วิเคราะห์ท่าที ‘พิธา’ ในวิกฤตชายแดน เลิกเถียงเรื่อง “ทหารมีไว้ทำไม” มุ่งสู่บริบทปฏิรูปบทบาทกองทัพยุคใหม่ แยก "ทหารตัวเล็ก" ออกจาก "การเมืองของนายพล"
THE STATES TIMES
อัพเดต 11 ธ.ค. 2568 เวลา 03.44 น. • เผยแพร่ 11 ธ.ค. 2568 เวลา 06.00 น. • Hard News Teamจาก “ทหารมีไว้ทำไม” ถึง “ทหารมีไว้ปกป้องประเทศ ไม่ใช่ปกครองประเทศ” — พิธากำลังรีเซ็ตบทสนทนาเรื่องกองทัพไทยยังไง
ช่วงแรกที่คลิปคำพูดสั้น ๆ ของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่ว่า “ทหารมีไว้ทำไม” ถูกตัดวนในโซเชียล มันถูกใช้เป็นอาวุธทางการเมืองง่าย ๆ ว่าเขา “เกลียดทหาร – จะรื้อกองทัพ – ไม่เห็นความสำคัญความมั่นคง”
แต่ช่วงวิกฤตชายแดนไทย–กัมพูชา ระลอกล่าสุด พิธากลับออกมาพูดชัดเจนว่า
“ทหารมีไว้ปกป้องประเทศ ไม่ใช่ปกครองประเทศ”
ฟังเผิน ๆ เหมือนแค่แก้ตัวจากคลิปเก่า แต่ถ้าขยายดูดี ๆ นี่คือการรีเฟรมทั้งบทสนทนาเรื่องกองทัพไทย ให้กลับมาอยู่บนคำถามว่า เราต้องการ “ทหารแบบไหน” มากกว่าจะทะเลาะกันว่า “เอาทหารหรือไม่เอาทหาร”
1. จุดเริ่ม: คลิปสั้น “ทหารมีไว้ทำไม” กับการถูกตีความแบบขาว–ดำ
คำถาม “ทหารมีไว้ทำไม” ไม่ใช่ประโยคแยกเดี่ยวในสุญญากาศ มันถูกพูดในบริบทของการหาเสียง ที่วิจารณ์เรื่อง
• งบประมาณกองทัพที่สูง แต่คุณภาพชีวิตทหารชั้นผู้น้อย–เกณฑ์ทหารกลับไม่ได้ดีตาม
• การเมืองไทยที่ถูกยึดอำนาจโดยทหารมาหลายครั้ง
• โครงสร้างที่ทำให้กองทัพมีอิทธิพลทางการเมืองเกินกว่าหน้าที่ป้องกันประเทศ
แต่เมื่อคลิปถูก “ตัดสั้น” เหลือแค่ประโยคเดียว มันก็ถูกตีความง่ายมากว่าเป็นการตั้งคำถามถึง “ความจำเป็นของทหารทั้งหมด”
ในสนามการเมืองที่แบ่งขั้วชัด การโจมตีในแนว “คนนี้ไม่เห็นความสำคัญของกองทัพ / ไม่รักทหาร / จะทำให้ประเทศอ่อนแอ” จึงขายง่าย และหมุนซ้ำได้เรื่อย ๆ
2. รีเฟรมด้วยประโยคใหม่: “ทหารมีไว้ปกป้อง ไม่ใช่ปกครอง”
เมื่อกระแสดราม่ากลับมาอีกครั้งในช่วงชายแดนเดือด พิธาเลือกไม่ตอบโต้ด้วยการเถียงเรื่องคลิปเก่า แต่โยน “กรอบคิดใหม่” เข้าสู่สาธารณะว่า
ทหารมีไว้ปกป้องประเทศ ไม่ใช่ปกครองประเทศ
ประโยคนี้ทำหน้าที่สองอย่างพร้อมกัน
1. 1) ยืนยันความจำเป็นของทหาร
