โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“นิฮอน เอ็ม แอนด์ เอฯ” ตั้งกองทุน A2G Capital ขยายองค์กรญี่ปุ่นสู่อาเซียน

ข่าวหุ้นธุรกิจ

เผยแพร่ 07 ต.ค. 2567 เวลา 11.24 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

นายยูสุเกะ โอจิมะ หัวหน้าส่วนภูมิภาคอาเซียนบริษัท นิฮอน เอ็ม แอนด์ เอ เซ็นเตอร์ โฮลดิงส์ (ประเทศไทย) จำกัด (Nihon M&A Center) ประกาศจัดตั้งกองทุนเอทูจี แคปปิตอล (ASEAN to Global Capital) ซึ่งเป็นบริษัทจัดการกองทุนของกลุ่ม ที่มีเป้าหมายในการสนับสนุนการขยายบริษัทญี่ปุ่นเข้าสู่ภูมิภาคอาเซียน มีเป้าหมายเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมการควบรวมและซื้อกิจการข้ามพรมแดนผ่านกองทุนนี้ โดยความร่วมมือครั้งแรกได้เริ่มต้นขึ้นในมาเลเซียกับ ซีเค แมค โกลบอล (CK MAC Global Sdn. Bhd.) ซึ่งเป็นบริษัทการค้าที่เชี่ยวชาญในด้าน เครื่องจักรที่เกี่ยวกับระบบควบคุมเชิงตัวเลขด้วยคอมพิวเตอร์ (CNC) และการให้บริการหลังการขายที่มีการดำเนินงานในประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์

สำหรับ กองทุน เอทูจี แคปปิตอล มุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมโอกาสในการควบรวมกิจการระหว่างบริษัทญี่ปุ่นและ SME ในภูมิภาคอาเซียน ภายใต้ความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือให้ SME สามารถปรับโครงสร้างธุรกิจและส่งเสริมความร่วมมือกับบริษัทผู้ลงทุนจากญี่ปุ่น เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ในการควบรวมและซื้อกิจการที่ดีที่สุด

ด้าน นายยูสุเกะ กล่าวว่า เป็นเวลาหลายทศวรรษที่ญี่ปุ่นและอาเซียนได้สานสัมพันธ์และความร่วมมือในการเป็นหุ้นส่วนธุรกิจที่แข็งแกร่งเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาคให้เติบโต การก่อตั้งกองทุน เอทูจี แคปปิตอลจะเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันการลงทุนระหว่างประเทศสู่ SME เพื่อส่งมอบทรัพยากรและความเชี่ยวชาญ ตลอดจนถึงการผลักดันให้ SME ประสบความสำเร็จทางธุรกิจและสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

“เนื่องจากตลาดภายในประเทศญี่ปุ่นอยู่ในช่วงเวลาที่เติบโตเต็มที่และถึงจุดอิ่มตัว จึงมีศักยภาพในการเติบโตที่จำกัด เมื่อเปรียบเทียบกับเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนที่มีพลวัตและขยายตัวอย่างรวดเร็ว เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ไทย และเวียดนาม จึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับบริษัทญี่ปุ่นที่ต้องการสร้างการเติบโตที่หลากหลาย ด้วยการขยายการลงทุนสู่ประเทศในอาเซียน บริษัทในญี่ปุ่นสามารถลดความเสี่ยงต่อความผันผวนของเศรษฐกิจภายในประเทศ และยังสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสใหม่ๆ ในการขยายตลาด และสร้างการเติบโตในระยะยาวอีกด้วย” นายยูสุเกะ กล่าวเสริม

ทั้งนี้ ข้อมูลการลงทุนระหว่างประเทศของญี่ปุ่น ระบุว่า ในปี 66 ญี่ปุ่นมีการลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียนสูงถึง 2.41 แสนล้านดอลลาร์ ในขณะที่การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จากญี่ปุ่นไปยังอาเซียนมีมูลค่า 1.45 หมื่นล้านดอลลาร์ส มีข้อมูลดังนี้ (1) การลงทุนของญี่ปุ่นในมาเลเซีย: ญี่ปุ่นยังคงลงทุนอย่างแข็งแกร่งในมาเลเซีย โดยมีมูลค่าประมาณ 1.15 พันล้านดอลลาร์ ราว 5.5 พันล้านดอลลาร์ริงกิต โดยมีการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในภาคอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์

