พลังงานเข้มเงินค้ำประกัน สกัดดาต้าเซ็นเตอร์ยื้อลงทุน
กระทรวงพลังงานร่างหลักเกณฑ์ปิดช่องดาต้าเซ็นเตอร์ 40 โครงการ เม็ดเงินลงทุนกว่า 8 แสนล้านไม่ลงทุนจริง ให้วางเงินค้ำประกันป้องกันความเสี่ยง ก่อนรัฐควักเงินลงทุนจัดหาไฟฟ้าสะอาด-น้ำ หวั่นยื้อซื้อเวลาลงทุน ทำรัฐเสียงบประมาณฟรี ระบุหลักเกณฑ์เรียบร้อยแล้ว แต่ยุบสภาเสียก่อน ด้านบีโอไอไม่ขัดข้อง แต่ต้องไม่เป็นภาระนักลงทุนเกินไป ขณะที่การนิคมฯเห็นด้วย ชี้เป็นเงื่อนไขที่ประเทศได้ประโยชน์
นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และ 3 การไฟฟ้า (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค) ได้จัดทำหลักเกณฑ์สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ไว้เรียบร้อยแล้ว โดยกำหนดไว้ว่า หากจะมีการลงทุนจำเป็นที่ต้องวางเงินค้ำประกัน หรือวางบอนด์เพื่อเป็นหลักประกัน และเป็นการยืนยันเจตนาของการลงทุนจริง
เนื่องจากรัฐบาลต้องลงทุนเพื่อสร้างสายส่ง ระบบไฟฟ้าเตรียมความพร้อมไว้รองรับ ดังนั้น การที่จะสร้างสายส่งจะต้องมั่นใจว่านักลงทุนรายนั้นจะมาใช้จริง สำหรับสัดส่วนเงินประกันที่จะเก็บนั้น ยังต้องรอให้มีการประกาศอย่างเป็นทางก่อน จากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) พิจารณาเห็นชอบก่อน อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 นี้ ต้องประกาศใช้หลักเกณฑ์การวางเงินค้ำประกันนี้อย่างแน่นอน
“หลักเกณฑ์เสร็จหมดแล้ว แต่เกิดเหตุยุบสภาขึ้นก่อน เราจึงเสนอเรื่องเข้าพิจารณาไม่ทัน ส่วนจะเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของเงินลงทุนก็ต้องรอประกาศก่อน ยังบอกตอนนี้ไม่ได้”
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ในเรื่องกลไกการจัดหาพลังงานไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ หรืออุตสาหกรรมเป้าหมายอื่น ๆ บีโอไอได้หารือร่วมกับกระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งสำนักงาน กกพ., สนพ. และการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง รวมถึงกลไกการวางหลักประกัน ซึ่งกระทรวงพลังงานและสำนักงาน กกพ.เป็นผู้เสนอ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าผู้ที่มายื่นขอไฟฟ้าจะมีการลงทุนจริง เป็นการประกันความเสี่ยงแก่ภาครัฐที่ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานล่วงหน้า
โดยบีโอไอได้ให้ความเห็นว่า ไม่ขัดข้องกับกลไกดังกล่าว หากจะช่วยให้โครงการลงทุนต่าง ๆ สามารถได้รับการจัดสรรไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว และขอให้พิจารณาทางเลือกรูปแบบการวางหลักประกันที่จะไม่สร้างภาระกับผู้ลงทุนมากจนเกินไป ทราบว่าขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมนำเสนอหลักเกณฑ์ต่อ กพช.ก่อนประกาศใช้ต่อไป
สำหรับปี 2568 ที่ผ่านมา มีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการดาต้าเซ็นเตอร์รวมทั้งสิ้น 36 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 728,000 ล้านบาท ทั้งเป็นระดับ Hyperscale จากประเทศอังกฤษ ประเทศสิงคโปร์ ไทย และญี่ปุ่น
ล่าสุดที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ยังได้อนุมัติโครงการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์อีก 7 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุนกว่า 96,000 ล้านบาทซึ่งการที่ดาต้าเซ็นเตอร์ชั้นนำหลายแห่งได้ตัดสินใจปักหมุดการลงทุนในประเทศไทย แสดงถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนระดับโลก และจะช่วยเกื้อหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะในภาคการเงินและอีคอมเมิร์ซ
