รู้ไหมว่าในอดีต “การนั่งแบบเซซะ” ไม่ได้มีความหมายแบบที่ใช้กันในปัจจุบันนะ!
“การนั่งแบบเซซะ” (Seiza = 正座) หรือ “การนั่งแบบทับส้น” ถือว่าเป็นท่านั่งที่คนญี่ปุ่นคุ้นเคยกันเป็นอย่างมาก แต่จริง ๆ แล้วประวัติความเป็นมาของท่านั่งแบบเซซะนี้ถือว่าพึ่งมีเกิดขึ้นมาไม่นานนี้เองนะคะ ในบทความนี้เราจะพาไปย้อนดูประวัติความเป็นมาของท่านั่งเซซะนี้กันว่ามีที่มาที่ไปอย่างไรกันค่ะ
เมื่อย้อนดูประวัติศาสตร์ท่านั่งของคนญี่ปุ่น จะพบว่าคำว่า “เซซะ” รวมไปถึงแนวคิดเกี่ยวกับท่านั่งนี้เริ่มเห็นกันเด่นชัดและใช้กันอย่างแพร่หลายในสมัยช่วงยุคเมจิ (ปี ค.ศ. 1868 – ปี ค.ศ. 1912) เป็นต้นมานี้เองค่ะ ก่อนหน้านั้นท่านั่งแบบนี้จะถูกเรียกด้วยชื่ออื่น อาทิเช่น “คาชิโกะมะรุ” (Kashikomaru = かしこまる) หรือ “สึคุบะอุ” (Tsukubau = つくばう) นอกจากนี้ สถานการณ์ที่จำเป็นต้องใช้ท่านั่งแบบเซซะยังถือว่ามีอยู่อย่างจำกัด โดยจะใช้แค่ในสถานการณ์อย่างเช่น เวลานมัสการเทพเจ้าในศาสนาชินโตหรือพระพุทธเจ้าในศาสนาพุทธ หรือเวลาก้มหัวให้แก่ผู้ที่มีตำแหน่งสูงกว่าตนเอง เพื่อแสดงความเคารพต่อบุคคลผู้ทรงเกียรติเป็นหลัก เป็นต้น เท่านั้น
แล้วคนธรรมดาทั่วไปในชีวิตประจำวันเขามีท่านั่งกันอย่างไร? คำตอบ คือ นักรบซามูไร สตรี หรือแม้แต่นักชงชาในพิธีชงชาก็จะใช้ท่านั่งแบบ “อากูระ” (Agura = 胡座) หรือ ท่านั่งแบบ “นั่งขัดสมาธิ” หรือใช้วิธีการนั่งแบบ “ทะเทฮิซะ” (Tatehiza =立膝) หรือ ท่านั่งแบบ “ยกเข่าขึ้นข้างใดข้างหนึ่ง” กันค่ะ
และถ้าเราลองย้อนมองกลับไปสู่ยุคเก่ากว่านั้น เช่น ในสมัยช่วงยุคเฮอัน (ปี ค.ศ. 794 – ปี ค.ศ. 1185) ชุดแต่งกายในสมัยยุคเฮฮันมักจะมีขนาดและรูปทรงที่ไม่เหมาะสำหรับการนั่งท่าแบบเซซะเลย เนื่องจากชุดแต่งกายทั้งของบุรุษและสตรี จะมีขนาดยาว มีการสวมใส่ทับซ้อนกันหลายชั้น ซึ่งชุดแต่งกายเหล่านี้ถูกออกแบบโดยคำนึงถึงการนั่งแบบอากูระ (นั่งขัดสมาธิ) มากกว่านั้นเองค่ะ
ทำไมท่านั่งแบบเซซะจึงกลายเป็นท่านั่งอย่างเป็นทางการของคนญี่ปุ่น?
