โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รู้ไหมว่าในอดีต “การนั่งแบบเซซะ” ไม่ได้มีความหมายแบบที่ใช้กันในปัจจุบันนะ!

conomi

อัพเดต 15 ก.ย 2568 เวลา 00.25 น. • เผยแพร่ 17 ก.ย 2568 เวลา 00.00 น. • conomi.co

“การนั่งแบบเซซะ” (Seiza = 正座) หรือ “การนั่งแบบทับส้น” ถือว่าเป็นท่านั่งที่คนญี่ปุ่นคุ้นเคยกันเป็นอย่างมาก แต่จริง ๆ แล้วประวัติความเป็นมาของท่านั่งแบบเซซะนี้ถือว่าพึ่งมีเกิดขึ้นมาไม่นานนี้เองนะคะ ในบทความนี้เราจะพาไปย้อนดูประวัติความเป็นมาของท่านั่งเซซะนี้กันว่ามีที่มาที่ไปอย่างไรกันค่ะ

การนั่งแบบเซซะ การนั่งแบบทับส้น

เมื่อย้อนดูประวัติศาสตร์ท่านั่งของคนญี่ปุ่น จะพบว่าคำว่า “เซซะ” รวมไปถึงแนวคิดเกี่ยวกับท่านั่งนี้เริ่มเห็นกันเด่นชัดและใช้กันอย่างแพร่หลายในสมัยช่วงยุคเมจิ (ปี ค.ศ. 1868 – ปี ค.ศ. 1912) เป็นต้นมานี้เองค่ะ ก่อนหน้านั้นท่านั่งแบบนี้จะถูกเรียกด้วยชื่ออื่น อาทิเช่น “คาชิโกะมะรุ” (Kashikomaru = かしこまる) หรือ “สึคุบะอุ” (Tsukubau = つくばう) นอกจากนี้ สถานการณ์ที่จำเป็นต้องใช้ท่านั่งแบบเซซะยังถือว่ามีอยู่อย่างจำกัด โดยจะใช้แค่ในสถานการณ์อย่างเช่น เวลานมัสการเทพเจ้าในศาสนาชินโตหรือพระพุทธเจ้าในศาสนาพุทธ หรือเวลาก้มหัวให้แก่ผู้ที่มีตำแหน่งสูงกว่าตนเอง เพื่อแสดงความเคารพต่อบุคคลผู้ทรงเกียรติเป็นหลัก เป็นต้น เท่านั้น

การนั่งแบบทับส้น การนั่งแบบเซซะ

แล้วคนธรรมดาทั่วไปในชีวิตประจำวันเขามีท่านั่งกันอย่างไร? คำตอบ คือ นักรบซามูไร สตรี หรือแม้แต่นักชงชาในพิธีชงชาก็จะใช้ท่านั่งแบบ “อากูระ” (Agura = 胡座) หรือ ท่านั่งแบบ “นั่งขัดสมาธิ” หรือใช้วิธีการนั่งแบบ “ทะเทฮิซะ” (Tatehiza =立膝) หรือ ท่านั่งแบบ “ยกเข่าขึ้นข้างใดข้างหนึ่ง” กันค่ะ

และถ้าเราลองย้อนมองกลับไปสู่ยุคเก่ากว่านั้น เช่น ในสมัยช่วงยุคเฮอัน (ปี ค.ศ. 794 – ปี ค.ศ. 1185) ชุดแต่งกายในสมัยยุคเฮฮันมักจะมีขนาดและรูปทรงที่ไม่เหมาะสำหรับการนั่งท่าแบบเซซะเลย เนื่องจากชุดแต่งกายทั้งของบุรุษและสตรี จะมีขนาดยาว มีการสวมใส่ทับซ้อนกันหลายชั้น ซึ่งชุดแต่งกายเหล่านี้ถูกออกแบบโดยคำนึงถึงการนั่งแบบอากูระ (นั่งขัดสมาธิ) มากกว่านั้นเองค่ะ

s3

ทำไมท่านั่งแบบเซซะจึงกลายเป็นท่านั่งอย่างเป็นทางการของคนญี่ปุ่น?

