โพสต์อ้างภาพ “หญิงต่างด้าวรอคลอดเต็มรพ.” ตรวจสอบแล้วถูกสร้างจาก AI
Thai PBS Verify พบแหล่งข้อมูลภาพปลอมจาก : Threads
[caption id="attachment_14058" align="aligncenter" width="1024"]
โพสต์อ้างภาพหญิงต่างด้าวรอคลอดเต็มรพ. ทำเด็กต่างด้าวเกิดใหม่ก้าวกระโดดแซงหน้าเด็กไทย[/caption]
Thai PBS Verify พบโพสต์ของผู้ใช้ Threads ชื่อ klangkie โพสต์ภาพของหญิงต่างด้าวในโรงพยาบาล พร้อมข้อความระบุว่า
เราจะเรียกที่นี่ ..ประเทศไทยได้อีกนานเท่าไร เมื่อประชากรการเกิดของคนไทยมีอัตราลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่กลับกันประชากรจากผู้อาศัยมึอัตราการเกิดใหม่สูงมาก และมากขึ้นในอัตราแบบก้าวกระโดด (ลองไปร้านคลีนิคหมอฝากครรภ์แถวมหาชัย ท่านจะทราบและเข้าใจขึ้น น่ากังวลที่ว่า เราจะต้องเพลงชาติให้ใครฟัง..คำตอบดูในรูปน่ะ
โพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 69 ที่ผ่านมา โดยหลังจากที่โพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ ทำให้มีผู้เข้ามาอ่านถึง 293,000 ครั้ง รวมถึงถูกแชร์ไปปกว่า 257 ครั้งอีกด้วย
ภาพแรงงานต่างด้าวที่เห็นเป็นภาพจริงหรือไม่ ?
Thai PBS Verify นำภาพดังกล่าวมาทำการขยายด้วยเครื่องมือตรวจสอบภาพของ InVID-WeVerify พบจุดสังเกตว่าภาพของผู้หญิงในภาพ มีลักษณะหน้าตาเหมือนกัน
[caption id="attachment_14059" align="aligncenter" width="1024"]
ภาพที่ถูกขยายด้วยเครื่องมือตรวจสอบภาพของ InVID-WeVerify[/caption]
นอกจากนี้เมื่อขยายภาพไปที่ป้ายข้อความในภาพ พบว่าไม่สามารถระบุได้ว่า ข้อความในภาพคือภาษาอะไร ทั้งหมดนี้บ่งชี้ว่า ภาพที่เห็นเป็นภาพที่สร้างจาก AI
[caption id="attachment_14060" align="aligncenter" width="1024"]
ป้ายข้อความในภาพ พบว่าไม่สามารถระบุได้ว่า ข้อความในภาพคือภาษาอะไร[/caption]
ขณะที่การตรวจสอบภาพด้วยเครื่องมือตรวจสอบภาพ AI ทั้งจาก Hive Moderation และAI or Not ต่างพบความเป็นไปได้ที่ภาพดังกล่าวจะถูกสร้างจาก AI ด้วยกันทั้งสองเครื่องมือ โดยผลการตรวจสอบจาก Hive Moderation พบความเป็นไปได้อยู่ที่ 41.8% ขณะที่ผลการตรวจสอบจาก AI or Not พบความเป็นไปได้ที่ภาพดังกล่าวจะถูกสร้างจาก AI สูงถึง 96%
[caption id="attachment_14061" align="aligncenter" width="1024"]
ผลการตรวจสอบจาก Hive Moderation[/caption]
[caption id="attachment_14062" align="aligncenter" width="1024"]
ผลการตรวจสอบจาก AI or Not[/caption]
คนไทยเกิดลดลงจริงหรือไม่ ?
