โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อธิปไตยทางเทคโนโลยี!! ผู้เชี่ยวชาญเทคฯ ชี้ “โดรนไทยทำเอง" ตกแต่ได้ใจ ชวน Startup ไทยปักธงสนาม Defense Tech ชูความสำเร็จโดรนลาดตระเวน DP-20 ฝีมือคนไทย ช่วยลดการพึ่งพาต่างชาติและประหยัดงบประมาณ

THE STATES TIMES

อัพเดต 19 ธ.ค. 2568 เวลา 09.25 น. • เผยแพร่ 20 ธ.ค. 2568 เวลา 03.00 น. • ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

ภูมิบุตร มาเลเซีย นโยบายกีดกันคนเชื้อชาติอื่นเพื่อคนมาเลย์ พลเมืองชั้นหนึ่งคือคนเชื้อชาติมาเลย์ ส่วนคนเชื้อชาติอื่นๆ เป็นเพียงพลเมืองชั้นสอง ความเหลื่อมล้ำเชิงนโยบายที่นำไปสู่วิกฤตสมองไหล
ช่วงที่มาลายู (มาเลเซียปัจจุบัน) ยังเป็นเมืองขึ้นของสหราชอาณาจักร เศรษฐกิจส่วนใหญ่อยู่กับคนจีนที่อพยพมาเข้ามากับอังกฤษ โดยประกอบธุรกิจ เหมืองแร่, ค้าขาย, ธนาคาร ฯ ในขณะที่ชาวมลายู ซึ่งเป็นประชากรดั้งเดิมประกอบอาชีพ ทำนา, ทำประมง หลังจากได้รับเอกราชจากอังกฤษ พรรคอำโน (UMNO) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลได้นำนโยบายภูมิปุตราที่ให้สิทธิพิเศษแก่ชาวมลายูมุสลิม (ภูมิบุตร) เหนือชนกลุ่มน้อย (จีน, อินเดีย) มาใช้ โดย
• มีการสงวนที่ดินหนึ่งส่วนไว้สำหรับชาวมลายู
• สงวนตำแหน่งราชการบางตำแหน่งให้แก่ชาวมลายูเท่านั้น
• จำกัดโควตาการออกใบอนุญาตและใบทะเบียน ในส่วนที่เกี่ยวกับถนนและคมนาคมให้แก่ชาวมลายูเท่านั้น
• จำกัดโควตาการให้ทุนช่วยเหลือการศึกษาให้แก่ชาวลายูเท่านั้น
• ให้ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ
• ให้ภาษามลายูเป็นภาษาประจำชาติ
ภูมิปุตรา หมายถึงประชากรต้นกำเนิดของมาเลเซีย ได้แก่ มาเลย์อุรังอัสลี และกลุ่มชาติพันธุ์พื้นเมืองต่างๆ ของรัฐซาบาห์และซาราวัก ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญของมาเลเซีย มาตรา 153 คำนี้มาจากคำว่า "บุมิ" (แผ่นดิน) และ "ปุเตรา" (บุตร) ซึ่งหมายถึงบุตรแห่งแผ่นดิน และหมายถึงสิทธิพิเศษของพวกเขา ทำให้ ภูมิบุตร จึงเป็นระเบิดเวลาที่รอการระเบิดของสหพันธรัฐมาเลเซีย โดยปัญหาหลักดังกล่าวเป็นเรื่องของความขัดแย้งทางเชื้อชาติและเศรษฐกิจที่เกิดจาก นโยบายภูมิบุตร ที่ ส่งผลให้ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนและอินเดียมีความรู้สึกเป็นพลเมืองชั้นสอง จนทำให้เกิดปัญหามากมาย อันได้แก่
1. ความเหลื่อมล้ำทางเชื้อชาติ: ชาวมลายู (ภูมิบุตร) ได้รับสิทธิพิเศษในด้านการศึกษา การทำงาน และธุรกิจ ทำให้ชนกลุ่มน้อยรู้สึกเสียเปรียบและถูกกีดกัน
2. ปัญหาพลเมืองชั้นสอง: ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนและอินเดีย รู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับการยอมรับเท่าเทียมกับชาวมลายู
3. สมองไหล (Brain Drain): ผู้มีความสามารถเชื้อสายจีนและอินเดียจำนวนมากเลือกที่จะย้ายไปทำงานและตั้งถิ่นฐานในต่างประเทศ เพราะมองไม่เห็นอนาคตในมาเลเซีย
4. ความตึงเครียดทางสังคม: ความไม่พอใจสะสมนำไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรงระหว่างกลุ่มเชื้อชาติ โดยเฉพาะเหตุการณ์จลาจลปี 1969 ที่มีชนวนมาจากความรู้สึกขัดแย้งนี้
5. การเมืองแบ่งแยก: นโยบายนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ทำให้การสร้างชาติที่เข้มแข็งเป็นไปได้ยากขึ้น เพราะเน้นการแบ่งแยกมากกว่าการรวมเป็นหนึ่ง
ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน เป็นชาวจีนเชื้อสายฮั่นซึ่งอาศัยหรือเกิดในประเทศมาเลเซีย คนกลุ่มนี้เป็นลูกหลานเชื้อสายจีนซึ่งอพยพเข้ามาในมาเลเซียเมื่อช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 และในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนมีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจมาเลเซียเป็นอย่างมาก ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนเป็นกลุ่มชาวจีนโพ้นทะเลที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากประเทศไทย และรองจากกลุ่มชาวมาเลย์ในประเทศมาเลเซีย มากถึงกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด ส่วนมากพูดภาษาจีนสำเนียงต่างๆ อาทิ ภาษาจีนหมิ่น ภาษาจีนกวางตุ้ง ภาษาจีนแคะ และภาษาจีนแต้จิ๋ว ประชากรจีนมาเลเซียเชื้อสายจีนส่วนใหญ่มักอาศัยอยู่ในเขตเมือง และเป็นกลุ่มมีชื่อเสียงในด้านเศรษฐกิจและสังคม ครอบครองกิจการธุรกิจและการพาณิชย์ในประเทศ แต่ในปี 2010 มีรายงานจาก World Bank ว่ามีชาวมาเลเซียอพยพออกนอกประเทศจำนวนเกือบล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่มีเชื้อชาติจีน โดยเหตุผลหลักในการอพยพของชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนคือ หาสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่ดีกว่า ทั้งความรู้สึกไม่เท่าเทียมในสังคมมาเลเซีย
เดิมนั้นชาวมลายูและชนพื้นเมืองดั้งเดิมถือว่าพวกเขาเป็นเจ้าของประเทศมาตั้งแต่เดิม เมื่ออังกฤษเข้ามายึดครองมาลายา ได้นำเข้าแรงงานชาวจีนจากประเทศจีนและชาวอินเดียจากบรรดาประเทศในชมพูทวีป เมื่อมาลายาจะได้รับเอกราชนั้น จึงมีความเห็นชอบของบรรดาผู้นำเชื้อชาติต่างๆ ทั้งชาวมลายู ชาวจีน และชาวอินเดียต่อหลักการสัญญาประชาคม หรือ Social Contract โดยชาวมลายูและชนพื้นเมืองอื่นๆ ต้องยอมรับให้ชาวจีนและชาวอินเดีย รวมทั้งชนเชื้อสายอื่นๆ ที่ไม่ใช่ชาวมลายูและชนพื้นเมืองสามารถเป็นผู้มีสัญชาติมาลายาได้ ในทางกลับกันชาวจีนและชาวอินเดีย รวมทั้งชนเชื้อสายอื่นๆ ที่ไม่ใช่ชาวมลายูและชนพื้นเมืองก็ต้องยอมรับถึงการมีสิทธิพิเศษ และการคงอยู่ของสถาบันกษัตริย์ของชาวมลายู และเมื่อมีการจัดตั้งประเทศมาเลเซียขึ้นมา หลักการ Social Contract จึงครอบคลุมถึงรัฐซาบะห์ และรัฐซาราวัคด้วย เป็นการตกลงของบรรดาผู้นำทางการเมืองโดยมีการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยได้กำหนดไว้ในมาตรา 14-18 เกี่ยวกับการให้สัญชาติมาเลเซียแก่บุคคลที่ไม่ใช่ชาวมลายู กับมาตรา 153 ที่ได้กำหนดถึงอำนาจหน้าที่ของพระราชาธิบดีในการปกป้องผลประโยชน์ชาวมลายูและภูมิบุตร จึงเป็นการให้อำนาจต่อพระราชาธิบดีในการปกป้องสิทธิพิเศษของคนมลายูและภูมิบุตรมาเลเซีย (Bumiputra Malaysia) โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์พิเศษของพวกเขาในด้านต่างๆ เช่น การศึกษา บริการสาธารณะ และเศรษฐกิจ ทำให้รัฐบาลกลางต้องปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มดังกล่าวด้วยการจัดโควตา (Kuota) ในด้านต่างๆ เช่น
• ข้าราชการพลเรือน (Perkhidmatan Awam)
• ทุนการศึกษา (Biasiswa)
• การศึกษา (Pendidikan)
การมีนโยบายเพื่อปกป้องชาวมลายูและชนพื้นเมืองอื่นๆ ที่รวมเรียกว่าชาวภูมิบุตร หรือ Bumiputra นี้ เพื่อเป็นหลักประกันทางด้านสังคมและเศรษฐกิจของชาวภูมิบุตร ด้วยสถานะทางเศรษฐกิจนั้นปรากฏว่าชาวภูมิบุตรยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าชนเชื้อชาติอื่นๆ เช่นเดียวกับอินโดนีเซีย แต่ไม่รุนแรงเท่า มีเหตุสังหารหมู่ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนเช่นกัน อาทิ เหตุการณ์ Sook Ching ระหว่าง กุมภาพันธ์ ถึง กรกฎาคม 1942 มีชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนเสียชีวิตกว่า 70,000 คน โดยกำลังจักรวรรดิญี่ปุ่นที่ยึดครองมาลายู และ เหตุการณ์จลาจลเดือนพฤษภาคม 1969 มีชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนเสียชีวิต 143 คนในเหตุจลาจลดังกล่าว
