โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ เสียงแช่งสาปอันหยาบคาย สู่ผู้สืบสายบัลลังก์เลือด

The101.world

อัพเดต 10 ก.ค. 2567 เวลา 10.53 น. • เผยแพร่ 10 ก.ค. 2567 เวลา 03.53 น. • The 101 World

ดูดู๋! ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับวงการหนังไทย วิลเลียม เชกสเปียร์ (William Shakespeare -กวีชาวอังกฤษสมัยต้นศตวรรษที่ 17) เขาแต่งบทละครเอาไว้ตั้งมากมายไม่น้อยกว่า 39 เรื่อง พอแวดวงหนังในเมืองไทยคิดอยากจะไหว้ครู นำบทละครของนักการละครเลื่องชื่อผู้นี้มาตีความให้เป็นหนังไทย ทำไม้ ทำไม ผู้สร้างอย่าง สมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ หรือ อิ๋ง เค ถึงคิดเอาบทละคร ‘ต้องสาป’ ที่ไม่สามารถเอ่ยชื่อให้ทราบแบบตรงๆ ได้ว่าเรื่องไหน และต้องใช้ ‘ชื่อเล่น’ ว่า The Scottish Play (ลองใช้ search engine หากันดูนะ) มาสร้างเป็นงานเชกสเปียร์ฉบับหนังไทยเรื่องแรกด้วย!

จนบังเกิดเป็น ‘ความซวย’ ที่หนังเรื่อง ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ (2011) กลายเป็นผลงานของสมานรัชฎ์เรื่องที่สองที่ต้องโดนคำสั่งแบน ‘ห้ามฉาย’ ในราชอาณาจักรไทย ในข้อหาที่ว่า “ภาพยนตร์มีเนื้อหาที่อาจก่อให้เกิดการแตกความสามัคคีระหว่างคนในชาติ” ประกาศโดยคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ กระทรวงวัฒนธรรม ตามกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของประเภทภาพยนตร์ พ.ศ. 2552 ข้อ 7(3) และตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 เมื่อวันที่ 3 เมษายนปี 2012 และแม้ว่าทีมผู้สร้างหนังจะยื่นอุทธรณ์ตามกำหนดเวลา คณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติหารือลงคะแนนกันแล้วก็ยังยืนยันมติเดิม

ปมประเด็นสำคัญคือ แม้ว่าหนังเรื่อง ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ จะเล่าถึงเรื่องราวของ เมฆเด็ด กษัตริย์หัตถ์นองโลหิตในประเทศสมมติ แต่ในเมื่อตัวละครทั้งหมดพูดภาษาไทย ก็ย่อมสื่อโดยนัยว่านี่คือประเทศไทย และบางฉากในหนังก็อาจชวนให้คิดไปถึงเหตุการณ์รุนแรงเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 1976 อันอาจสร้างความร้าวฉานให้สังคม จึงไม่สมควรที่จะนำออกฉายในราชอาณาจักรแห่งนี้ แม้ว่าที่ผ่านมากระทรวงวัฒนธรรมเองนั่นแหละที่ให้เงินทุนไทยเข้มแข็งสนับสนุนการสร้างทำหนัง และผู้สร้างก็ยังได้ถ่ายบันทึกทุกเหตุการณ์พิพาทนี้ไว้ กลายเป็นสารคดีอีกเรื่องของสมานรัชฎ์คือ ‘เซ็นเซอร์ต้องตาย’ (2013) ที่ได้สิทธิ์ออกฉายทั่วราชอาณาจักรไทยโดยไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนพิจารณาใดๆ หน้าตาเฉย! ซึ่งก็คงต้องขอยกย่องชมเชยทีมผู้สร้าง ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ ที่ถึงจะ ‘ซวย’ อย่างไรก็พร้อมสู้ตาย ไม่ยอมให้ใครมาข่มเหงกันง่ายๆ หลังจากอธิบายก็แล้ว อุทธรณ์ก็แล้ว ว่านี่คือบทละครเชกสเปียร์ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียทางไหนกับประเทศไทย ก็ยังไม่เป็นผลอันใด สุดท้ายก็ต้องยื่นฟ้องไปยังศาลปกครองร้องกันข้ามปี กระทั่งวันที่ 11 สิงหาคมปี 2017 ศาลปกครองชั้นต้นก็มีคำสั่งยกฟ้องเพราะคณะผู้พิจารณาฯ ก็ได้ใช้ดุลยพินิจมาไตร่ตรองแล้วโดยชอบทางกฎหมาย แต่ถึงจะพ่ายอีกก็ยังอุทธรณ์ได้อีก จะไปกลัวอะไร สุดท้ายเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ปี 2024 ศาลปกครองสูงสุดก็พลิกคำตัดสินให้กระทรวงวัฒนธรรมยกเลิกคำสั่ง ‘แบน’ หนังเรื่อง ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ พร้อมทั้งชดใช้ค่าเสียหายที่หนังไม่ได้ออกฉายไปตั้งแต่ 12 ปีก่อน คอหนังและคอละครเชกสเปียร์ชาวไทยจึงเพิ่งจะมีโอกาสสัมผัสผลงานชิ้นนี้ในโรงภาพยนตร์อย่างสง่าผ่าเผยได้ ในเรตติ้งที่แนะนำไว้ว่าเหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปเท่านั้น!