ข้อมูลจากการค้นหาด้วยคำสำคัญ เราพบรายงานจาก สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ที่รายงานข้อมูลจำนวนเด็กเกิดในปี 2568 เอาไว้ โดยรายงานดังกล่าวระบุว่า
ข้อมูลจากสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ระบุว่า ปี 2568 ประเทศไทยมีเด็กเกิดเพียง 416,574 คน จำนวนเด็กเกิดลดลงจากปี 2567 มากถึงเกือบ 5 หมื่นคน หากทิศทางยังเป็นเช่นนี้ ในปี 2569 อาจจะได้เห็นจำนวนการเกิดในไทยลดต่ำกว่า 4 แสนคน ขณะที่มีผู้เสียชีวิตถึง 559,684 คน ส่งผลให้อัตราเพิ่มประชากรติดลบเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน โดยประเทศไทยมีประชากรรวมประมาณ 65.8 ล้านคน
สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล คาดการณ์ว่า หากอัตราเจริญพันธุ์รวม (TFR) ลดลงต่อเนื่องจนใกล้ระดับประเทศเกาหลีใต้ที่ 0.7 ภายใน 10 ปีข้างหน้า จำนวนประชากรไทยจะลดลงเหลือเพียง 61.9 ล้านคนในปี 2578 และในช่วงเวลาเดียวกัน ประเทศไทยจะมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมด ขณะที่ประชากรวัยแรงงานจะหายไปประมาณ 3.4 ล้านคน
[caption id="attachment_14063" align="aligncenter" width="589"]
ข้อมูลจำนวนเด็กเกิดในปี 2568[/caption]
เด็กต่างด้าวเกิดเยอะกว่าเด็กไทยจริงหรือไม่ ?
จากการค้นหาด้วยคำสำคัญ เราไม่พบรายงานการเกิดของเด็กต่างด้าวในประเทศไทยที่มีการเก็บบันทึกไว้อย่างเป็นทางการแต่อย่างใด มีเพียงรายงานของ รองศาสตราจารย์ ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ ทีมวิจัยโครงการ “การประเมินสถานการณ์เด็กข้ามชาติในประเทศไทยและผลกระทบจากโควิด-19” สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ที่นำข้อมูลจากสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง มาเผยแพร่ในบทความ มุมมองเชิงบวกต่อ "เด็กข้ามชาติ" ในยุคสังคมไทยเกิดน้อย ซึ่งมีข้อมูลการเกิดของเด็กข้ามชาติในปี 2563 ระบุไว้ว่า
ในปี 2563 เป็นปีแรกที่จำนวนเด็กเกิดมีจำนวนต่ำกว่า 600,000 คน (ต่อปี) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยนับว่าต่ำกว่าเกือบเป็นครึ่งต่อครึ่งเมื่อเทียบกับจำนวนเกิดของเด็กในช่วง 40-50 ปีก่อน ที่ปีหนึ่งๆ มากถึง 1-1.2 ล้าน โดยการเกิดของเด็กทั้งหมดในปี 2563 อยู่ที่ 587,368 คน หากสังเกตจะเห็นว่าผู้เขียนใช้คำว่า "การเกิดของเด็กทั้งหมด" ซึ่งในที่นี้จะครอบคลุม ทั้งเด็กที่มีสัญชาติไทยและเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทยที่เกิดในประเทศและได้เข้าถึงการจดทะเบียนการเกิดกับสำนักบริหารการทะเบียน คำถามก็คือ แล้วในจำนวนเด็กเกือบประมาณ 6 แสนคนนี้ ซักประมาณเท่าใดที่เป็นเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทย…ซึ่งผู้เขียนเอง ก็ไม่มีข้อมูลสำหรับปี 2563 แต่สำหรับปี 2562 ซึ่งมีจำนวนเด็กเกิดในประเทศไทยทั้งหมด 618,193 คน ผู้เขียนมีข้อมูลที่พบว่าในจำนวนนี้เป็นเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทยอยู่ที่ 21,269 คน และเด็กที่มีสัญชาติไทยอยู่ที่ 596,924 คน (ซึ่งตามตัวเลขนี้ จริงๆ แล้ว จำนวนการเกิดของเด็ก(สัญชาติ)ไทย นั้นมีจำนวนต่ำกว่า 6 แสนคนมาตั้งแต่ปี 2562)
จำนวนเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทยที่เกิดในปี 2562 ประมาณ 2 หมื่นกว่าคนนี้ ค่อนข้างต่ำกว่าที่ผู้เขียนคาดไว้ แต่ก็ไม่น่าแปลกใจเนื่องจากครอบคลุมเฉพาะเด็กที่เกิดและเข้าถึงการจดทะเบียนการเกิดเท่านั้น ซึ่งหากดูข้อมูลย้อนหลังกลับไปประมาณ 10 ปี จะเห็นว่าจำนวนการเกิด (จากการจดทะเบียนเกิด) ของเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทยมีจำนวนประมาณ 7 พันคนในปี 2553 ก่อนที่จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงปี 2553 ถึง 2558 และปี 2560 ที่มีจำนวนเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทยเกิดถึงมากกว่า 40,000 คนต่อปี ก่อนที่จะลดลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่งในปี 2562 (เป็นเพราะเหตุผลใด เป็นคำถามที่น่าหาคำตอบ)
[caption id="attachment_14064" align="aligncenter" width="1024"]
รายงานการเกิดของเด็กต่างด้าวในประเทศไทย จากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล[/caption]
นักวิชาการยืนยัน เด็กต่างด้าวที่เกิดใหม่ยังมีจำนวนน้อยกว่าเด็กไทยเกิดใหม่
เราสอบถามไปยัง รศ. ดร.สักกรินทร์ นิยมศิลป์ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจารย์ประจำ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล (IPSR) ให้ข้อมูลกับ Thai PBS Verify ว่า เรื่องนี้ผมมองว่าเป็นเรื่องที่ "มโนมาก" เพราะภาพรวมทั้งประเทศ ตัวเลขนั้นยังห่างกันมาก แม้ว่าปัจจุบันคนไทยเกิดน้อยลงเรื่อย ๆ ต่ำกว่า 500,000 คนแล้ว โดยอยู่ที่ประมาณ ปีละ 400,000 คน ซึ่งลดลงต่อเนื่องและต่ำกว่าอัตราการตายมาประมาณ 2-3 ปีแล้ว แต่ตัวเลขของเด็กลูกหลานแรงงานข้ามชาติที่เกิดในไทยก็มีเพียงปีละประมาณ 40,000 - 50,000 คน เท่านั้น เมื่อเทียบกันแล้วสัดส่วนยังห่างกันถึง 10 เท่า ดังนั้นในอนาคตอันใกล้จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่ยอดการเกิดของเด็กข้ามชาติจะแซงหน้าเด็กไทยได้
[caption id="attachment_14077" align="aligncenter" width="1024"]
รศ. ดร.สักกรินทร์ นิยมศิลป์ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจารย์ประจำ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล (IPSR)[/caption]
อย่างไรก็ตาม ในบางพื้นที่อาจมีความเป็นไปได้ ที่สัดส่วนของลูกหลานแรงงานข้ามชาติจะมากกว่าเด็กไทย เช่น ในจังหวัด สมุทรสาคร หรือระนอง ซึ่งเป็นชุมชนที่มีแรงงานข้ามชาติอาศัยอยู่หนาแน่นอยู่แล้ว โดยเฉพาะที่ จ.สมุทรสาคร สัดส่วนของแรงงานข้ามชาติต่อประชากรไทยอาจสูงเกือบครึ่งต่อครึ่งเลยทีเดียว
ปัจจัยหลักที่ทำให้คนไทยเลือกที่จะมีลูกลดลงคืออะไร ?
