วิธีถนอมสายตาในยุคดิจิทัล WHO คาดปี 2050 คนครึ่งโลกสายตาสั้น
ในยุคที่เทคโนโลยีช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น ทำให้การใช้ชีวิตประจำวัน หลีกเลี่ยงหน้าจอแทบจะดวงตาของเราต้องเผชิญกับการใช้งานคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อ สุขภาพดวงตา โดยที่หลายคนอาจไม่ทันสังเกต จนเมื่อเกิดปัญหาขึ้น ก็ยากจะทวงคืนดวงตาที่เคยชัดแจ๋วของเราได้
Digital Eye Alert คือสัญญาณเตือนสำคัญว่า การใช้หน้าจอดิจิทัลต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจก่อให้เกิดปัญหา ตาล้า ตาแห้ง ปวดตา มองเห็นไม่ชัด และสายตาเสื่อมก่อนวัย
รู้ก่อนทำ! ศัลยกรรมตาสองชั้น แก้ตาหลบใน หนังตาตก อย่างมั่นใจ
ภาวะหนังตาตก สาเหตุ-วิธีรักษา ไม่ใช่ผู้สูงอายุก็เป็นได้
ปัญหาเหล่านี้มักเริ่มจากพฤติกรรมเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน แต่หากละเลย อาจกลายเป็น ภัยเงียบที่ส่งผลต่อคุณภาพการมองเห็นในระยะยาว การรู้เท่าทันผลกระทบจากเทคโนโลยี และเรียนรู้ วิธีดูแลดวงตาอย่างถูกต้องในยุคดิจิทัล จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อช่วยถนอมสายตา ลดความเสี่ยงของปัญหาสุขภาพตา และรักษาการมองเห็นให้ดีไปได้นานที่สุด
เช็กอาการ Digital Eye Alert
- มองหน้าจอ > 6 ชม./วัน
- มีอาการตาล้า / แสบตา เคืองตา/ น้ำตาไหล / ปวดหัว ปวดเบ้าตา
- ตาพร่ามัวเป็นพักๆ สู้แสงไม่ได้
- เปลือกตาหนัก ง่วงนอนตลอดเวลา
- สายตาเปลี่ยนเร็ว ไม่คงที่
ภาวะที่กำลังเป็น “โรคเงียบของยุคดิจิทัล” ที่พบบ่อย
- ปัญหาสายตาผิดปกติมากขึ้น
- อุบัติการณ์“ตาแห้ง” เพิ่มขึ้น และมีอาการรุนแรงขึ้น
ปัจจุบันพบว่า เฉลี่ยแล้วคนทำงานต้องใช้หน้าจอวันละ 8–10 ชม./วัน โดยเฉพาะหลังยุคโควิด-19 ที่ผ่านมา การทำงานจากบ้าน (WFH) การที่จ้องหน้าจอทั้งวัน ทำให้ปัญหาสายตาสั้นเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
จากการศึกษา ภาวะสายตาผิดปกติ กำลังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เป็นปัญหาระดับโลก โดยมีการคาดการณ์จาก WHO ว่า ในปี 2050 ประชากรกว่าครึ่งโลก (50%) หรือ 3,500 ล้านคนขึ้นไป จะมีปัญหาสายตาสั้น โดยกลุ่มประชากรที่สายตาสั้นสูง มากกว่า 6.00 diopter จะมีความเสี่ยงเป็นโรคทางตาอื่นๆ ด้วย เช่นต้อหิน จอประสาทตาฉีกขาด หรือต้อกระจก
ปัจจัยเสี่ยงและพฤติกรรมที่ทำร้ายดวงตา
- อายุที่มากขึ้น โรคประจำตัว
- ใช้สายตาต่อเนื่อง จ้องจอเกิน 2 ชม. โดยไม่พัก ใช้มือถือขณะนอน เปิดแสงจอสว่างเกินไป
- นั่งในห้องปรับอากาศทั้งวัน
- ไม่ใส่แว่นกรองแสง
- มีต่อมไขมันที่เปลือกตาอุดตัน
เทคนิคถนอมสายตาในยุคดิจิทัล
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้สายตา โดยใช้กฎ 20-20-20 คือ ทุกๆ 20 นาทีเวลาทำงาน ให้มองออกไปไกล 20 ฟุต นาน 20 วินาที
ปรับสิ่งแวดล้อม จัดแสงและระยะหน้าจอห่างจากตา 50–70 ซม. ปรับจอให้พอดีกับแสงรอบตัว
กะพริบตาให้บ่อยขึ้น กะพริบตาให้สุดช้าๆ
ประคบอุ่นเปลือกตาอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้ผ้าชุบน้ำอุ่น หรือแผ่นประคบอุณหภูมิ 40-45องศา วาง 5-10 นาที แล้วทำความสะอาดเปลือกตาและขอบโคนขนตาด้วยแชมพูเด็กอ่อน เพื่อลดการอุดตัน กระตุ้นการทำงานของต่อมไขมันสร้างน้ำตา
โภชนาการและอาหารที่มีประโยชน์สำหรับดวงตา เช่น
ลูทีน, ซีแซนทีน (ในผักใบเขียวเข้ม)
- วิตามิน A, C, E, Zinc
- ดื่มน้ำสะอาดเพียงพอ (ลดอาการตาแห้ง)
หยอดน้ำตาเทียมให้ความชุ่มชื่น
หากอาการไม่ดีขึ้น หรือมีภาวะผิดปกติรุนแรง ควรพบจักษุแพทย์เพื่อแก้ปัญหาอย่างถูกวิธี ใช้เทคโนโลยีเฉพาะทางช่วยดูแล เช่น การใช้แสงรักษา (Eyelight)
การรักษาตาแห้งด้วยเทคโนโลยี IPL และ LLLT(Intense Pulsed Light + Low Level Light Therapy) ใช้นวัตกรรมแสงความเข้มข้นสูง รักษาตาแห้งจากต่อมไขมันอุดตันที่เปลือกตา(MEIBOMIAN GLAND DYSFUNCTION) ได้รับการยอมรับเป็นมาตรฐานของการรักษาโรคตาแห้ง ตั้งแต่ ปี2017 (DEWS II guideline for dry eye treatment)
- กระตุ้นการทำงานระดับเซลล์ สร้างน้ำตามากขึ้นในระยะยาว
- ช่วยลดการอักเสบ
- ทำให้ไขมันอ่อนนุ่มลง ลดการอุดตัน
- เส้นเลือดฝอยที่ผิดปกติที่เปลือกตาหดตัวลง
- ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและตัวไร(Demodex) ที่ขนตา
คุณภาพการมองเห็น “มีผลต่อคุณภาพชีวิต” ดวงตามีคู่เดียว อยากให้ทุกท่านทะนุถนอมและใช้งานอย่างอ่อนโยน ใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทัน ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้สายตา ช่วยชะลอการเสื่อมของสายตาได้ หมั่นดูแลดวงตาของเราให้มีสุขภาพการมองเห็นที่ดี จะช่วยเพิ่มการเรียนรู้ และประสิทธิภาพในการทำงาน
ขอบคุณข้อมูลจาก :โรงพยาบาลพญาไท 3