โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เปิดแผนรับมือฝุ่น PM 2.5 ลงลึกถึง อปท.คุมไฟเผาป่า

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 02 พ.ย. 2567 เวลา 03.42 น. • เผยแพร่ 02 พ.ย. 2567 เวลา 03.42 น.

เร่งรับมือฝุ่นมลพิษ PM 2.5 “กรมควบคุมมลพิษ” จัดทำมาตรการรับมือไฟป่า หมอกควันและฝุ่นละออง ครอบคลุม 3 ระดับ ฝุ่นควันข้ามแดน ไฟป่าข้ามเขต และฝุ่นในเมือง พร้อมตั้งเป้าหมายลดค่าเฉลี่ยฝุ่น PM 2.5 ลงให้ได้ร้อยละ 5-15 คุมเข้มไฟป่า 14 เขต มหาดไทยสั่ง อปท.ทั่วประเทศจัดทำแผนป้องกันแก้ปัญหาฝุ่น

ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ฤดูฝุ่น PM 2.5 ส่งผลให้หน่วยงานของภาครัฐและภาคเอกชนเริ่มเตรียมความพร้อมที่จะรับมือ โดยกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ได้จัดทำมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควันและฝุ่นละอองปี 2568 เสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติไปเมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ด้วยการจัดตั้งกลไกบริหารจัดการฝุ่นเป็น 3 ระดับ ขณะที่ภาคเอกชนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง จังหวัดทางภาคเหนือที่ต้องเผชิญปัญหาฝุ่น PM 2.5 โดยตรงก็ได้จัดทำแผนแก้ปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 เช่นกัน

มาตรการรับมือฝุ่น PM 2.5

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควันและฝุ่นละออง ประจำปี 2568 ว่า จะยกระดับการดำเนินการเพื่อป้องกันและแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ผ่านการบริหารจัดการใน 3 ระดับ ทั้งระดับประเทศ (ฝุ่นควันข้ามแดน) ระดับกลุ่มพื้นที่ (Cluster) และระดับจังหวัด โดยจะกำหนดการรับมือฝุ่นล่วงหน้าให้เร็วขึ้น ด้วยการวิเคราะห์จัดทำพื้นที่เสี่ยงการเผาและเสี่ยงฝุ่น (Risk Map) ควบคุมพื้นที่แบบมุ่งเป้าพื้นที่ป่าแปลงใหญ่ในกลุ่มป่ารอยต่อไฟ ด้วยการจัดทำแผนปฏิบัติการจัดการไฟป่าตามห้วงเวลา กับแผนบริหารจัดการเชื้อเพลิง และการบริหารไฟในพื้นที่ทางการเกษตรช่วงฤดูการเก็บเกี่ยว

“การปฏิบัติการจะกำหนดการดำเนินการบริหารจัดการฝุ่น PM 2.5 ให้สอดคล้องกับแหล่งกำเนิด แบ่งเป็นการจัดการไฟป่า การจัดการไฟป่าในพื้นที่การเกษตร และการควบคุมฝุ่นละอองในเขตเมือง ซึ่งรวมไปถึงฝุ่นควันจากยานพาหนะ โรงงานอุตสาหกรรม ชุมชนริมทาง และการจัดการหมอกควันข้ามแดนที่จะต้องมีการหารือกับประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นต้นตอของการเผา ทั้งทางด้านตะวันตกและตะวันออกของประเทศ”

โดยการจัดการจะแบ่งเป็น 1) การจัดการไฟในพื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติ จะมีการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด จุดเฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยง ชุดดับไฟป่า การบริหารจัดการเชื้อเพลิง ประกาศจำกัดการเข้าพื้นที่ป่า การใช้ประโยชน์จากป่าชุมชน โดยไม่เผาพื้นที่เกษตรกรรมในที่ดินของรัฐ 2) การจัดการไฟในพื้นที่เกษตร ด้วยการขึ้นทะเบียนเกษตรกรที่ “จำเป็น” จะต้องใช้ไฟและบริหารจัดการไฟในพื้นที่เกษตรเท่าที่จำเป็นและมีการควบคุม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การควบคุมการเผาอ้อยไฟไหม้ที่จะส่งเข้าโรงงานน้ำตาล ซึ่งเป็นต้นเหตุของฝุ่นควันในพื้นที่การเกษตร