รศ. ดร.สักกรินทร์ ระบุถึง ปัจจัยหลัก ๆ ที่ทำให้คนไทยเลือกที่จะมีลูกลดลง ว่าสามารถแบ่งออกได้ 3 ประการ ได้แก่
1. ปัญหาด้านเศรษฐกิจและค่าครองชีพ: ที่ผ่านมา GDP ของไทยเติบโตต่ำมาก เฉลี่ยเพียงปีละ 2-3% เท่านั้น ซ้ำร้ายเรายังมี หนี้ครัวเรือนสูงติดอันดับต้น ๆ ของโลก เฉลี่ยต่อหัวคนไทยมีหนี้ถึงประมาณ 200,000 กว่าบาท ดังนั้นเมื่อรายได้เพิ่มน้อยแต่เจอกับเงินเฟ้อและภาระค่าใช้จ่ายสูง คนจึงไม่มีเงินเพียงพอสำหรับการลงทุนเลี้ยงดูบุตร มีการประเมินว่า ค่าใช้จ่ายในการส่งเสียลูก 1 คนจนเรียนจบมหาวิทยาลัย ต้องใช้เงินมากกว่า 2 ล้านบาท ทำให้คนทั่วไปไม่มีกำลังพอและเลือกที่จะเลื่อนการมีบุตรออกไปหรือมีบุตรน้อยลง
2. โครงสร้างประชากรและการทำงานของผู้หญิง: ปัจจุบันสัดส่วนผู้หญิงไทยที่ทำงานนอกบ้าน (Female work force penetration rate) มีสูงมาก เมื่อผู้หญิงมีความก้าวหน้าและมีตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดีก็มักจะแต่งงานช้าลง ซึ่งทำให้โอกาสมีบุตรลดลงตามไปด้วย นอกจากนี้ ผู้หญิงไทยในวัยเจริญพันธุ์ประมาณ 1 ใน 3 เลือกที่จะไม่แต่งงาน หรือไม่มีครอบครัว ซึ่งยิ่งทำให้สัดส่วนประชากรที่จะให้กำเนิดบุตรลดลงไปอีก ประกอบกับผู้หญิงบางส่วนกังวลเรื่องความก้าวหน้าในอาชีพการงานจนไม่อยากเสียเวลาลาคลอดเป็นปีเพื่อเลี้ยงลูก
3. ค่านิยมของคนรุ่นใหม่: จะเห็นว่าคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับ Work-life balance เพราะพวกเขาต้องการใช้ชีวิตแบบไม่เครียด มีเงินออมไว้ท่องเที่ยวต่างประเทศ ซึ่งการมีลูกหมายความว่าในช่วง 2-3 ปีแรก พวกเขาแทบจะไปไหนไม่ได้เลยเพราะต้องทุ่มเทเวลาให้ลูก จึงเป็นส่วนที่ทำให้ค่านิยมเปลี่ยนไปเป็นการไม่ต้องการมีลูก หรือหันมาเลี้ยงสัตว์เลี้ยงแทนการมีลูก
ค่าแรงและตลาดแรงงาน ปัจจัยดึงดูดแรงงานข้ามชาติเข้าไทย
ในมุมมองทางวิชาการด้านการย้ายถิ่นฐาน สวัสดิการสำหรับกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ไม่ว่าจะเป็น "สิทธิ์ในการคลอดบุตรและการดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐาน" เหล่านี้ไม่ใช่ปัจจัยหลัก ที่ดึงดูดให้แรงงานเหล่านี้อยากเข้ามาทำงานในประเทศไทย แต่ปัจจัยหลักที่ดึงดูดแรงงานข้ามชาติจริง ๆ คือ "ค่าแรงและตลาดแรงงาน" เพราะการที่ประเทศใดก็ตามที่มีตลาดแรงงานกว้างขวาง มีความต้องการแรงงานสูงเนื่องจากในประเทศขาดแคลน และมีอัตราค่าจ้างที่สูงกว่าประเทศต้นทาง ปัจจัยเหล่านี้ถือเป็นปัจจัยหลักที่เป็นแรงดึงดูด ซึ่งประเทศไทยตอบโจทย์ข้อนี้
ส่วนสวัสดิการการคลอดบุตรหรือการฝากครรภ์ ถือเป็น "ปัจจัยเสริมหรือปัจจัยรอง" เท่านั้น สำหรับคนที่เข้ามาอยู่แล้ว สวัสดิการเหล่านี้จะเป็นแรงจูงใจที่ทำให้พวกเขาอยากมีบุตรในประเทศไทยมากขึ้น
หากเราจำกัดสิทธิ์ แทนที่พวกเขาจะมาคลอดลูกที่โรงพยาบาลอย่างปลอดภัย พวกเขาก็จะเลี่ยงไปคลอดเองตามธรรมชาตินอกระบบ เช่น การใช้หมอตำแยทำคลอด ซึ่งที่ผ่านมาเคยพบว่า มีแรงงานข้ามชาติที่ทำเช่นนี้จริง ๆ เนื่องจากพวกเขากลัวเจ้าหน้าที่และไม่มีบัตรสัญชาติ
การคลอดในโรงพยาบาลช่วยให้รัฐออกสูติบัตรเพื่อระบุตัวตนของเด็กได้ ทำให้เรารู้จำนวนและที่อยู่ของเด็กทุกคนอย่างชัดเจน หากเด็กไม่มีสูติบัตร พวกเขาก็จะกลายเป็นคนไม่มีสถานะ ไม่มีตัวตน ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาสังคมในอนาคต นอกจากนี้ เรื่องของโรคระบาดไม่เคยแบ่งแยกเชื้อชาติหรือสัญชาติ หากคนกลุ่มนี้ไม่ได้รับสิทธิ์การรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐาน โรคระบาดที่เกิดขึ้นในกลุ่มพวกเขาก็จะสามารถแพร่ระบาดมาสู่คนไทยได้เช่นเดียวกัน
[caption id="attachment_14068" align="aligncenter" width="1024"]
ภาพประกอบ[/caption]
"บุตรของแรงงานข้ามชาติ" โอกาสในการเข้ามาทดแทนประชากรไทย ?