แม้ชาวภูมิบุตรจะเป็นชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ แต่มีอำนาจทางเศรษฐกิจค่อนข้างน้อย ช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างชาวภูมิบุตรกับชนชาวอื่นๆ ยังคงค่อนข้างห่างกันมาก ภายหลังเกิดเหตุการณ์นองเลือดในประเทศมาเลเซีย ทางรัฐบาลมาเลเซียจึงมีนโยบายในการลดช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างชาวภูมิบุตรกับชนชาวอื่นๆ ปัจจุบันจำนวนประชากรที่เป็นชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนลดลงมาก หลังจากการประกาศเอกราชมาลายา โดยลดลงจาก 37.6% ในปี 1957 จนเหลือเพียง 24.6% ในปี 2010 และลดลงเหลือเพียง 21.4% ในปี ค.ศ. 2015 (ประมาณ 6.9 - 7.4 ล้านคน)
ภูมิบุตรคือปัญหาของมาเลเซีย ข้อกล่าวนี้สะท้อนมุมมองที่รุนแรงและเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมาก ในมาเลเซียนโยบายบุมิปุตรา (มาตรการให้สิทธิพิเศษแก่ชาวมาเลย์และชนพื้นเมือง) มักเป็นประเด็นถกเถียง เนื่องจากมีทั้งผู้สนับสนุนและผู้ต่อต้าน โดยผู้ที่ต่อต้านระบุว่า มันเป็นปัญหา มันอาจก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันโดยการให้ความสำคัญกับเชื้อชาติมากกว่าความสามารถ ซึ่งอาจเป็นการบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันและนวัตกรรม สิ่งนี้อาจส่งผลให้เกิดภาวะสมองไหลเนื่องจากผู้ที่มีทักษะสูงที่ไม่ใช่ชาวบุมิปุตราออกจากประเทศไป บางครั้งมันกลับยิ่งทำให้เกิดความแตกแยกทางเชื้อชาติแทนที่จะสร้างความสามัคคี สวัสดิการอาจไม่กระจายไปถึงชาวบุมิปุตราที่ยากจนอย่างเท่าเทียมกัน แต่กลับไปช่วยเหลือชนชั้นสูงแทน
ขณะผู้ที่สนับสนุนให้เหตุผลว่า: มันถูกสร้างขึ้นเพื่อแก้ไขความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในอดีต ช่วยปกป้องเสถียรภาพทางสังคมในสังคมที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ สิ่งนี้ได้ช่วยส่งเสริมการเติบโตของชนชั้นกลางชาวมาเลย์ การถอดถอนอย่างกะทันหันอาจก่อให้เกิดความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจและสังคม
นักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์สังคมหลายคนชี้ว่า ปัญหาหลักอาจไม่ได้อยู่ที่ชาวบุมิปุตราแต่เป็น: นโยบายได้รับการออกแบบและนำไปปฏิบัติอย่างไร ขาด ความช่วยเหลือ ตามความต้องการ (ตามรายได้) ความโปร่งใสและความรับผิดชอบที่ไม่เข้มแข็ง การใช้นโยบายชาติพันธุ์ในทางที่ผิดทางการเมือง ขณะที่บรรดาผู้ที่ที่มีแนวคิดสายกลางที่กำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เสนอว่า: การเปลี่ยนผ่านอย่างค่อยเป็นค่อยไปจาก นโยบาย ที่อิงตามเชื้อชาติไปสู่นโยบายที่อิงตามความต้องการ ให้ความสำคัญกับการศึกษา ทักษะ และผลิตภาพ มากขึ้น ให้โอกาสที่เท่าเทียมกัน พร้อมความช่วยเหลือที่ตรงเป้าหมายสำหรับผู้ด้อยโอกาสอย่างแท้จริง โดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ เพราะปัญหาส่วนใหญ่มักเกิดจากระบบและการปกครองไม่ใช่จากตัวบุคคล
คงไม่ต้องบอกย้ำว่า ในภูมิภาคนี้ ด้วยบ้านเมืองของเรา คนไทยทุกคนได้รับความเท่าเทียมเหมือนกันหมด ไม่ว่า จะมีเชื้อชาติใด นับถือศาสนาอะไร และมีความเชื่ออย่างไร อาจจะแตกต่างกันบ้างด้วยเศรษฐานะ สงบสุขและร่มเย็น ภายใต้ร่มพระบารมีพระมหากษัตริย์แห่งราชจักรีวงศ์
เรื่อง: ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล
👍 ติดตามผลงาน อาจารย์ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล เพิ่มเติมได้ที่: https://thestatestimes.com/author/ดร.ปุณกฤษ%20ลลิตธนมงคล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...