3) การควบคุมฝุ่นละอองในเขตเมือง ด้วยการออกประกาศห้ามรถบรรทุกขนาดใหญ่เข้าในเขตเมืองในช่วงวิกฤตฝุ่น PM 2.5 การขนส่งโดยใช้บริการรถสาธารณะด้วยข้อเสนอที่จะปรับลดค่าโดยสารลง การเร่งปรับเปลี่ยนรถ ขสมก.ให้เป็นรถไฟฟ้าทั้งหมด การตรวจจับรถควันดำ-รถบรรทุก การเข้มงวดเรื่องฝุ่นละอองในพื้นที่ก่อสร้างและโรงงานอุตสาหกรรม ที่ปล่อยฝุ่นควันเกินไปกว่ามาตรฐาน ด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด รวมไปถึงการเผาในพื้นที่สาธารณะและชุมชนริมทางด้วย

4) การจัดการปัญหาหมอกควันข้ามแดน จะบริหารจัดการด้วยการหารือในระดับรัฐมนตรีก่อนที่จะเริ่มฤดูกาลเผาพืชไร่ และจะมีการตั้ง ศูนย์บัญชาการเฝ้าระวัง ควบคุมและดับไฟในประเทศเพื่อนบ้านด้วย 5) การบริหารจัดการในภาพรวม จะขอการสนับสนุนด้วย “งบฯกลาง” จากรัฐบาล และให้สิทธิประโยชน์กับภาคเอกชน จะมีการประกาศพื้นที่ควบคุมเหตุรำคาญ รวมไปถึงหากมีสถานการณ์ฝุ่นควันรุนแรงขึ้นก็อาจจะประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ PM 2.5 รวมไปถึงการจูงใจให้มีการนำนโยบาย Work from Home ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนด้วย

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้มีดัชนีชี้วัดเป้าหมายในการทำงานป้องกันและลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในปีนี้จะมีการกำหนดเป้าหมายลดพื้นที่เผาไหม้ในพื้นที่ป่าร้อยละ 25 ในการบริหารจัดการพื้นที่ป่าแปลงใหญ่รอยต่อไฟ 14 กลุ่ม (Cluster) การลดการเผาไหม้ในพื้นที่เกษตรและพืชเป้าหมายร้อยละ 10-30 การควบคุมฝุ่นที่เกิดจากยานพาหนะและโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่เมืองให้เป็นไปตามกฎหมายร้อยละ 100 รวมไปถึงการตั้งหมายการลดค่าเฉลี่ยฝุ่น PM 2.5 ลงร้อยละ 5-15 และควบคุมค่าเฉลี่ยฝุ่น PM 2.5 ใน 24 ชั่วโมงสูงสุดไม่ให้เกินค่าที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ และลดจำนวนวันที่มีฝุ่นละอองเกินกว่าค่ามาตรฐานลงร้อยละ 5-10

ลงลึกทำแผนฝุ่นระดับ อปท.ทั่ว ปท.

นอกจากการจัดทำมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควันและฝุ่นละอองประจำปี 2568 แล้ว มีรายงานข่าวจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้สั่งการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ จัดทำแผนการดำเนินงานการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 โดยแผนดังกล่าวจะประกอบไปด้วยสภาพพื้นที่ตั้งของ อปท. จำนวนประชากร อาชีพ เส้นทางคมนาคม แหล่งน้ำสำคัญ และสถานการณ์ฝุ่นในพื้นที่ ด้วยการกำหนดอำนาจหน้าที่ให้นายกเทศมนตรี นายกองค์การบริหารส่วนตำบล นายกเมืองพัทยา ในฐานะผู้อำนวยการท้องถิ่น มีอำนาจตามมาตรา 20 พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 โดยจะแบ่งการปฏิบัติการออกเป็น 2 ระยะคือ