รศ. ดร.สักกรินทร์ ให้ความคิดเห็นว่า บุตรของแรงงานข้ามชาติที่เกิดและเติบโตในไทย คือคำตอบที่ถูกต้องที่สุด โดยที่ผ่านมาเคยมีการผลักดัน "นโยบายการย้ายถิ่นเพื่อทดแทนประชากร" มาโดยตลอด เพราะคนไทยลดลงเรื่อย ๆ ซึ่งจะทำให้เราเจอปัญหาเศรษฐกิจและสังคมอย่างหนักในอนาคต เช่น ขาดแคลนแรงงาน แรงงานเดิมแก่ตัวลง ค่าแรงพุ่งสูงขึ้นจนค่าครองชีพแพงขึ้น และคนไทยจะแบกรับค่าใช้จ่ายไม่ไหว ในขณะเดียวกัน ถึงอย่างไรแรงงานข้ามชาติก็ต้องเดินทางเข้ามาในไทยตามกฎธรรมชาติ หากเราไม่เปิดรับอย่างถูกต้อง พวกเขาก็จะเข้ามาแบบผิดกฎหมายอยู่ดี
ที่สำคัญคือ เด็กข้ามชาติที่เกิดและเติบโตในเมืองไทย มีข้อได้เปรียบกว่าแรงงานที่เข้ามาใหม่ เพราะพวกเขาเข้าเรียนในโรงเรียนไทย พูดภาษาไทยได้ มีความรู้สึกนึกคิดและค่านิยมที่คล้ายคลึงกับคนไทย ทำให้พวกเขาสามารถปรับตัวได้ง่ายและกลมกลืนไปกับสังคมไทยได้อย่างราบรื่น
อย่างไรก็ตามแม้ที่ผ่านมากฎหมายอนุญาตให้ขอสัญชาติได้ แต่มีขั้นตอนที่ยุ่งยากและต้องผ่านกระบวนการพิสูจน์มากมาย ยกตัวอย่างเช่น มติ ครม. บางข้อที่ระบุว่า ผู้ขอสัญชาติจะต้องเรียนจบในระดับปริญญาตรีขึ้นไป ซึ่งในความเป็นจริง แม้แต่เด็กไทยแท้ ๆ ส่วนใหญ่ก็ยังเรียนไม่จบปริญญาตรี การที่พวกเขาเรียนจบระดับ ปวช. หรือ ปวส. ก็ถือว่ามีความรู้ความสามารถและเก่งมากแล้ว
เราควรปรับเกณฑ์ให้ง่ายขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับวิกฤตเด็กเกิดใหม่ลดลง เพียงแค่พวกเขาเรียนจบระดับมัธยมศึกษา หรือ ปวช./ปวส. พูดภาษาไทยได้ และอาศัยอยู่ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องประมาณ 5 ถึง 10 ปี (ซึ่งหลายประเทศใช้เวลาเพียง 5 ปีก็สามารถขอสัญชาติได้แล้ว) ก็น่าจะเพียงพอที่จะให้สัญชาติไทยแก่พวกเขาได้
เราควรเปิดช่องทางที่ชัดเจนให้คนที่อาศัยอยู่ในประเทศอยู่แล้วสามารถทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย และพัฒนาไปสู่การเป็นพลเมืองไทยในที่สุด เด็กกลุ่มนี้มีเพื่อนเป็นคนไทย พูดภาษาไทย เข้าเรียนโรงเรียนไทย และบางคนก็ตั้งชื่อเป็นภาษาไทยด้วย หากเรามอบหนทางให้เขาเป็นคนไทยได้อย่างถูกต้อง พวกเขาก็จะไม่รู้สึกแปลกแยก และพร้อมที่จะร่วมพัฒนาขับเคลื่อนสังคมไทยต่อไป
เรื่องจริงเป็นอย่างไร ?
