายเจเนอเรชั่น
มันคือการใช้ของมีคมตัดเอา‘คลิตอริส’ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของความสุขทางเพศออก เป็นหนึ่งในประเพณีเก่าแก่ในหลายพื้นที่ ต้นธารมาจากความเชื่อหลากหลายรูปแบบ ทั้งเชื่อกันว่าหากทำแล้วจะส่งผลดีต่อความสะอาด (ซึ่งไม่จริง) หรือเป็นวิธีรักษาพรหมจรรย์ของเด็กหญิง (ซึ่งไม่จริงอีกเหมือนกัน) ถือเป็นหนึ่งในประเพณีที่องค์การสหประชาชาติ รณรงค์เรียกร้องให้ยุติให้เด็ดขาดโดยเร็วที่สุด ขณะที่องค์การอนามัยโลก เพิ่งออกมาชี้แจงว่า ในปี 2026 นี้ อาจมีเด็กผู้หญิงอีกหลายล้านคนที่ต้องเสี่ยงจะเข้าร่วมประเพณีนี้ในชุมชนของตัวเอง
หนึ่งในประเทศที่มีการผลักดันประเด็นนี้มาอย่างยาวนานคือ แกมเบีย ซึ่งแม้การขริบจะเป็นสิ่งผิดกฎหมายมาตั้งแต่ปี 2015 หากแต่การบังคับใช้กฎหมายก็ยังไม่เข้มแข็งนัก มีรายงานว่าในหลายพื้นที่ยังมีเด็กผู้หญิงต้องเข้าร่วมพิธีกรรมนี้เกือบทุกปี นั่นจึงเป็นเรื่องที่ ฟาตู บัลเดห์ (Fatou Baldeh) นักกิจกรรมหญิงในแกมเบียกัดฟันสู้ยิบตา ทั้งในแง่การบังคับใช้กฎหมาย และในแง่การเปลี่ยนความเชื่อคนส่วนใหญ่ให้ยุติการขริบในเด็กผู้หญิง
เหตุผลที่ลุกขึ้นสู้ก็เป็นเพราะเธอเองก็เคยผ่านพิธีกรรมนี้ และเข้าใจดีว่ามันสร้างบาดแผลทั้งในเชิงกายภาพและจิตใจอย่างไร ยิ่งสำหรับแกมเบียซึ่งเป็นบ้านเกิดของเธอ ร้อยละ 75 ของผู้หญิงตั้งแต่วัย 15 ปีถึง 49 ปี ล้วนเคยผ่านพิธีกรรมนี้ไม่ว่าจะช่วงวัยใดวัยหนึ่งทั้งสิ้น
"ปัญหาใหญ่คือ หลายคนกระทำโดยไม่เข้าใจเรื่องอวัยวะหรือร่างกายมนุษย์ ส่งผลให้เลือดออกจากบาดแผลเยอะมากจนหลายกรณีก็ถึงแก่ชีวิต" บัลเดห์กล่าว "ทั้งยังไม่มีการให้ยาฆ่าเชื้อ เด็กผู้หญิงหลายคนจึงเกิดภาวะติดเชื้อหลังเข้าพิธีกรรมซึ่งส่งผลต่อสุขภาพและชีวิตในที่สุด หลายคนเจ็บแผลจนยอมกลั้นปัสสาวะ ซึ่งก็ส่งผลให้มีโรคอื่นแทรกซ้อนอีก"
ปี 2025 ที่ผ่านมา บัลเดห์ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในรายชื่อ 100 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลแห่งปีโดยนิตยสาร TIME อันเนื่องมาจากการเคลื่อนไหวให้ยุติการขริบอวัยวะเพศหญิงมาอย่างยาวนานและต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปี 2024 ที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นจุดหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ เมื่อการขริบนับเป็นสิ่งผิดกฎหมายในแกมเบียมาตั้งแต่ปี 2015 ดังที่กล่าวไป หากแต่ก็มีความพยายามจากรัฐสภาในปี 2024 ที่พยายามยกเลิกกฎหมายนี้ และให้การขริบกลับมาเป็นสิ่งถูกกฎหมายอีกครั้ง ทำให้บัลเดห์และกลุ่มของเธอต้องทำงานอย่างหนักเพื่อยุติไม่ให้ร่างกฎหมายดังกล่าวผ่าน
และแม้จะประสบความสำเร็จเพราะร่างกฎหมายถูกตีตกไปในที่สุด หากแต่เธอก็เห็นว่า ในอนาคต อาจมีความเป็นไปได้ที่การขริบจะถูกทำให้กลายเป็นเรื่องถูกกฎหมายอีกครั้ง และหนทางเดียวที่จะยุติได้คือการรณรงค์ให้ผู้คนเข้าใจถึงอันตรายของการขริบให้ได้มากที่สุด