แม้จะรู้สึกว่ามันไม่ควรเลยที่ทีมผู้สร้างหนังเรื่อง ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ ต้องมาเจอกับอาถรรพ์ฝันร้ายจากบทละครต้องสาป โดนกล่าวหาว่าเป็นหนังหยาบช้าทำให้ประชาชีแตกความสามัคคียาวนานเกือบ 12 ปีแบบนี้ แต่ก็ต้องขอบคุณที่ยังยืดหยัดและหยิ่งทะนงต่อศักดิ์ศรี รวมถึงเสรีภาพในการแสดงออกของศิลปิน ที่จะปล่อยให้ใครมาหมิ่นว่าเป็น ‘บ่อนทำลาย’ อย่างง่ายๆ พล่อยๆ ไม่ได้ จนสุดท้ายก็ได้รับความเป็นธรรมในที่สุด เป็นอุทาหรณ์อันดีที่คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ฯ ชุดปัจจุบัน จะต้องยึดมั่นอยู่ในความระแวดระวังตั้งอยู่ในดุลพินิจที่คิดหน้าคิดหลังพลั้งอะไรไม่ได้อีกต่อไป เป็นชัยชนะของอุดมการณ์ Free Thai Cinema Movement ที่เริ่มต่อสู้กันตั้งแต่ได้เห็นเรื่อง ‘แสงศตวรรษ’ (2006) ของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ถูกสั่งตัดถูกเซ็นเซอร์ จนคนรักหนังไทยต้องออกมาร้องแรกแหกกระเชอกันตั้งแต่ปี 2007

20 มิถุนายนปี 2024 จึงนับเป็นฤกษ์งามยามดีที่ ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ จะได้พิสูจน์ตัวเองต่อสายตาคนดูชาวไทยทั้งหลาย ว่าเมื่อผู้กำกับจับเอาตัวละครในบทละคร The Scottish Play เรื่องนี้มาเล่าใหม่โดยใช้ภาษาไทย (ภายใต้ฉากหลังเป็นประเทศสมมติที่มีชุดสีธงชาติแปลกต่างออกไป) มันจะพิสุทธิ์งดงามได้ถึงระดับไหน มีอะไรที่จะเข้ากันได้ และอะไรที่เข้ากันไม่ค่อยได้ ซึ่งคนดูแต่ละรายต้องใช้ ‘ดุลพินิจ’ ส่วนตัวมาตัดสินประมวลกันด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องมีใครมาเบ่งอำนาจชี้ขาดตัดสินให้ว่าได้ดูหนังเรื่องนี้แล้วเธอจะลุกขึ้นมาแบ่งฝ่ายเข่นฆ่าแตกสามัคคีกันอย่างแน่แท้! แม้แต่ ‘กัลปพฤกษ์’ เองก็ตีตั๋วเข้าไปดูตั้งแต่วันแรกที่หนังได้รับการ ‘ปลดแอก’ สู่อิสรภาพอย่างเป็นทางการ และแม้โดยความรู้สึกแล้วออกจะผสมผสาน แต่ก็ดีใจแทนหนังที่ตัวเองเฝ้ารอดูมานาน ว่าจะได้ออกฉายในบ้านเกิดอย่างสง่าผ่าเผยเสียที!