• เขาไม่ได้บอกว่าต้องลดบทบาททหารจนหายไป
• แต่บอกว่าทหารจำเป็นต่อการป้องกันชาติ ความมั่นคง และความปลอดภัยของประชาชน
2. 2) ขีดเส้นแดงให้ชัดว่าทหารไม่ควรทำอะไร
• ไม่ควรเป็นผู้เล่นในเกมแย่งอำนาจทางการเมือง
• ไม่ควรเป็นผู้กำหนดทิศทางของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
• ไม่ควรใช้ความมั่นคงเป็นข้ออ้างให้ตัวเองอยู่เหนือการตรวจสอบ
พูดในเชิง framing ก็คือ เขา “ตัดคำว่า ทหาร ออกจากคำว่า รัฐประหาร” แล้วแทนที่ด้วยคำว่า ทหารอาชีพ ที่ยืนอยู่ข้างประชาชน
3. แยก “ทหารปกป้องประเทศ” ออกจาก “ทหารปกครองประเทศ”
เมื่อพิธาอธิบายต่อ เขามักแยกภาพ “ทหาร” ออกเป็นสองแบบ
3.1 ทหารที่ควรถูกปกป้อง
คือทหารในความหมายของ
• คนที่ยอมเสี่ยงชีวิตปกป้องประเทศ
• ทหารเกณฑ์–ทหารชั้นผู้น้อยที่อยู่ในระบบคำสั่ง แต่ไม่ได้มีส่วนร่วมตัดสินใจทางการเมือง
• คนที่ควรได้สวัสดิการดี มีอุปกรณ์พร้อม มีระบบฝึก–ระบบบังคับบัญชาที่เป็นธรรม
กลุ่มนี้คือทหารที่เขาบอกว่าต้องยกระดับคุณภาพชีวิต และทำให้เป็น “อาชีพที่มีเกียรติ” จริง ๆ
3.2 ทหารที่ไม่ควรปกครองประเทศ
คือภาพของ
• นายพล–กลุ่มอำนาจที่ทำรัฐประหาร
• การใช้กองทัพเป็นเครื่องมือทางการเมือง
• การใช้งบประมาณ ความลับ หรือ IO เพื่อรักษาอำนาจทางการเมือง มากกว่าปกป้องประชาชน
กลุ่มนี้คือ “บทบาท” ที่เขาต้องการจำกัด/ยุติ มากกว่าการไปปฏิเสธตัวบุคคลที่เป็นทหารทั้งหมด
ตรงนี้สำคัญ เพราะทำให้การถกเถียงเรื่อง “ทหาร” ขยับจากความขัดแย้งแบบ “รัก–ไม่รัก” ไปเป็นการถกเรื่อง “บทบาท–โครงสร้าง” แทน
4. ผูกเข้ากับวิกฤตชายแดน: ต้องมีทั้งทหาร–การทูต–ข้อมูล–มนุษยธรรม
สิ่งที่น่าสนใจคือ พิธาไม่พูดเรื่องทหารในเชิง “ทฤษฎีลอย ๆ” แต่ผูกเข้ากับเหตุการณ์จริงอย่างวิกฤตชายแดนไทย–กัมพูชา
ในสารที่เขาส่งออกมา มีใจความประมาณว่า
• ไม่ต้องการเป็นปัจจัยเพิ่มความตึงเครียด
• แต่ประชาชนมีสิทธิถามรัฐบาลว่า แผนรับมือคืออะไร เป้าหมายสุดท้ายคืออะไร มีทางออกทางการทูต กฎหมายระหว่างประเทศ หรือเวทีพหุภาคีอะไรบ้าง
• มาตรการทางทหารควรใช้เท่าที่จำเป็น ได้สัดส่วนกับภัยคุกคาม และไม่ละเลยชีวิตพลเรือน–ผู้ลี้ภัย–คนไทยในพื้นที่
