โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

‘เศรษฐกิจยุโรป’ สัญญาณเตือนภัย Stagflation.!?

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 24 มิ.ย. เวลา 10.32 น. • เผยแพร่ 24 มิ.ย. เวลา 23.40 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

กลายเป็นประเด็นร้อน “วงการเงินระดับโลก”เมื่อสกุลเงิน “ยูโร” ดิ่งลงหนักแตะระดับต่ำสุดรอบ 10 เดือน ที่ 1.1405 ดอลลาร์ต่อยูโร ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของตัวเลขบนกระดานซื้อขายสกุลเงินเท่านั้น แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญสะท้อนว่า “เครื่องจักรเศรษฐกิจของยุโรปเกิดอาการสะดุดอย่างรุนแรง” ทำให้นักลงทุนทั่วโลกพากันสลับหน้าไพ่ และปรับพอร์ตการลงทุนขนานใหญ่อีกครั้งหนึ่ง

“วิกฤตศรัทธาเงินยูโร” ครั้งนี้ ชนวนเหตุสำคัญมาจากข้อมูลดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคเอกชนของ 2 ประเทศมหาอำนาจที่เป็น “กระดูกสันหลัง” ของยูโรโซน นั่นคือ “เยอรมนี” และ “ฝรั่งเศส” รายงานตัวเลขเดือนมิถุนายนหดตัวลงต่ำกว่าคาดอย่างน่าใจหาย การหดตัวของกิจกรรมภาคเอกชนสะท้อนว่า มาตรการยาแรงของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ช่วงก่อนหน้านี้ เริ่มส่งผลกดดันย้อนกลับ (Lagging Effect) เข้าสู่ภาคการผลิตและบริการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนเกิดคำถามสำคัญตามมาว่า ยุโรปกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) แล้วใช่หรือไม่.!?

ความกังวลภาคเศรษฐกิจจริง ถูกตอกย้ำด้วยท่าที “สายพิราบ” ของ “คริสติน ลาการ์ด ประธาน ECB ที่ออกมาส่งสัญญาณดับเครื่องชน โดยระบุว่า ไม่มีความจำเป็นที่ ECB ต้องใช้นโยบายการเงินเข้มงวดมากขึ้น เพื่อตอบสนองต่อประเด็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างอิหร่านและชาติตะวันตก ถ้อยแถลงดังกล่าวทำให้ตลาดเงินเกิดอาการช็อก เนื่องจากช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ECB มักจะสวมบท “สายเหยี่ยว”ที่พร้อมจะปรับขึ้นดอกเบี้ย เพื่อสกัดเงินเฟ้ออยู่ตลอดเวลา การเปลี่ยนโทนอย่างฉับพลันนี้ ทำให้นักลงทุนปรับลดคาดการณ์ลงทันทีว่า ECB คงจะหยุดการขึ้นดอกเบี้ยไว้เพียงเท่านี้ แม้จะเพิ่งปรับขึ้น 0.25% เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาก็ตาม

ในทางตรงกันข้ามฝั่งธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) กลับมีความแข็งกร้าวและดุดันอย่างเห็นได้ชัด โดย “เควิน วอร์ช” ประธานเฟดและ “ออสตัน กูลส์บี” ประธานเฟดสาขาชิคาโก ประสานเสียงเตือนว่า แรงกดดันด้านเงินเฟ้อปัจจุบันอาจไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยชั่วคราว และเฟดให้น้ำหนักกับการควบคุมเงินเฟ้อเป็นภารกิจอันดับแรกส่งผลให้นักลงทุนในตลาดหันมาเก็งกำไรว่า “เฟด” มีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุม 5 ครั้งข้างหน้า

ความแตกต่างของทิศทางนโยบายการเงิน ระหว่าง 2 ฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก เป็นตัวเร่งให้เม็ดเงินทุนทั่วโลก (Fund Flow) ไหลออกจากสินทรัพย์ยูโร เพื่อมุ่งหน้าเข้าสู่ดอลลาร์สหรัฐอย่างรวดเร็ว จากข้อมูลของ Depository Trust & Clearing Corporation (DTCC) ระบุว่า ปริมาณการซื้อขายออปชันคู่เงิน EUR/USD สูงสุดรอบ 3 เดือน โดยกว่า 60% ของสถานะการลงทุนเป็นการเปิดสัญญา Short Euroนั่นหมายถึง “ดอลลาร์” จะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับยูโร ถือเป็นมุมมองเชิงลบต่อเงินยูโรรุนแรงสุดรอบ 1 ไตรมาส

ผลกระทบต่อตลาดทุนโลกจากปรากฏการณ์นี้ มิติแรก คือ การแข็งค่าของดอลลาร์ที่จะเข้ามากดดันสกุลเงินในฝั่งตลาดเกิดใหม่ (EM) รวมถึง “เงินบาท” ของไทยให้มีแนวโน้มอ่อนค่าตามไปด้วย ในมุมของตลาดหุ้นไทยกลุ่มที่จะได้รับอานิสงส์ คือ กลุ่มหุ้นส่งออก เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และอาหาร ที่รับรายได้เป็นดอลลาร์ แต่ในทางกลับกัน กลุ่มหุ้นที่มีภาระหนี้สินเป็นสกุลเงินต่างประเทศสูงหรือกลุ่มที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบ อาจต้องเผชิญกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและแรงเทขายจากต่างชาติช่วงระยะสั้น

มิติที่สอง คือ ความเสี่ยงของภาวะ Stagflationหรือเศรษฐกิจชะลอตัว แต่เงินเฟ้อสูงในยุโรป เนื่องจากเมื่อเงินยูโรอ่อนค่าลงอย่างมาก ส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์ พลังงาน และน้ำมัน (ส่วนใหญ่ซื้อขายในสกุลเงินดอลลาร์) มีราคาแพงขึ้นโดยอัตโนมัติ จนกลายเป็นงูกินหางที่บีบให้ค่าครองชีพในยุโรปทรงตัวระดับสูง แม้กิจกรรมทางเศรษฐกิจซบเซาก็ตาม หากสถานการณ์นี้ลากยาว ย่อมส่งผลกระทบต่อคู่ค้าทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยในแง่ของกำลังซื้อลดลงช่วงระยะยาว

ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดหลังจากนี้ คือ รายงานตัวเลขทางเศรษฐกิจของฝั่งสหรัฐฯ ว่า จะยังแข็งแกร่งพอจะรองรับการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดสายเหยี่ยวได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ ขณะเดียวกันฝั่งยุโรปเอง ต้องลุ้นว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรูปแบบอื่น ๆ จะสามารถเข้ามาช่วยพยุง ไม่ให้เยอรมนีและฝรั่งเศส เดินเข้าสู่ภาวะ Recession แบบเต็มตัวได้ทันท่วงทีหรือไม่ ตราบใดที่ภาพของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและนโยบายการเงิน 2 ซีกโลกยังไม่บรรจบกัน “ดอลลาร์” จะยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ทรงอิทธิพล และ “เงินยูโร” ต้องเผชิญกับมรสุมการเทขายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...