สำหรับ The Scottish Play นี้ ‘กัลปพฤกษ์’ ก็มีโอกาสวาสนาได้ดูฉบับละครเวทีครั้งแรกที่โรงละครเชกสเปียร์ โกลบ (Shakespeare’s Globeป ย่านแบงค์ไซด์ ริมแม่น้ำเทมส์ ณ กรุงลอนดอน และยังตราตรึงกับการแสดงสุดหลอนของนักแสดงที่เล่นเป็นกษัตริย์มือสังหารและราชินี ที่แม้จะแสดงกันช่วงบ่ายในเวลากลางวันแสกๆ ก็ยังหวาดหวั่นกับอาการแปลกวิปริตของตัวละครทั้งสองนี้ได้ ชนิดที่ถ้าไปป๊ะเจอที่ไหนก็จะไม่ยอมย่างกรายเฉียดเข้าใกล้ให้ต้องเสี่ยงภัยอันตราย! กลายเป็นอีกหนึ่งงานละครเชกสเปียร์ที่ซาบซึ้งยิ่งแล้วว่ามันอมตะอยู่คู่กาลเวลามาได้อย่างไร กับเนื้อหาอันชวนสลดหดหู่ใจ ทำให้เรื่องไสยศาสตร์กลายเป็นความจริงที่อาจเกิดขึ้นได้ หาใช่ความละเมอเพ้อพกหรือโกหกปลิ้นปล้อนใด เลย!

เมื่อทีมผู้สร้างเผยว่ากำลังนำบทละครอมตะเรื่องนี้มาตีความใหม่ให้กลายเป็นหนังไทย จึงกระตุ้นต่อมอยากรู้อยากดูมากขึ้นไปใหญ่ พอหนังเสร็จใกล้จะออกฉายก็ดันโดนพิษร้ายจากกองเซ็นเซอร์ให้ต้องรอเก้ออยู่กว่าทศวรรษก่อนจะได้ดูกันในปีนี้ ที่ต่อให้จินตนาการย้อนไปว่าถ้าได้ดูตั้งแต่ปี 2012 ที่หนังตั้งท่าจะออกฉาย มันจะมีความเป็นหนัง ‘อันตราย’ ได้ขนาดนั้นเชียวหรือ และก็คงต้องร้อง หือ ถามกลับไปว่ามันหยาบช้าทำลายความสามัคคีที่ตรงไหน มันก็แค่หนังผีที่เล่าด้วยวิถีพื้นบ้านแบบลิเกไทย ไม่ปรากฏความจาบจ้วงที่ตรงไหน ยิ่งดูก็ยิ่งสงสัยว่าใครกันหนาที่จะมาบ้าจี้มีประเด็นให้ถือสาหาความ!

ทั้งนี้ ถ้าถาม ‘กัลปพฤกษ์’ แล้ว ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ เป็นเพียงการดัดแปลงบทละคร The Scottish Play ออกมาเป็นฉบับพากย์ไทยที่รักษาใจความหลักๆ เอาไว้แทบจะบรรทัดต่อบรรทัด ขุนพล เมฆเด็ด (พิศาล พัฒนพีระเดช) ได้รับคำทำนายจากแม่มดสามใบเถาว่าเขาจะได้เป็นกษัตริย์แห่งสก็อตแลนด์องค์ต่อไป เมื่อได้รับชัยชนะในศึกสงคราม เมฆเด็ดก็ได้รับความดีความชอบตอบแทนจากกษัตริย์ ดังแคน (นิวัติ กองเพียร) เมื่อคุณหญิงเมฆเด็ด (ธาริณี เกรแฮม) ทราบคำพยากรณ์ก็เลยคิดวางแผนให้ เมฆเด็ดลอบปลงพระชนม์กษัตริย์ดังแคนด้วยกริชแล้วปกปิดความผิดด้วยการป้ายโทษให้คนอื่น เมฆเด็ดขึ้นครองบัลลังก์เป็นกษัตริย์และพยายามกำจัดสหาย บางโค (ต่อตระกูล จันทิมา) รวมถึงทายาท ซึ่งแม่มดเคยประกาศว่าจะได้ครองบัลลังก์ต่อไป แต่ยิ่งสังหารเสี้ยนหนามมากเท่าไร เมฆเด็ดก็ไม่สามารถครองบัลลังก์ด้วยใจอันสงบได้ ภาพฝันร้ายแห่งความโหดเหี้ยมอำมหิตได้ตามมาหลอกหลอนเขาเสมอมา กระทั่งเมฆเด็ดได้รับคำพยากรณ์ของสโมสรแม่มดร้ายอีกครั้งว่าเขาจะถูกโค่นจากบัลลังก์โดยคนที่มิได้คลอดจากครรภ์มารดา เมฆเด็ดจึงเกิดความอหังการ์ เมื่อเขาตระหนักรู้ว่าไม่มีใครจะสามารถเกิดมาโดยไร้ครรภ์มารดาได้ สู้รบอย่างไม่กลัวตาย แต่สุดท้ายก็ต้องมาเจอจุดจบที่สบกับคำทำนายของนางแม่มดอย่างอดสมน้ำหน้าไม่ได้กันเลย!