ภาพประกอบเป็น "ภาพปลอมจาก AI" 100%: จากการนำภาพกลุ่มผู้หญิงอุ้มท้องที่ผู้ใช้ Threads นำมาอ้างอิงไปตรวจสอบเชิงลึก พบร่องรอยความผิดปกติของข้อความบนป้ายที่ไม่สามารถระบุภาษาได้ และใบหน้าของผู้หญิงในภาพมีลักษณะบล็อกเดียวกันซ้ำ ๆ ยืนยันว่าไม่ใช่ภาพถ่ายจริงในประเทศไทย
เด็กลูกหลานแรงงานต่างด้าวไม่ได้เกิดเยอะกว่าเด็กไทย: แม้ว่าปัจจุบัน อัตราเกิดคนไทยลดลง อย่างต่อเนื่อง (เฉลี่ยปีละประมาณ 400,000 คน) แต่ข้อมูลทางสถิติจากนักวิชาการระบุชัดเจนว่า ยอดเกิดของเด็กข้ามชาติในไทยมีเพียงปีละประมาณ 40,000 – 50,000 คนเท่านั้น สัดส่วนการเกิดระหว่างเด็กไทยกับเด็กข้ามชาติยังห่างกันถึง 10 เท่า การกล่าวอ้างว่าประชากรผู้อาศัยจะเกิดแซงหน้าคนไทยในอนาคตอันใกล้จึงเป็นเพียงเรื่อง ไม่เป็นความจริง (ยกเว้นในบางพื้นที่หนาแน่น เช่น สมุทรสาคร หรือ ระนอง ที่มีสัดส่วนแรงงานข้ามชาติต่อประชากรไทยสูงอยู่แล้ว)
เหตุผลที่คนไทยเกิดลดลง: เกิดจากปัจจัยหลัก 3 ประการ คือ
1) ปัญหาเศรษฐกิจและหนี้ครัวเรือนที่สูงขยับถึงหัวละ 200,000 กว่าบาท ทำให้ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงลูก 1 คนจนจบมหาวิทยาลัย (สูงกว่า 2 ล้านบาท) กลายเป็นภาระหนัก
- 2) ผู้หญิงไทยทำงานนอกบ้านมากขึ้น แต่งงานช้าลง และ 1 ใน 3 เลือกที่จะไม่มีครอบครัว
- 3) ค่านิยมของคนรุ่นใหม่ที่รักอิสระและเน้นเลี้ยงสัตว์เลี้ยงแทน
สวัสดิการคลอดบุตรไม่ใช่สิ่งจูงใจหลัก: แรงงานข้ามชาติย้ายถิ่นฐานเข้ามาในประเทศไทยเพราะ "ค่าแรงและตลาดแรงงานไทย" ที่ขาดแคลนและให้ค่าตอบแทนสูงกว่าประเทศต้นทาง ส่วนสวัสดิการการฝากครรภ์เป็นเพียงปัจจัยรอง ซึ่งการให้สิทธิ์พวกเขาทำคลอดในระบบสาธารณสุขจะช่วยให้รัฐสามารถควบคุมโรคระบาดไม่ให้ติดต่อสู่คนไทย และช่วยระบุตัวตนเด็กเพื่อป้องกันปัญหาสังคมในอนาคตได้