พูดง่าย ๆ คือในวิธีคิดของพิธา ทหารจำเป็นในสมรภูมิ แต่ “การรบ” ต้องมาพร้อม “การทูต–ข้อมูล–กฎหมาย–มนุษยธรรม” ไปพร้อมกัน
นี่ไม่ใช่การลดค่าทหาร แต่เป็นการบอกว่ากองทัพคือ “หนึ่งในเครื่องมือ” ไม่ใช่ “คำตอบเดียว” ของความมั่นคง
5. มิติภาพลักษณ์: จาก “คนรุ่นใหม่ต้านรัฐประหาร” สู่ “นักการเมืองที่คุยเรื่องกองทัพได้เป็นเรื่องเป็นราว”
ในทางการเมือง ภาพของพิธาในช่วงแรกถูกผูกกับ
• คนรุ่นใหม่
• ฝ่ายประชาธิปไตย
• กระแสต้านรัฐประหารและโครงสร้างเก่า
จุดแข็งคือจับใจคนที่ไม่เอาอำนาจนอกระบบ แต่จุดเสี่ยงคือถูกตีง่ายว่า “สุดโต่ง – ล้มทุกอย่าง – ไม่เคารพสถาบันกองทัพ”
การออกมาพูดว่า “ทหารมีไว้ปกป้อง ไม่ใช่ปกครองประเทศ” พร้อมอธิบายเชิงรายละเอียด จึงมีผลทางภาพลักษณ์อย่างน้อยสองด้าน
3. 1) ลดช่องให้ถูกตีว่าเป็น ‘ศัตรูทหาร’
• เขาแยกชัดว่าปกป้อง “ทหารตัวเล็ก” แต่คัดค้าน “การเมืองของนายพล”
• ทำให้ทหาร–ครอบครัวทหารบางส่วนอาจเริ่มมองเห็นว่า สิ่งที่ถูกวิจารณ์คือระบบ ไม่ใช่การมีอยู่ของพวกเขา
4. 2) ยกระดับบทสนทนา จากสโลแกนสั้น ๆ ไปสู่การออกแบบนโยบาย
• จากคำถามว่า “ทหารมีไว้ทำไม”
• สู่คำตอบว่า “เราอยากเห็นกองทัพแบบไหน งบประมาณเท่าไร อยู่ภายใต้การตรวจสอบแบบใด”
ในมุมหนึ่ง นี่คือการขยับจากการเมืองแบบวาทกรรม ไปสู่การเมืองแบบดีเบตเรื่องโครงสร้างกองทัพจริง ๆ
6. บทสนทนาเรื่องกองทัพไทย ยังไม่จบแค่ประโยคเดียว
ท้ายที่สุด ประโยคของพิธาเป็นเพียง “หนึ่งเสียง” ในบทสนทนาใหญ่ที่สังคมไทยคุยกันมานานแล้วว่า
• กองทัพควรมีขนาดเท่าไร
• เกณฑ์ทหารยังจำเป็นหรือไม่
• งบประมาณกองทัพควรกระจายไปด้านไหนมากขึ้น
• เส้นแบ่งระหว่าง “ปกป้องประเทศ” กับ “ปกครองประเทศ” ควรชัดตรงไหน
คำถามเหล่านี้ไม่ได้มีคำตอบง่าย ๆ และไม่ได้ขึ้นกับนักการเมืองคนเดียว
แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ การถามว่า “ทหารมีไว้ทำไม” ในวันนี้ ไม่ได้หมายถึงการ “ลบทหารออกจากประเทศ” แต่อาจเป็นจุดเริ่มของการออกแบบใหม่ว่า
ในศตวรรษที่ 21 ประเทศไทยควรมี “กองทัพแบบไหน” ที่ทั้งปกป้องได้จริง และไม่กลายเป็นผู้ปกครองประชาชนอีกต่อไป
#THESTATESTIMES
#POLITICS
#พิธา_ลิ้มเจริญรัตน์
#ทหารมีไว้ทำไม