ผู้กำกับสมานรัชฎ์เป็นผู้แปลบทละครออกมาเป็นฉบับพากย์ไทยด้วยภาษาจักรๆ วงศ์ๆ อย่างเชยๆ ง่ายๆ ถ่ายทอดเป็นสำนวนร้อยแก้วด้วยภาษาอันออกจะแพรวพราว มีสัมผัสสระบ้างเป็นครั้งคราวให้เข้ากับลีลาของสุภาษิตคำคมของไทย ในส่วนของการแสดงก็ใช้วิธีถ่ายให้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นบนเวทีละครของคณะละครตะวันตกแบบร่วมสมัย นักแสดงแต่งกายกันแบบไทยๆ สลับกับเสื้อผ้าสากลแบบคนในยุคปัจจุบันทั่วไป โดยก็มีบางฉากที่ไพล่ไปถ่ายทำนอกสถานที่ให้ตัวละครดูมีชีวิตในแบบร่วมสมัย หากบทสนทนาก็ยังดำเนินไปตามบทละครที่เชกสเปียร์เขียนเอาไว้ ไม่ว่าจะใช้ฉากที่เกิดขึ้นภายในหรือภายนอกโรงละคร

The Scottish Play ฉบับลิเกไทยในครั้งนี้ จึงดูมีนัยยะที่สะท้อนถึงเจตนาในการ ‘คารวะไหว้ครู’ ต่อผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นปรมาจารย์ด้านการละครแห่งสหราชอาณาจักรอย่างเชกสเปียร์ท่านนี้ ว่าความคลาสสิกที่ว่ามันน่านับถือศรัทธามากเพียงไหน และหากจะจับความสากลนี้มาแต่งองค์ทรงเครื่องใหม่ให้เป็นแบบไทยๆ หน้าตามันจะเป็นอย่างไร กลายเป็นอาณาจักรสมมติแห่งใหม่ ที่ผู้กำกับก็กำชับเอาไว้ชัดว่าถึงจะพากย์ไทยแต่ก็ไม่ได้หมายความว่านี่คือประเทศไทยนะ!