(2) การลงทุนของญี่ปุ่นในอินโดนีเซีย: แม้จะมีความท้าทายระดับโลก แต่ญี่ปุ่นยังคงเป็นนักลงทุนรายใหญ่ของอินโดนีเซีย โดยมีเงินลงทุนประมาณ 4.63 พันล้านดอลลาร์ (3) การลงทุนของญี่ปุ่นในไทย: การลงทุนของญี่ปุ่นในประเทศไทยยังคงเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยมีมูลค่าถึง 1.08 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 40,200 ล้านบาท โดยการลงทุนหลักเน้นไปที่การผลิตในขั้นสูง (4) การลงทุนของญี่ปุ่นในเวียดนาม: ญี่ปุ่นลงทุนเกือบ 6.57 พันล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นกว่า 17.9% ของการลงทุนทั้งหมด เพิ่มขึ้น 37.3% จากปีที่ 2565 และ (5) การลงทุนของญี่ปุ่นในสิงคโปร์: การลงทุนของญี่ปุ่นในสิงคโปร์พุ่งสูงถึง 5.76 พันล้านดอลลาร์ ประมาณ 7.89 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ซึ่งตอกย้ำถึงความร่วมมือที่แข็งแกร่งทางด้านการเงินและเทคโนโลยี

อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ปี 64 นิฮอน เอ็ม แอนด์ เอ เซ็นเตอร์ ได้ปิดดีลการควบรวมและซื้อกิจการในประเทศไทยแล้ว 6 ราย แต่ละรายมีมูลค่าเฉลี่ยที่ 5-20 ล้านดอลลาร์ โดย SME ที่มีการควบรวมและซื้อกิจการไปนั้นอยู่ในอุตสาหกรรมการผลิต การก่อสร้าง โลจิสติกส์ ไอที และธุรกิจจัดจำหน่าย ด้วยความคิดริเริ่มใหม่นี้กองทุนเอทูจี แคปปิตอล ของนิฮอน เอ็ม แอนด์ เอ เซ็นเตอร์ จึงมีเป้าหมายที่จะเสริมศักยภาพของธุรกิจในอาเซียนโดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลาง เพื่อเพิ่มศักยภาพศักยภาพสูงสุดให้ธุรกิจสามารถเติบโตก้าวสู่ตลาดระดับโลกได้

สำหรับ กองทุนเอทูจี แคปปิตอล จะสนับสนุนธุรกิจ SME ในกระบวนการควบรวมและซื้อกิจการในเฟสที่หนึ่งและสอง โดยสนับสนุนการปรับโครงสร้างภายในองค์กร และช่วยเหลือในการขายหุ้นบริษัทให้กับนักลงทุนที่สนใจผ่านบริการให้คำปรึกษาของนิฮอน เอ็ม แอนด์ เอ เซ็นเตอร์ โดยกองทุนจะเข้ามารับประกันสอดรับกับมาตรฐานธุรกิจของญี่ปุ่น และนำเสนอแนวทางการบูรณาการหลังการควบรวมกิจการ (Post-Merger Integration: PMI) อย่างเป็นระบบซึ่งจะช่วยลดเวลาและต้นทุนในการควบรวมและซื้อกิจการให้ประสบความสำเร็จ ขณะเดียวกันก็ลดความจำเป็นในการมีส่วนร่วมของการจัดการโดยตรง ด้านการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ ช่วยให้ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นและช่วยให้มั่นใจได้ว่าการเปลี่ยนผ่านธุรกิจไปสู่ธุรกิจที่มีวัฒนธรรมของญี่ปุ่นจะเป็นไปอย่างราบรื่น ด้วยโมเดลดังกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...