แน่นอนว่ากระบวนการดังกล่าวเป็นเรื่องยาก การขริบแฝงฝังอยู่ในพิธีกรรมและความเชื่อในแกมเบียมานานหลายสิบปี และสร้างผลเสียต่อชีวิตและสุขภาพผู้หญิงในพื้นที่มาโดยตลอด ไม่เพียงแต่ความเจ็บปวดทางกาย แต่รวมถึงผลกระทบด้านสุขภาพ เช่น หลายคนประจำเดือนมาไม่ปกติ ปวดประจำเดือนอย่างรุนแรง หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว หรือเจ็บปวดขณะที่มีเพศสัมพันธ์และให้กำเนิดบุตรได้ยาก
และหนึ่งในข้อเท็จจริงที่ชวนหดหู่คือ บัลเดห์กล่าวว่าการส่งต่อประเพณีเช่นนี้ในแกมเบีย ก็เป็นการส่งผ่านระหว่างผู้หญิงด้วยกัน จากความเชื่อเรื่องการรักษาพรหมจรรย์และความบริสุทธิ์ของความเป็นหญิง ซึ่งเป็นเรื่องที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้วหลายต่อหลายครั้งเป็นความเชื่อที่ผิด และสำหรับบัลเดห์ เธอคิดว่าด้านหนึ่งแล้วเป็นเพราะผู้หญิงแกมเบียส่วนใหญ่ ไม่มีโอกาสเข้าถึงความรู้หรือข้อมูลทางการแพทย์มากนัก
"อีกอย่างหนึ่งคือ มันเป็นสิ่งที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ยายของฉันก็เข้าพิธีกรรมนี้ แม่ของฉันก็ด้วย จากนั้นจึงมาเป็นฉัน ซึ่งฉันคิดว่าต้องหยุดได้แล้ว" บัลเดห์บอกอย่างแน่วแน่ "และฉันเชื่อจริงๆ นะว่าเพื่อจะให้ประเพณียุติได้จริงๆ เราต้องรวบรวมเสียงจากคนที่เคยผ่านพิธีกรรมการขริบมาแล้ว และต้องนำโดยผู้หญิงแอฟริกันด้วย เพราะคนจากหลายพื้นที่มักมองว่า การห้ามการขริบเป็นแนวคิดที่มาจากประเทศตะวันตก แต่ไม่ใช่สักหน่อย ฉันนี่ไงที่เคยผ่านพิธีกรรมการขริบมาแล้ว และเรียนรู้เกี่ยวกับผลที่ตามมาของการขริบตอนไปเรียนในสหราชอาณาจักร ความรู้นี้ทำให้ฉันตัดสินใจว่าจะหยุดการส่งต่อพิธีกรรมนี้กับสมาชิกในครอบครัวของตัวเอง"
บัลเดห์มองว่า การเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ยุติการขริบในอวัยวะเพศหญิงนี้ ควรมีทั้งเสียงจากผู้หญิงและผู้ชายทุกช่วงวัย เพราะสำหรับเธอแล้ว การที่พิธีกรรมยังส่งต่อมาได้จนถึงยุคสมัยนี้ ด้านหนึ่งก็เป็นความเชื่อจากผู้หญิงในพื้นที่ซึ่งเชื่อว่า ผู้ชายต้องการแต่งงานกับผู้หญิงที่ผ่านการขริบแล้วเท่านั้น
"ฉันจึงคิดว่า ผู้ชายควรจะออกมาเป็นปากเสียงว่าความเชื่อเช่นนั้นมันไม่จริง และปฏิเสธให้แน่วแน่ว่าประเพณีนี้ต้องไม่ถูกส่งต่อในผู้หญิงอีก" เธอว่า "มันจะเป็นไปได้ยังไงที่มาถึงปีนี้แล้ว แต่ยังมีเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ถูกจับกดลงกับพื้นและถูกขริบอวัยวะในนามของวัฒนธรรมและประเพณีอยู่"
และด้วยการเรียกร้อง รณรงค์อย่างต่อเนื่องของเธอและผู้หญิงอีกหลายชีวิต ทำให้มีผู้หญิงในชุมชนอีกหลายคนที่เคยผ่านการขริบ ออกมาพูดเช่นกันว่ามันเป็นกระบวนการที่เจ็บปวดทารุณ และไม่ส่งเสริมให้มีการส่งต่อพิธีกรรมนี้ในคนรุ่นใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ "เรื่องดีๆ คือคนพูดถึงประเด็นนี้กันเปิดเผยมากขึ้น เพราะถ้าเราไม่พูด ความเปลี่ยนแปลงคงไม่เกินเป็นแน่" บัลเดห์กล่าว
อ้างอิง
https://time.com/collections/100-most-influential-people-2025/7273763/fatou-baldeh/
https://alonben-meir.com/audio/on-the-issues-episode-114-fatou-baldeh/
บทความต้นฉบับได้ที่ : Fatou Baldeh นักกิจกรรมผู้ต่อสู้เพื่อยุติ ‘การขริบอวัยวะเพศหญิง’ ในแกมเบีย ที่ซึ่งผู้หญิงกว่า 75% ต่างเคยผ่านพิธีกรรมนี้
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com