MST ชี้เป้าดัชนี 1,550 จุด ชู “ไฟแนนซ์-โรงไฟฟ้า-ท่องเที่ยว-รพ.” เด่น
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ MST ระบุว่า ประเมินเป้าหมายดัชนี SET ในปี 2569 ไว้ที่ 1,550 จุด พร้อมคัดเลือกหุ้นเด่นใน 4 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวรองรับในช่วงครึ่งปีหลัง ประกอบด้วย
1.กลุ่มไฟแนนซ์ แนะนำ บริษัท ติดล้อ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR มีจุดแข็งด้านคุณภาพสินเชื่อที่แข็งแกร่ง สะท้อนจากอัตราส่วนหนี้สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) ในไตรมาส 1 ที่ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 1.48% (จากเดิม 1.6-2.0%) ขณะที่อัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) อยู่ในระดับสูงถึง 341%
2.กลุ่มโรงไฟฟ้า ได้แก่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC รับอานิสงส์จากแนวโน้มต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่ลดลงตามทิศทางราคาน้ำมันโลก ซึ่งจะช่วยผลักดันส่วนต่างกำไรของธุรกิจโรงไฟฟ้าให้ปรับตัวดีขึ้น รวมถึงยังมีปัจจัยเชิงบวกจากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) ฉบับใหม่ โดยเฉพาะ PDP 2026 ที่จะเปิดโอกาสการลงทุนในกำลังการผลิตใหม่ทั้งกลุ่มพลังงานหมุนเวียนและโรงไฟฟ้าแบบดั้งเดิม
3.กลุ่มท่องเที่ยวและสายการบิน ได้แก่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT, บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW และ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA รับแรงหนุนจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านที่คลี่คลายลง ช่วยกระตุ้นนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง รวมถึงความต้องการเดินทางที่อั้นไว้ (Pent-up Demand) ทั้งกลุ่มนักท่องเที่ยวทั่วไปและเชิงการแพทย์
4.กลุ่มโรงพยาบาล ได้แก่ บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH และ บริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จำกัด (มหาชน) หรือ CHG แม้ราคาหุ้นในกลุ่มนี้จะถูกเทขายลงมา 13-17% ก่อนหน้านี้ แต่ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินว่า หากรายได้จากลูกค้าตะวันออกกลางลดลง 10% เป็นเวลา 3 เดือน กำไรสุทธิของกลุ่มโรงพยาบาลในปีนี้จะลดลงไม่ถึง 1% สะท้อนว่าราคาหุ้นถูกสะท้อนความเสี่ยงไปมากแล้ว
ทั้งนี้ ตลาดหุ้นไทยยังคงมีจังหวะให้เข้าลงทุนได้ จากอานิสงส์กระแสเงินทุนต่างชาติที่เริ่มไหลกลับเข้ามา แต่ภายใต้สภาวะที่เศรษฐกิจฟื้นตัวแบบไม่กระจายตัว กลยุทธ์การลงทุนที่สำคัญในไตรมาสนี้จึงมุ่งเน้นไปที่การเลือกลงทุนเป็นรายตัวโดยให้น้ำหนักกับหุ้นที่ราคาปรับตัวลดลงลึกกว่าผลกระทบต่อกำไรที่แท้จริง และเป็นหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวรองรับในช่วงครึ่งปีหลัง