โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

‘งูสวัด’…ใครเสี่ยงบ้าง?…ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง

เดลินิวส์

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
‘งูสวัด’…ใครเสี่ยงบ้าง?…เสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง 50+ ระวังโรคแทรกซ้อน

สัปดาห์รณรงค์ป้องกันโรคงูสวัดโลกประจำปี 2569 (global Shingles Action Week 2026) ตรงกับวันที่ 23 ก.พ.- 1 มี.ค. 2569 วันนี้ “เดลินิวส์” จึงนำความเห็นจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มาบอกเปิดเผยถึงสาเหตุ และความเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดภาระแทรกซ้อนรุนแรง โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป และผู้มีโรคประจำตัวร่วม เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไต ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว

โดยศ.คลินิก นพ.ชัยชาญ ดีโรจนวงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคเบาหวาน ต่อมไร้ท่อ และเมตาบอลิซึม โรงพยาบาล ราชวิถี กล่าวว่า “งูสวัด” เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับโรคอีสุกอีใส หลังจากหายจากโรค เชื้อไวรัสยังคงหลบซ่อนอยู่ตามปมประสาท และสามารถกลับมาก่อโรคได้เมื่อภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง โดยไม่สามารถคาดเดาความรุนแรงหรือช่วงเวลาที่จะเกิดได้ คนไทยอายุ 50 ปีขึ้นไปเกือบทุกคนเคยเป็นอีสุกอีใสมาแล้ว เท่ากับว่ามีเชื้องูสวัดแอบแฝงอยู่ในร่างกาย และจากสถิติพบว่า ประมาณ 1 ใน 3 คนจะเป็นงูสวัดอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต ขณะที่ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน แม้จะควบคุมระดับน้ำตาลได้ดี เมื่อเกิดงูสวัด พบว่าประมาณ 25% ของผู้ป่วยมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นจนควบคุมได้ยาก เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนและการเข้ารักษาในโรงพยาบาล ส่งผลต่อโรคประจำตัวและคุณภาพชีวิตอย่างมาก ทำให้การดูแลสุขภาพที่ทำมาต้องสะดุดลง การป้องกันโรคจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ด้าน ศ. พญ.ศศิโสภิณ เกียรติบูรณกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์โรคติดเชื้อ โรงพยาบาลรามาธิบดี ชี้ว่า “งูสวัดเปรียบเสมือน ‘ระเบิดเวลา’ ที่ไม่รู้ว่าจะปะทุขึ้นมาเมื่อใด และไม่ได้ส่งผลเฉพาะทางผิวหนังเท่านั้น แต่ยังอาจก่อให้เกิดอาการปวดตามแนวเส้นประสาทเรื้อรัง ปวดแสบปวดร้อน ซึ่งบางรายอาจยาวนานเป็นเดือนหรือเป็นปี ที่น่ากังวล คือ ประมาณ 1 ใน 5 ของผู้ป่วยงูสวัด จะมีผื่นขึ้นบริเวณดวงตา และบางรายอาจเกิดการอักเสบรุนแรงจนเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็น โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไปและมีโรคประจำตัวร่วม ซึ่งถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสำคัญของโรค แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสม จะช่วยลดความเสี่ยงและความรุนแรงของโรคได้”

ขณะที่นพ.ปริญญ์ วาทีสาธกกิจ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ โรงพยาบาลรามาธิบดี อธิบายว่า “งูสวัดไม่ใช่โรคผื่นธรรมดา แต่สามารถส่งผลต่อผนังหลอดเลือด ทำให้เกิดการอักเสบและตีบแคบ ส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงหัวใจและสมอง ผู้ที่เคยเป็นโรคหลอดเลือดสมองจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้ที่สุขภาพดี หากป่วยเป็นงูสวัด ก็มีโอกาสเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดตามมาได้ ข้อมูลพบว่า ภายใน 30 วันหลังเป็นงูสวัด ผู้ที่ไม่มีโรคประจำตัวมีความเสี่ยงเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้นถึง 35% ขณะที่ผู้ที่มีโรคหัวใจและหลอดเลือดอยู่เดิม มีความเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อนซ้ำสูงกว่าคนทั่วไปประมาณ 120 เท่า แม้จะดูแลควบคุมความดัน ไขมัน และน้ำตาลอย่างต่อเนื่องแล้วก็ตาม การป้องกันโรคจึงเป็นสิ่งสำคัญ”

พ.อ. ศ. นพ.บัญชา สถิระพจน์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคไต โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ระบุว่าผู้ป่วยโรคไตถือเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง โดยพบว่ามีโอกาสเกิดงูสวัดมากกว่าคนทั่วไปประมาณ 2–3 เท่า โดยเฉพาะผู้ป่วยล้างไต ผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน และผู้ป่วยปลูกถ่ายไต ซึ่งบางรายมีความเสี่ยงสูงเกือบ 9 เท่า งูสวัดในผู้ป่วยโรคไตอาจมีความรุนแรงและเกิดภาวะแทรกซ้อนได้มากกว่าคนทั่วไป ส่งผลต่อการรักษาโรคเดิมและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือได้รับยากดภูมิคุ้มกัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงและการดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญย้ำตรงกันว่า “งูสวัด” ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่เพียงปัญหาผื่นผิวหนังเท่านั้น แต่เป็นโรคที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวมอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปและผู้ที่มีโรคประจำตัว จึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสม ควบคู่กับการดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย และพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันและช่วยลดความรุนแรงของโรคในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...