man

เหตุผลที่ท่านั่งแบบเซซะกลายเป็นท่านั่งที่คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่นิยมนั่งกัน ก็เกิดมาจากสองเหตุการณ์ด้วยกันในช่วงสมัยยุคเอโดะ (ปี ค.ศ. 1603 – ปี ค.ศ. 1868) โดยเหตุการณ์แรก คือ การที่รัฐบาลเอโดะได้นำพิธีปฏิบัติตามแบบ “โอกาซาวาระริวเรย์โฮ” (Ogasawararyu Reihou = 小笠原流礼法) มาใช้ โดยกำหนดให้เหล่าไดเมียวที่ถูกเรียกตัวให้มาทำการสลับที่อยู่บวกกับการเข้าเฝ้าโชกุน หรือที่เรียกกันว่า “ซังคินโคไท” (Sankin Koutai = 参勤交代) ต้องนั่งท่านั่งแบบเซซะเวลาหันหน้าเข้าเฝ้าโชกุน ผลจากเหตุการณ์นี้ ท่านั่งแบบเซซะจึงกลายเป็นมารยาทการปฏิบัติของเหล่านักรบซามูไรที่ทำกันอย่างแพร่หลายไปทั่วประเทศ

samurai1

แล้วเหตุผลว่าทำไมถึงให้เหล่าไดเมียวต้องนั่งด้วยท่านั่งแบบเซซะ? ก็มีหลายทฤษฎีได้ให้เหตุผลไว้ แต่มีทฤษฎีหนึ่งที่ดูสมเหตุสมผล คือ โชกุนโทกูงาวะ อิเอะมิซึ (Tokugawa Iemitsu = 徳川 家光) (โชกุนลำดับที่ 3 จากตระกูลโทกูงาวะ) ได้คิดและนำการนั่งแบบนี้มาใช้ก็เพื่อป้องกันการถูกจู่โจมหรือลดความเสี่ยงจากการถูกลอบสังหารอย่างกะทันหัน เนื่องจากท่านั่งแบบเซซะเวลาจะขยับตัวลุกขึ้นจะทำได้ค่อนข้างยากกว่าท่านั่งขัดสมาธิหรือท่านั่งแบบยกเข่าขึ้นข้างใดข้างหนึ่งนั้นเองค่ะ

tatami

ส่วนของเหตุการณ์ที่สอง ที่ทำให้ท่านั่งแบบเซซะแพร่หลายมากขึ้น สืบเนื่องจากในยุคนั้นเสื่อทาทามิเริ่มเป็นที่นิยมใช้แพร่หลายกันมากขึ้นไปจนถึงประชาชนทั่วไปก็หามาใช้ได้ รวมถึงการนั่งด้วยท่านั่งแบบเซซะนอกจากที่จะทำให้ผู้นั่งสามารถนั่งได้อย่างมั่นคงและดูดีกว่าการนั่งขัดสมาธิหรือนั่งแบบยกเข่าขึ้นข้างใดข้างหนึ่งแล้ว ยังช่วยป้องกันไม่ให้เสื่อทาทามิเสียหายได้ง่ายอีกด้วย ดังนั้นท่านั่งแบบเซซะจึงถือว่าเป็นท่านั่งที่เหมาะสมกว่าท่านั่งแบบขัดสมาธิหรือท่านั่งแบบยกเข่าขึ้นข้างใดข้างหนึ่งค่ะ

*เกร็ดความรู้*

(1) พิธีปฏิบัติตามแบบโอกาซาวาระริวเรย์โฮ (Ogasawararyu Reihou = 小笠原流礼法)

samurai2

พิธีปฏิบัติตามแบบโอกาซาวาระริวเรย์โฮ (Ogasawararyu Reihou = 小笠原流礼法) คือ พิธีการหรือแนวปฏิบัติแบบญี่ปุ่นโบราณ ที่สืบทอดมาจากตระกูลโอกาซาวาระ (小笠原家) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในฐานะตระกูลซามูไรเก่าแก่ของญี่ปุ่นที่เชี่ยวชาญด้านบูชิโด (วิถีแห่งนักรบซามูไร) พิธีการในราชสำนักและมารยาททางสังคม โดยมีหลักการที่ว่า “การเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายต้องเป็นไปอย่างสง่างามและมีสมดุล” ไม่ว่าจะเป็นการนั่ง การเดิน หรือการคำนับ ในส่วนของการปฏิบัติต่อผู้อื่น ก็ต้องเต็มไปด้วยความเคารพ ทั้งในเรื่องของกิริยา วาจา และท่าทางต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน จึงกล่าวได้ว่า การปฏิบัติตามแบบโอกาซาวาระริวเรย์ ถือเป็น “รากฐานของมารยาทญี่ปุ่น” ที่ยังคงมีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตประจำวันของชาวญี่ปุ่นมาจนถึงปัจจุบัน