ระยะเตรียมการ เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 ถึงกันยายน 2568 เริ่มตั้งแต่การประชาสัมพันธ์สถานการณ์ฝุ่นละอองในพื้นที่ การตรวจสอบค่าฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่ การตรวจสอบโครงการก่อสร้างต่าง ๆ และกำหนดให้ผู้รับเหมามีมาตรการในการป้องกันไม่ให้เกิดฝุ่นละออง การจัดอาสาสมัครป้องกันไฟป่าและลาดตระเวนในพื้นที่ป่าสงวนฯ การเตรียมความพร้อมอุปกรณ์ป้องกันและควบคุมไฟป่า การขอความร่วมมือเกษตรกรงดการเผาในพื้นที่ การรับซื้อตอซังข้าวและฟางข้าว สำรวจพื้นที่เผาซ้ำซ้อนและไม่ให้เผา รวมไปถึงการประกาศพื้นที่ควบคุมเหตุรำคาญ ส่วนการควบคุมฝุ่นละอองในเขตเมือง ตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์-กรกฎาคม 2568 จัดให้มีการตรวจสอบรถยนต์ในพื้นที่ไม่ให้ปล่อยควันดำเกินค่ามาตรฐาน

ระยะเผชิญเหตุระหว่างเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2568 หากเกิดไฟป่าให้เข้าระงับเหตุดับไฟในพื้นที่ทันที โดยบูรณาการการดับไฟและควบคุมไฟป่ากับเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รวมไปถึงการเข้าระงับเหตุการเผาและการลุกลามของไฟในพื้นที่เกษตรกรรมด้วย ส่วนระยะเผชิญเหตุในเขตเมือง ให้ประชาสัมพันธ์สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ให้ประชาชนในพื้นที่ทราบ จัดหาหน้ากากอนามัย ระงับการก่อสร้างในพื้นที่ในช่วงวิกฤตฝุ่น PM 2.5 และมีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินท้องถิ่น

เชียงใหม่รุกแผน 5 ปีแก้ฝุ่นควัน

ด้านนายทศพล เผื่อนอุดม รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ได้ทำแผนยุทธศาสตร์ระยะ 5 ปี เพื่อแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นขนาดเล็ก PM 2.5 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยเฉพาะในปี 2568 ในแผนจะกำหนดเป้าหมาย ทิศทาง งบประมาณ และรายละเอียดของแผนงานโครงการต่าง ๆ พร้อมทั้งจะนำนวัตกรรม งานวิจัย วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสริมการปฏิบัติงานมากขึ้น เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น และไม่เน้นแค่ช่วงการดับไฟอย่างเดียว แต่จะให้ความสำคัญกับทุกมิติ

โดยแผนจะแบ่งเป็น 6 มิติได้แก่ ป่าสงวนฯ, ป่าอนุรักษ์, การเกษตร, ชุมชนเมือง, ระบบขนส่งมวลชน, การบริหารและการมีส่วนร่วม และลดผลกระทบด้านสุขภาพ โดยในเป้าหมายระยะ 5 ปี (2568-2572) ตั้งเป้าหมายลดพื้นที่เผาไหม้ หรือ Burn Scar ในจังหวัดเชียงใหม่ลง 20% จุดเผาไหม้ 20% ผู้ป่วย COPD หรือพื้นที่ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคมลดลง 10% และจำนวนวันที่มีค่า PM 2.5 ลง 20% จากปีก่อน