เหตุผลที่ท่านั่งแบบเซซะกลายเป็นท่านั่งที่คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่นิยมนั่งกัน ก็เกิดมาจากสองเหตุการณ์ด้วยกันในช่วงสมัยยุคเอโดะ (ปี ค.ศ. 1603 – ปี ค.ศ. 1868) โดยเหตุการณ์แรก คือ การที่รัฐบาลเอโดะได้นำพิธีปฏิบัติตามแบบ “โอกาซาวาระริวเรย์โฮ” (Ogasawararyu Reihou = 小笠原流礼法) มาใช้ โดยกำหนดให้เหล่าไดเมียวที่ถูกเรียกตัวให้มาทำการสลับที่อยู่บวกกับการเข้าเฝ้าโชกุน หรือที่เรียกกันว่า “ซังคินโคไท” (Sankin Koutai = 参勤交代) ต้องนั่งท่านั่งแบบเซซะเวลาหันหน้าเข้าเฝ้าโชกุน ผลจากเหตุการณ์นี้ ท่านั่งแบบเซซะจึงกลายเป็นมารยาทการปฏิบัติของเหล่านักรบซามูไรที่ทำกันอย่างแพร่หลายไปทั่วประเทศ
แล้วเหตุผลว่าทำไมถึงให้เหล่าไดเมียวต้องนั่งด้วยท่านั่งแบบเซซะ? ก็มีหลายทฤษฎีได้ให้เหตุผลไว้ แต่มีทฤษฎีหนึ่งที่ดูสมเหตุสมผล คือ โชกุนโทกูงาวะ อิเอะมิซึ (Tokugawa Iemitsu = 徳川 家光) (โชกุนลำดับที่ 3 จากตระกูลโทกูงาวะ) ได้คิดและนำการนั่งแบบนี้มาใช้ก็เพื่อป้องกันการถูกจู่โจมหรือลดความเสี่ยงจากการถูกลอบสังหารอย่างกะทันหัน เนื่องจากท่านั่งแบบเซซะเวลาจะขยับตัวลุกขึ้นจะทำได้ค่อนข้างยากกว่าท่านั่งขัดสมาธิหรือท่านั่งแบบยกเข่าขึ้นข้างใดข้างหนึ่งนั้นเองค่ะ
ส่วนของเหตุการณ์ที่สอง ที่ทำให้ท่านั่งแบบเซซะแพร่หลายมากขึ้น สืบเนื่องจากในยุคนั้นเสื่อทาทามิเริ่มเป็นที่นิยมใช้แพร่หลายกันมากขึ้นไปจนถึงประชาชนทั่วไปก็หามาใช้ได้ รวมถึงการนั่งด้วยท่านั่งแบบเซซะนอกจากที่จะทำให้ผู้นั่งสามารถนั่งได้อย่างมั่นคงและดูดีกว่าการนั่งขัดสมาธิหรือนั่งแบบยกเข่าขึ้นข้างใดข้างหนึ่งแล้ว ยังช่วยป้องกันไม่ให้เสื่อทาทามิเสียหายได้ง่ายอีกด้วย ดังนั้นท่านั่งแบบเซซะจึงถือว่าเป็นท่านั่งที่เหมาะสมกว่าท่านั่งแบบขัดสมาธิหรือท่านั่งแบบยกเข่าขึ้นข้างใดข้างหนึ่งค่ะ
*เกร็ดความรู้*
(1) พิธีปฏิบัติตามแบบโอกาซาวาระริวเรย์โฮ (Ogasawararyu Reihou = 小笠原流礼法)
พิธีปฏิบัติตามแบบโอกาซาวาระริวเรย์โฮ (Ogasawararyu Reihou = 小笠原流礼法) คือ พิธีการหรือแนวปฏิบัติแบบญี่ปุ่นโบราณ ที่สืบทอดมาจากตระกูลโอกาซาวาระ (小笠原家) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในฐานะตระกูลซามูไรเก่าแก่ของญี่ปุ่นที่เชี่ยวชาญด้านบูชิโด (วิถีแห่งนักรบซามูไร) พิธีการในราชสำนักและมารยาททางสังคม โดยมีหลักการที่ว่า “การเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายต้องเป็นไปอย่างสง่างามและมีสมดุล” ไม่ว่าจะเป็นการนั่ง การเดิน หรือการคำนับ ในส่วนของการปฏิบัติต่อผู้อื่น ก็ต้องเต็มไปด้วยความเคารพ ทั้งในเรื่องของกิริยา วาจา และท่าทางต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน จึงกล่าวได้ว่า การปฏิบัติตามแบบโอกาซาวาระริวเรย์ ถือเป็น “รากฐานของมารยาทญี่ปุ่น” ที่ยังคงมีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตประจำวันของชาวญี่ปุ่นมาจนถึงปัจจุบัน