(2) นโยบายซังคินโคไท (Sankin Koutai = 参勤交代)

sankin

นโยบายซังคินโคไท (Sankin Koutai = 参勤交代)คือ ระบบการควบคุมไดเมียวผ่านการเดินทางสลับที่อยู่และการเข้าเฝ้าโชกุนของไดเมียว ที่มีเกิดขึ้นในสมัยเอโดะซึ่งถูกกำหนดขึ้นโดยรัฐบาลโชกุนตระกูลโทกูงาวะ (徳川幕府 Tokugawa Bakufu) โดยไดเมียวต้องทำการสลับที่อยู่ โดยสลับอยู่แคว้นของตนกับเมืองเอโดะ (โตเกียวในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นที่ตั้งของโชกุน โดยไดเมียวต้องสลับย้ายเข้าไปพำนักในเอโดะปีเว้นปี และเมื่อกลับไปปกครองแคว้นของตน ต้องทิ้งภรรยาและทายาทไว้ที่เอโดะในฐานะตัวประกัน เพื่อเป็นหลักประกันความจงรักภักดีต่อโชกุน

โดยจุดประสงค์ของนโยบายนี้

  • ต้องการควบคุมไดเมียวเนื่องจากการเดินทางและการพำนักในเอโดะทำให้ไดเมียวไม่สามารถรวบรวมกำลังทหารเพื่อก่อกบฏได้ง่าย
  • เป็นการลดกำลังทางเศรษฐกิจของไดเมียว เพราะการเดินทางหนึ่งครั้งเป็นการเดินทางเป็นหมู่คณะหรือเป็นขบวนกลุ่มใหญ่ และการสร้างบ้านพักในเอโดะมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ทำให้ไดเมียวต้องใช้ทรัพยากรทั้งด้านทรัพย์สินและกำลังพลไปกับการเดินทางแทนการสร้างกองทัพ
  • เป็นการกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจต่อท้องถิ่นต่าง ๆ เพราะการเดินทางของขบวนหรือกลุ่มไดเมียวส่งผลให้เกิดการพัฒนาถนน เช่น ถนนสายหลักห้าเส้น หรือ โกไคโดะ (Gokaidou = 五街道) เมืองพักแรมหรือที่เรียกว่า ชูกูบะมาจิ (Shukuba Machi = 宿場町) และการค้าขายตามเส้นทางต่าง ๆ เป็นต้น
machi

อย่างไรก็ตาม ตามที่กล่าวไปตอนต้นในสมัยเอโดะท่านั่งแบบเซซะแม้ว่าจะมีใช้กันแต่ก็ถือว่ายังเป็นสิ่งที่ใช้เฉพาะในพิธีสำหรับคนบางกลุ่มเท่านั้น ท่านั่งของผู้คนทั่วไปยังคงแตกต่างกันไปตามฐานะและชนชั้นในสังคมอยู่ ต่อมาในช่วงหลังการปฏิรูปเมจิ (ปี ค.ศ. 1868) รัฐบาลญี่ปุ่นมีความจำเป็นต้องรวบรวมจัดระเบียบพิธีการต่าง ๆ ให้เป็นแบบไปในทิศทางรูปแบบเดียวกัน เพื่อส่งเสริมหลักคุณธรรมและความเสมอภาคของประชาชนทั้งสี่ชนชั้น (ได้แก่ ซามูไร ชาวนา ช่างฝีมือ และพ่อค้า) จึงได้กำหนดให้ท่านั่งสำรวมที่ใช้ร่วมกันในหมู่ประชาชนเรียกว่า “เซซะ” ช่วงเวลานั้นเองจึงถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการ “ท่านั่งเซซะอย่างแท้จริง”

woman

แม้ว่าในปัจจุบันท่านั่งแบบเซซะจะกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมญี่ปุ่น แต่เมื่อย้อนกลับไปดูจะพบว่ามีประวัติที่ใหม่กว่าที่เราคิดไว้นะคะ แล้วผู้อ่านทุกท่านละคะคิดอย่างไรกับท่านั่งแบบเซซะนี้กันบ้าง? สำหรับผู้เขียนถือว่าเป็นท่านั่งที่ดูสวยงามเหมาะสมกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นเป็นอย่างมากค่ะ แต่ว่าผู้เขียนคงจะขอเลือกนั่งบนเก้าอี้หรือนั่งขัดสมาธิแทนนะคะ นั่งนานไม่ไหว…เนื่องจากชอบเป็นตะคริวค่ะ แฮะๆ

สรุปเนื้อหาจาก : mag.japaaan

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...