แต่ก็อีกนั่นล่ะ ขึ้นชื่อว่าเป็นพิธี ‘ไหว้ครู’ ต่อให้จัดงานกันอย่างเลิศหรูดูมีรสนิยมกันขนาดไหน ก็มีแนวโน้มที่จะเป็นงานที่น่าเบื่อเหลือเกิน โดยเฉพาะสำหรับบรรดาลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลายที่บางครั้งก็ไม่ได้ซึ้งไม่ได้อินไปกับความภาคภูมิใจเหล่านั้นของบรรดาคุณครู! การที่สมานรัชฎ์เลือกนำเสนอ ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ ในลักษณะงานภาพยนตร์ซ้อนละครแบบตรงตัว (faithful adaptation) คุณครูว่ามาอย่างไร หนูก็จะไล่เล่าไปตามนั้น คนดูโปรดมั่นใจได้ว่าจะไม่มีอะไรตกหล่น หนังจึงดูตรงแบบเถรส่องบาตรอย่างไรชอบกล โดยเฉพาะกับคนทำหนังผู้มีพลังจินตนาการเหลือล้นอย่างสมานรัชฎ์ท่านนี้ ส่วนที่ดีและน่าประทับใจมากที่สุดในหนังก็คือช่วงหลังปิดม่านโรงละครแล้วเนื้อเรื่องย้อนมาเล่าเหตุการณ์ชีวิตจริงนอกเวที ที่การแสดงเรื่องนี้ดันมีเจ้าหน้าที่รัฐมาจัดระเบียบสังคม ข่มขู่ผู้กำกับละครในช่วงพักครึ่งว่าช่างกล้าดีอย่างไรถึงใช้นักแสดงนำหน้าตาสำเนาเดียวกันเลยกับท่านผู้นำของประเทศ รวมไปถึงการก่อเหตุรุนแรงในโรงละครตอนท้ายๆ ที่ดูแล้วชวนให้รู้สึกใจหายกับเหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นได้จริง และมีให้เห็นกันจริงๆ มาแล้วในสังคมไทย (ซึ่งก็ไม่ใช่ประเทศเดียวกันกับที่เกิดขึ้นในหนังนะ!) อันไม่ใช่ประเทศที่มีในบทละครดั้งเดิมตามที่เชกสเปียร์เขียนไว้แต่เป็นสิ่งที่สมานรัชฎ์ใส่เพิ่มเข้ามา ซึ่งเนื้อหาส่วนนี้นี่เองที่ทำให้ ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ ถ่ายทอดให้คนดูร่วมสมัยรับรู้ได้ว่า บทละครต้องสาปที่เชกสเปียร์เคยเล่าไว้ในปี 1623 ก็ยังตามมาเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ในปัจจุบันได้ตรงขนาดไหน ซึ่งก็น่าเสียดายจนไม่รู้ว่าจะเสียดายอย่างไรที่เรื่องราว ‘นอกเวที’ เหล่านี้ยังมีสัดส่วนเวลาเพียงน้อยนิดจนไม่สามารถคิดให้เป็นพล็อตรอง (subplot) ได้ด้วยซ้ำเพราะยังไม่เห็นถึงพัฒนาการสำคัญ ทั้งๆ ที่มันก็น่าจะเป็นส่วนขยายที่เล่าเพิ่มได้อย่างดุเด็ดเผ็ดมัน ถ้าผู้กำกับจะไม่ยึดมั่นกับการ ‘เดินตามรอยเท้า’ บทละครของเชกสเปียร์มากเกินไป

จะไหว้ครูทั้งที เราก็อยากจะเห็นลีลาการจัดพานที่ขับขานสะท้อนความเป็นตัวเองมากกว่าที่จะมาเบ่งวิชาความรู้ที่คุณครูเคยถ่ายทอดไว้โดยไม่คิดทรยศ คือจะดัดแปลงแต่งเสริมจนจำบทเดิมกันไม่ได้ อย่างที่ผู้กำกับอังกฤษสายติสต์แตกอย่าง ดีเร็ค จาร์มาน (Derek Jarman) หรือ ปีเตอร์ กรีนอะเวย์ (Peter Greenaway) เคยบูชาครูไว้ในเรื่อง The Tempest (1979) และ Prospero’s Book (1991) จากบทละคร The Tempest (1611) ของเชกสเปียร์ก็น่าจะได้รสชาติของความแปลกใหม่ที่ไม่ซ้ำทางใคร แต่อีกใจก็ยังต้องเอามะเหงกเขกหัวตัวเองว่า ก็ถ้าผู้กำกับเขาอยากจะนำเสนอในแบบซื่อตรงตามเดิม มันก็คือสิทธิอันชอบธรรมที่ควรจะเลือกทำได้ของเขาใช่หรือไม่ แล้วเราจะมาร้องแรกแหกกระเชอเสนอหน้าบ่นครวญป่วนเจตนาของเขาไปทำไม เดี๋ยวก็จะโดนหมั่นไส้ขับไล่ด้วยคำด่าว่า “อยากดูแบบไหน แล้วทำไมไม่ลุกขึ้นไปทำเอง!” ก็ขอสะท้อนด้วยความเกรงใจก็แล้วกันว่า พอมันเป็นการดัดแปลงแบบตรงตัว เห็นภาพเห็นลีลากันสัก 20 นาที องก์ที่เหลือทั้งหมดมันก็จะพอคาดเดาได้ว่าจะเล่าต่ออย่างไร เทียบกับความยาวรวม 172 นาที หนังทั้งเรื่องจึงมีเซอร์ไพรส์ที่สร้างความตื่นเต้นได้ไม่เข้มข้นสักเท่าไหร่ หลายๆ ฉากจึงรู้สึกเหมือนกำลังลากยาวเพื่อให้ตัวละครกล่าวบทให้หมดช่วงไป ไม่ได้มีความแปลกใหม่ที่จะสร้างความ ‘ว้าว!’ ให้ดังขึ้นเรื่อยๆ ได้เหมือนในบทละครต้นฉบับ