สำหรับนโยบายส่งเสริมการลงทุนในกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากการลงทุนในกิจการนี้ เมื่อปลายปี 2568 บีโอไอได้ปรับปรุงเงื่อนไขให้เข้มข้นยิ่งขึ้น เช่น ต้องจ้างงานบุคลากรไทยในตำแหน่งบริหารและผู้เชี่ยวชาญไม่น้อยกว่า 50% ภายในเวลา 3 ปี และกำหนดให้โครงการลงทุนต้องทำกิจกรรมด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และระบบนิเวศในประเทศ
เช่น การฝึกอบรมบุคลากร การพัฒนาหลักสูตรร่วมกับสถาบันการศึกษา การวิจัย และพัฒนา การยกระดับทักษะผู้ประกอบการ SMEs ไทย และการสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานในประเทศ โดยต้องดำเนินการตามแผนให้แล้วเสร็จก่อนการใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล
นอกจากนี้ มีข้อกำหนดมาตรฐานการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ (PUE) การบริหารจัดการน้ำอย่างเหมาะสม และยังได้กำหนดสิทธิประโยชน์ให้แตกต่างตามพื้นที่ โดยให้สิทธิประโยชน์ระดับสูงแก่โครงการที่ตั้งนอกพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อลดการกระจุกตัวของความต้องการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ EEC และสนับสนุนการกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค
นายเริงฤทธิ์ กุศลกรรมบถ รองผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า การลงทุนจากกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ควรต้องมีการวางเงินค้ำประกันหรือหลักประกันเรื่องไฟฟ้าไว้ก่อน เป็นสิ่งที่กระทรวงพลังงานคิดมาได้ดีและเห็นด้วย ซึ่งควรครอบคลุมไปถึงเรื่องการใช้น้ำด้วยเช่นกัน และอาจดึงสิทธิประโยชน์การหักเงินส่วนนี้เป็นค่าใช้จ่ายตามสิทธิของบีโอไอ ก็เป็นอีกวิธีที่นักลงทุนน่าจะพอใจ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่านักลงทุนเอกชนมองว่านี่คือเงื่อนไขที่เป็นการผูกมัด หรือข้อจำกัดที่อาจส่งผลให้การตัดสินใจมาลงทุนที่ไทยเปลี่ยนไป ยอมรับว่าประเด็นนี้อาจมีและนักลงทุนต่างประเทศเลือกที่จะไปเวียดนามแทน เนื่องจากไม่จำเป็นต้องวางหลักประกัน บวกกับอัตราค่าไฟฟ้าที่ถูกกว่า ซึ่งในข้อเท็จจริงแล้วเป็นสิทธิของนักลงทุน แต่ก็ต้องแลกกับความไม่เสถียรของระบบไฟฟ้าและปริมาณไฟที่ยังรองรับไม่เพียงพอ
“สมมติคุณบอกว่าจะมาใช้ไฟ 100 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นปริมาณที่เยอะมาก เราลงทุนหาสายส่งเตรียมไว้ให้แล้ว สุดท้ายคุณไม่มา แต่เราเสียเงินทำให้คุณไปแล้ว เราในฐานะผู้พัฒนานิคมก็อยากจะเห็นแผนการใช้ไฟ ใช้น้ำ จะใช้ปีแรกกี่เมกะวัตต์ ปีต่อ ๆ ไปกี่เมกะวัตต์ และวางเงินค้ำประกันไว้เลย แค่จำนวนหนึ่งที่ไม่ต้องเยอะมาก แต่เป็นวงเงินประกันที่เหมาะสม
นั่นก็แปลว่าคุณตั้งใจมาลงทุนจริง ๆ ไม่ใช่แค่มาขอบีโอไอทิ้งรอเอาไว้ เหมือนกรณี กนอ.ทำนิคม เราขายน้ำให้อุตสาหกรรมคุณต้องการ 20 คิว/ไร่ เราก็ต้องทำท่อส่งใหม่ 1 เส้น เราจะชาร์จเพิ่ม แต่ต้องคุยเงื่อนไขนี้ตั้งแต่แรก เป็นการคิดค่าท่อ ไม่ใช่ค่าน้ำ แต่ถ้าเขาซื้อที่ถึง 200 ไร่เราก็อาจจะยกเว้นให้ เพราะเราได้กำไรจากขายที่มาทดแทน ดังนั้น มันจึงต้องมีเงื่อนไขและวิธีการในการเจรจาตั้งแต่แรก”
ในอนาคต กนอ.อาจกำหนดเรื่องนี้ไว้เป็นเงื่อนไขในการเจรจากับนักลงทุน และขยายไปยังผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมภาคเอกชนรายอื่น หากเกิดกรณีนักลงทุนไม่ยอมรับเงื่อนไข แต่ยังคงตั้งใจมาลงทุนจริง อาจจะกำหนดให้ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมภาคเอกชนเป็นผู้วางเงินค้ำประกันแทน เพราะเงื่อนไขในลักษณะนี้มีประโยชน์ต่อประเทศ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พลังงานเข้มเงินค้ำประกัน สกัดดาต้าเซ็นเตอร์ยื้อลงทุน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net