(2) นโยบายซังคินโคไท (Sankin Koutai = 参勤交代)
นโยบายซังคินโคไท (Sankin Koutai = 参勤交代)คือ ระบบการควบคุมไดเมียวผ่านการเดินทางสลับที่อยู่และการเข้าเฝ้าโชกุนของไดเมียว ที่มีเกิดขึ้นในสมัยเอโดะซึ่งถูกกำหนดขึ้นโดยรัฐบาลโชกุนตระกูลโทกูงาวะ (徳川幕府 Tokugawa Bakufu) โดยไดเมียวต้องทำการสลับที่อยู่ โดยสลับอยู่แคว้นของตนกับเมืองเอโดะ (โตเกียวในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นที่ตั้งของโชกุน โดยไดเมียวต้องสลับย้ายเข้าไปพำนักในเอโดะปีเว้นปี และเมื่อกลับไปปกครองแคว้นของตน ต้องทิ้งภรรยาและทายาทไว้ที่เอโดะในฐานะตัวประกัน เพื่อเป็นหลักประกันความจงรักภักดีต่อโชกุน
โดยจุดประสงค์ของนโยบายนี้
- ต้องการควบคุมไดเมียวเนื่องจากการเดินทางและการพำนักในเอโดะทำให้ไดเมียวไม่สามารถรวบรวมกำลังทหารเพื่อก่อกบฏได้ง่าย
- เป็นการลดกำลังทางเศรษฐกิจของไดเมียว เพราะการเดินทางหนึ่งครั้งเป็นการเดินทางเป็นหมู่คณะหรือเป็นขบวนกลุ่มใหญ่ และการสร้างบ้านพักในเอโดะมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ทำให้ไดเมียวต้องใช้ทรัพยากรทั้งด้านทรัพย์สินและกำลังพลไปกับการเดินทางแทนการสร้างกองทัพ
- เป็นการกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจต่อท้องถิ่นต่าง ๆ เพราะการเดินทางของขบวนหรือกลุ่มไดเมียวส่งผลให้เกิดการพัฒนาถนน เช่น ถนนสายหลักห้าเส้น หรือ โกไคโดะ (Gokaidou = 五街道) เมืองพักแรมหรือที่เรียกว่า ชูกูบะมาจิ (Shukuba Machi = 宿場町) และการค้าขายตามเส้นทางต่าง ๆ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ตามที่กล่าวไปตอนต้นในสมัยเอโดะท่านั่งแบบเซซะแม้ว่าจะมีใช้กันแต่ก็ถือว่ายังเป็นสิ่งที่ใช้เฉพาะในพิธีสำหรับคนบางกลุ่มเท่านั้น ท่านั่งของผู้คนทั่วไปยังคงแตกต่างกันไปตามฐานะและชนชั้นในสังคมอยู่ ต่อมาในช่วงหลังการปฏิรูปเมจิ (ปี ค.ศ. 1868) รัฐบาลญี่ปุ่นมีความจำเป็นต้องรวบรวมจัดระเบียบพิธีการต่าง ๆ ให้เป็นแบบไปในทิศทางรูปแบบเดียวกัน เพื่อส่งเสริมหลักคุณธรรมและความเสมอภาคของประชาชนทั้งสี่ชนชั้น (ได้แก่ ซามูไร ชาวนา ช่างฝีมือ และพ่อค้า) จึงได้กำหนดให้ท่านั่งสำรวมที่ใช้ร่วมกันในหมู่ประชาชนเรียกว่า “เซซะ” ช่วงเวลานั้นเองจึงถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการ “ท่านั่งเซซะอย่างแท้จริง”
แม้ว่าในปัจจุบันท่านั่งแบบเซซะจะกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมญี่ปุ่น แต่เมื่อย้อนกลับไปดูจะพบว่ามีประวัติที่ใหม่กว่าที่เราคิดไว้นะคะ แล้วผู้อ่านทุกท่านละคะคิดอย่างไรกับท่านั่งแบบเซซะนี้กันบ้าง? สำหรับผู้เขียนถือว่าเป็นท่านั่งที่ดูสวยงามเหมาะสมกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นเป็นอย่างมากค่ะ แต่ว่าผู้เขียนคงจะขอเลือกนั่งบนเก้าอี้หรือนั่งขัดสมาธิแทนนะคะ นั่งนานไม่ไหว…เนื่องจากชอบเป็นตะคริวค่ะ แฮะๆ
สรุปเนื้อหาจาก : mag.japaaan