โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

หุ้นไทย Panic หรือ Risk-off.!

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 03 มี.ค. เวลา 13.10 น. • เผยแพร่ 03 มี.ค. เวลา 23.30 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ปรากฏการณ์ “ตะวันออกกลางเดือด” ทำให้ตลาดหุ้นไทย (SET) ต้องตกอยู่ในภาวะ Risk-off อย่างรุนแรง และเริ่มมีสัญญาณ Panicกับหุ้นบางกลุ่ม หลังความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลและอิหร่าน เริ่มยกระดับกลายเป็นความรุนแรงทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง

ผลกระทบต่อ SET Indexเกิดขึ้นทันที หลังเปิดตลาดภาคเช้าปรับลดลง 2% หลุดแนวรับจิตวิทยา 1,500 จุด มาอยู่ที่บริเวณ 1,495-1,496 จุด แต่สถานการณ์ไม่ดีขึ้นสุดท้ายปิดตลาด 1,466.51 จุด ติดลบ 61.75 จุด หรือ 4.04% ด้วยมูลค่าซื้อขายกว่า 113,077 ล้านบาท

ท่ามกลางราคาน้ำมัน ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีความกังวลเรื่องการปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” กระทบต่ออุปทานน้ำมันโลถกว่า 20%

ทำให้นักลงทุนเข้าสู่โหมดหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (Risk-off) อย่างชัดเจนด้วยการขายสินทรัพย์เสี่ยง เทขายหุ้นบิ๊กแคป (Big Cap) เช่น KBANK-SCC-SCB-AOTและ TRUEเพื่อโยกเม็ดเงินเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) อย่างทองคำ-เงินดอลลาร์สหรัฐ และพันธบัตรรัฐบาล ส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น และค่าเงินบาทอ่อนค่าลงมาอยู่ที่ 31.60 บาทต่อดอลลาร์

บรรดานักวิเคราะห์ มองว่า แม้จะมี Panic Selling ช่วงระยะสั้น แต่ไทยมี “บังเกอร์” สำคัญในกลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์ (Speculative Buy) หุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่น PTT-PTTEP-TOP-SPRC รวมถึงกลุ่มเดินเรือ PSL-TTA-RCL ที่ได้อานิสงส์จากค่าระวางเรือที่ปรับตัวสูงขึ้น

อย่างไรก็ดีต้องระวังกลุ่มหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานสูง อย่าง BGRIM-GPSCและกลุ่มที่อ่อนไหวต่อกำลังซื้อหรือ เงินเฟ้ออย่างกลุ่มไฟแนนซ์และการบิน

แต่ปรากฏข้อมูลการซื้อขายรายกลุ่ม พบว่า สถาบันในประเทศ ขายสุทธิกว่า 5,995 ล้านบาท บัญชีหลักทรัพย์ ขายสุทธิกว่า 1,624 ล้านบาทนักลงทุนต่างชาติ ขายสุทธิกว่า 656 ล้านบาท นักลงทุนทั่วไป ซื้อสุทธิกว่า 8,276 ล้านบาท

กลายเป็นว่าทั้ง “สถาบันในประเทศ” เช่นเดียว “บัญชีหลักทรัพย์” (โบกรเกอร์) ที่มีเครื่องมือและนักวิเคราะห์ต่าง ๆ เกิดอาการ Panicมากสุดซะอย่างนั้น..!?

ปรากฏการณ์ Panic (Panic Selling) หรือ “อาการตื่นตระหนก”นี่คือพฤติกรรมที่เกิดจาก “อารมณ์” (Emotion) มักเกิดขึ้นเมื่อมีข่าวร้ายกะทันหัน หรือเห็นราคาหุ้นดิ่งลงแรง จนนักลงทุนกลัวว่า “จะขาดทุนมากกว่านี้”จึงรีบเทขายทุกอย่างที่มี โดยไม่สนปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental) หรือการวิเคราะห์ใด ๆ

ผลลัพธ์คือราคามักจะลงลึกเกินจริง (Oversold) เพราะแรงขายที่เกิดขึ้นพร้อมกันจากความกลัว

ส่วน Risk-offหรือ “สภาวะตลาดที่หลีกเลี่ยงความเสี่ยง”นี่คือ “การปรับกลยุทธ์” (Strategic Shift) ของนักลงทุนโดยรวม เมื่อตลาดเริ่มรู้สึกว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโลก มีความไม่แน่นอน (เช่น สงคราม, อัตราเงินเฟ้อสูง, นโยบายดอกเบี้ย) นักลงทุนจะมีการทยอยลดสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยง (หุ้น, Crypto) เพื่อโยกเงินไปอยู่ในสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) เช่น พันธบัตรรัฐบาล, ทองคำ หรือถือเงินสด

ผลลัพธ์ คือ การปรับพอร์ตเพื่อตั้งรับไม่ใช่การเทขายแบบหนีตายไร้สติ แต่เป็นความพยายามที่จะรักษามูลค่าเงินลงทุนไว้ช่วงสถานการณ์ตลาดที่มีเสี่ยงสูง

ความความเป็นจริงบนโลกการลงทุน Panicและ Risk-offมักเกี่ยวข้องกัน เพราะเมื่อเกิดสภาวะ Risk-off ทอดเวลานาน จนความอดทนนักลงทุนหมดลง หรือมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นสามารถเปลี่ยนเป็น Panicได้ทันที..!!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...