ในส่วนของการกำกับการแสดงเองก็ชวนให้รู้สึกว่าสมานรัชฎ์เหมือนจะจงใจบิดทางบทละครเรื่องนี้ ซึ่งเดิมทีก็ได้รับการตีตราว่าเป็นงานแนว ‘โศกนาฏกรรม’ หรือ tragedy ให้มีรสชาติของการเป็น ‘สุขนาฏกรรม’ หรือ comedy ในสัดส่วนที่เท่าๆ กันลงไปด้วย ภาวะความป่วยไข้ทางจิตใจของตัวละครจึงสะท้อนถึงการเย้ยหยันแดกดันด้วยความหรรษามากกว่าจะนำเสนอผ่านเจตนาอันจริงจังแต่เพียงถ่ายเดียว ซึ่งก็นับเป็นทางเลือกหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่ทำให้ ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ แทบไม่ชวนให้รู้สึกสยดสยองพองขนไปกับภาวะจิตใจอันมืดหม่นจนสามารถสังหารใครๆ อย่างโหดเหี้ยมก็ได้ ในตัวละครคู่ผัวเมียเมฆเด็ดที่ดูเสร็จแล้วเรากลับไม่ได้รู้สึกเกรงขาม ครั่นคร้าม หรือแม้แต่สะเทือนใจตามตัวละครสำคัญทั้งสองนี้เอาเลย โดยเฉพาะตัวละครชูโรงอย่างเมฆเด็ดที่ พิศาล พัฒนพีระเดช ยังติดการแสดงในลักษณะที่เชยถึงเชยมาก แต่งประดิษฐ์เสียจนปราศจากความบ้าคลั่ง แลดูตั้งใจจนไม่เห็นถึงความสมจริง สิ่งที่พิศาลทำคือการท่องบทให้จำได้ทุกคำพูด อาศัยสูตรทางการแสดงแสร้งสำแดงอารมณ์ผ่านทางน้ำเสียงอันก้องดังเบ่งพลังด้วยอากัปกิริยาโดยหาได้มีความรู้สึกข้างในจริงๆ ไม่ คือถ้าพิศาลสามารถ ‘แสดง’ เป็นเมฆเด็ดได้จริงๆ เราควรจะรู้สึกดูแล้วอกสั่นขวัญหาย ต่อให้ดู The Scottish Play มาแล้วหลายเวอร์ชั่นก็ยังไม่วายต้องตกใจว่าตัวละครอย่างเมฆเด็ดช่างชั่วร้ายเลวทรามครองอำนาจบัลลังก์ได้น่าเกรงขาม โดยเฉพาะในยามบ้าคลั่งเสียสติที่มิอาจไว้วางใจหรือเฉียดกรายเข้าใกล้ในระยะศอกวากันได้เลย ที่หนักกว่านั้นคือตลอดทั้งเรื่องพิศาลเล่นอยู่คนเดียวหน้าตาเฉย ต่อให้เข้าฉากเอ่ยคำอยู่กับใคร สนทนากับตัวละครรายไหน เขาก็จะหมกมุ่นอยู่กับไดอะล็อกของตน โดยไม่สนใจจะรับส่งกับตัวละครรายอื่นๆ คือถึงตัวละครเมฆเด็ดจะยืนหนึ่งเป็นตัวละครเด่น แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า The Scottish Play เป็นบทละครสามัคคีสโมสรที่ตัวละครทุกรายล้วนสำคัญและต้องร่วมใจกันในแบบมวลหมู่ดูเป็นการรวมตัวอันพร้อมพรัก เมื่อตัวละครเมฆเด็ดปลีกตัวไปปักหลักหาแสงสป็อตไลต์ตามลำพังบนเวทีที่ยังมีตัวละครรายล้อมมากมาย ความสัมพันธ์อันหลากหลายและโยงใยระหว่างตัวละครจึงไม่อาจมีพลังเพียงพอได้ ถ้าเมฆเด็ดจะพยายามครองเวทีเบ็ดเสร็จเพื่องัด ‘ทีเด็ด’ มาโชว์แต่โดยลำพัง!