ขณะที่นายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ประธานสภาลมหายใจเชียงใหม่ กล่าวว่า สภาลมหายใจเชียงใหม่อยู่ระหว่างการเตรียมแผนแก้ปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 ปี 2568 ของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นการสรุปบทเรียนจากปีที่ผ่านมา (2567) ประเด็นหลักก็คือ การมีส่วนร่วมของชุมชนและท้องถิ่นที่ต้องทำเป็น “แผนระดับลึก” โดยใช้ตัวกระบวนการทางสังคมเข้ามาควบคุมการเผามากขึ้น เนื่องจากปีที่ผ่านมาพบว่า คำสั่งของจังหวัดยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างครอบคลุม และการมีส่วนร่วมอยู่แค่ระดับกำนันผู้ใหญ่บ้านเท่านั้น ยังเข้าไม่ถึงระดับประชาชน-ชุมชนอย่างแท้จริง

ดังนั้นการแก้ปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 ในปี 2568 จึงต้องการยกระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนให้มีความลึกมากขึ้น ให้ไปสู่จุดการทำประชาคมหมู่บ้านและให้มีแผนในระดับชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างกติกาชุมชนในการควบคุมการเผา ควบคู่กับคำสั่งจังหวัดในเรื่องต่าง ๆ อาทิ การห้ามเผาที่ใช้มาตรการทางกฎหมาย เป็นต้น

รวมถึงการให้ชาวบ้านดูแลกันเองมากขึ้น ซึ่งถือเป็นการเพิ่มน้ำหนัก และเพิ่มกระบวนการมีส่วนร่วมของแผนการแก้ปัญหาและรับมือฝุ่นควัน PM 2.5 ในปี 2568 ให้มีความละเอียดและเชิงลึกมากขึ้นกว่าทุกปี โดยแผนทั้งหมดจะดำเนินการเสร็จเรียบร้อยภายในเดือนธันวาคม และจะนำเสนอแผนเบื้องต้นให้ ครม.สัญจรพิจารณาระบบสนับสนุน โดยเฉพาะงบประมาณที่ต้องใช้งบฯกลางในการขับเคลื่อนให้ทันเวลาและเป็นรูปธรรม

ขณะที่ข้อเสนอของมูลนิธิสภาลมหายใจภาคเหนือ มาตรการแก้วิกฤตฝุ่นควันปี 2568 ต่อคณะทำงานของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยให้ยกระดับนโยบายไฟแปลงใหญ่ สู่กลุ่มพื้นที่บูรณาการ พุ่งเป้ากลุ่มป่ารอยต่อไฟผลกระทบสูง 7 กลุ่ม (19 ผืนป่า) พื้นที่บูรณาการ 7 กลุ่มไฟแปลงใหญ่ (19 ผืนป่า) ได้แก่ 1) กลุ่มป่ารอบเขื่อนศรีนครินทร์ (อช.ศรีนครินทร์, ขสป.สลักพระ, ป่าสงวนฯเขาพระฤๅษีและป่าเขาบ่อแร่, ป่าสงวนฯ ป่าเขาช้างเผือก) 2) กลุ่มป่าเหนือเขื่อนภูมิพล (อช.แม่ปิง/ขสป.แม่ตื่น/ขสป.อมก๋อย/ป่าสงวนแห่งชาติแม่พริก)

3) กลุ่มป่าสาละวิน (อช.สาละวิน/ขสป.สาละวิน) 4) กลุ่มป่ารอยต่อเหนือเขื่อนสิริกิติ์ (อช.ศรีน่าน อช.ลำน้ำน่าน อช.ขุนสถาน) 5) กลุ่มป่าโซนกลาง (ป่าสงวนฯแม่งาว/อช.แม่ยม) 6) กลุ่มป่ารอยต่อสามอำเภอเชียงใหม่ใต้ (อช.ออบหลวง/อช.แม่โถ อำเภอฮอด แม่แจ่ม จอมทอง) และ 7) กลุ่มป่าลุ่มน้ำปาย (ขสป.ลุ่มน้ำปาย/ป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ปายฝั่งซ้าย)

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดแผนรับมือฝุ่น PM 2.5 ลงลึกถึง อปท.คุมไฟเผาป่า

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...