พฤติกรรมดังกล่าวของเมฆเด็ดจึงดูจะสร้างความเหน็ดเหนื่อยให้ ธาริณี เกรแฮม ผู้รับบทเป็น คุณหญิงเมฆเด็ด อยู่พอสมควร เมื่อต้องดวลบทกับเมฆเด็ดถี่ๆ โดยไม่มีการรับส่งระหว่างกันเลยเช่นนี้ ซึ่งธาริณีก็หาทางออกด้วยการเล่นให้ดูเป็นเลดี้เมฆเด็ด ฉบับล้อเลียน (caricature) กึ่งจริงกึ่งโม้ สำแดงความโสมมภายในออกมาด้วยลีลาการเสียดสี มีทั้งความน่าสะพรึงและความตลกตึงโป๊ะไปในเวลาเดียวกัน! ซึ่งก็ดูน่าสนใจสำหรับทางเลือกการแสดงแบบนี้ แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือตัวละครคุณหญิงเมฆเด็ด ยังสำแดงท่าทีที่ดูเป็นคนมีเมตตาและน่ารัก จนไม่ชวนให้เชื่อเท่าไรนักว่านางจะตัดสินใจลงมือทำทุกสิ่งที่ได้ทำไป หากตัวบทไม่ได้เขียนกำกับไว้ว่าเธอจะเลือกให้เหตุการณ์เป็นดังที่ปรากฏ ความเข้มข้นของตัวละครเลดี้เมฆเด็ดจึงดูลดพลังลงไป ขณะที่เธอก็เป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง และเมื่อตัวละครสำคัญทั้งสองยังไม่สามารถสร้างความสยองขวัญให้คนดูรู้สึกครั่นคร้ามได้ เนื้อหาจากบทละครของเชกสเปียร์เองจึงจำต้องดูจืดชืดลงไป แสดงให้เห็นว่า ‘การแสดง’ ยังเป็นมิติที่สำคัญมากเพียงใดในการทำละครไม่ว่าจะเรื่องใดของเชกสเปียร์!

อย่างไรก็ดีสมานรัชฎ์ดูจะไม่ยอมเสียชื่อความเป็นศิลปิน และสามารถจินตนาการงานโปรดักชั่นจากการออกแบบโดยใช้ความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่ต้องลงขันระดมทุนอะไรกันให้วุ่นวาย แต่ก็ยังหาข้าวของอุปกรณ์ประกอบฉากและเสื้อผ้าอาภรณ์ง่ายๆ มานำเสนอทุกฉากทุกซีนได้อย่างมีสไตล์มีอะไรให้กวาดดูอยู่ตลอดเวลาที่นักแสดงกำลังตั้งหน้าตั้งตาว่าบทกันสลับกันอย่างยาวนาน เวลา 172 นาทีจึงผ่านไปโดยพอจะมีอะไรให้ดูได้อยู่เรื่อยๆ ไม่ถึงกับต้องเหน็ดเหนื่อยหน่วงหน่าย แต่ก็ยังรู้สึกเสียดายว่าพาร์ตการเมืองในโลกจริงนอกโรงละครควรได้รับการขยายให้ได้เนื้อหนังที่เป็นรูปธรรม (substantial) มากกว่านี้ จะทำให้เป็นหนังยาวสักสี่ชั่วโมงไปเลยก็ยังได้ จะกล่าวบท ‘ปาเจราฯ’ ให้ครบทุกวรรคทุกมาตราก็ว่าไป แต่ส่วนที่แต่งเพิ่มเข้าไปใหม่นี่สิมันช่างเย้ายวนใจ ชวนให้อยากรู้เสียเหลือเกินว่ามันเคยเกิดอะไรใน ‘ประเทศสมมติ’ แห่งนี้!

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ฐานข้อมูลคดีเสรีภาพ iLaw https://www.ilaw.or.th/articles/case/23492

ซิเนม่าโอเอซิส https://www.cinemaoasis.com/th/cinema/shakespeare-must-die-เชคสเปียร์ต้องตาย/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...