โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ใครเป็นแม่หนุมาน? เทียบวรรณคดีไทย VS รามายณะ คลายความสับสน

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 21 พ.ย. 2565 เวลา 08.23 น. • เผยแพร่ 16 พ.ย. 2565 เวลา 10.29 น.
นางมณโฑ นอนกับ ทศกัณฐ์ ในกรุงลงกา หนุมาน ลอบเข้าไปผูกผมขณะหลับ (จิตรกรรมฝาผนังระเบียงวัดพระศรีรัตนศาสดาราม)

บทพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เรื่อง “รามเกียรติ์” ซึ่งถือเป็นฉบับภาษาไทยที่สมบูรณ์ที่สุดนั้น ได้กล่าวถึงพระฤๅษีโคดมและนางกาลอัจนาสองสามีภรรยา มีบุตรสาว 1 คน ชื่อนางสวาหะผู้ซึ่งต่อมาได้ให้กำเนิดลิงเผือกที่เรารู้จักกันในนาม “หนุมาน” ทหารเอกของพระราม นอกจากนี้ยังมีลูกชายอีก 2 คนที่เกิดจากนางกาลอัจนา ผู้ซึ่งถูกพระดาบสโคดมสาปให้กลายเป็นลิงป่า และต่อมาได้รับฉายาว่า “พาลี-สุครีพ”

หากเรานำเรื่องราวที่ปรากฏในวรรณกรรมไทยไปเปรียบเทียบกับรามายณะที่แต่งโดยวาลมีกิแล้ว จะพบว่าเรื่องราวและตัวบุคคลต่างๆ ในตอนดังกล่าวมีความสับสนอยู่ โดยในฉบับภาษาสันสกฤตนั้น พระฤๅษีกับภรรยาไม่ได้มาเกี่ยวดองอะไรกับหนุมาน พาลี หรือสุครีพ และหากจะศึกษาในรายละเอียดจะพบว่า ในสำนวนไทยมีเรื่องราวของครอบครัวพระดาบสกับครอบครัวลิงมาเล่าปะปนกันเป็นเรื่องเดียวกัน ซึ่งในที่นี้ยังไม่ได้รวมเรื่องปลีกย่อยอื่นๆ

ท้องเรื่องสำนวนภาษาไทยกล่าวถึงพระฤๅษีโคดมผู้ซึ่งมีประวัติเดิมเป็นกษัตริย์นามท้าวโคดม ครองกรุงสาเกด ไร้โอรสธิดา พาให้เกิดความเบื่อหน่ายในราชสมบัติ จึงตัดสินพระทัยสละสิ้นซึ่งทรัพย์สมบัติทั้งหลายไปบำเพ็ญพรตอยู่ในป่ามาเป็นเวลากว่า 2,000 ปี จน “หนวดนั้นยาวดังหญ้ารก ปกทรวงพระอาจารย์ฌานกล้า” [1]

แต่แล้วชะตาก็ต้องมาพลิกผันอีกครั้งเมื่อวันหนึ่งพระฤๅษีมาได้ยินนกกระจาบสองตัวผัวเมียที่มาทำรังอยู่ในเคราของตนพูดถึงบาปของตนเอง ด้วยความสงสัยว่าตนเองบำเพ็ญเพียรมานานปี เหตุใดจึงยังมีบาปติดตัวอีก

พอรู้ความจริงจากปากของนกกระจาบว่าบาปเกิดจากการที่ตัวพระฤๅษีเดิมเป็นกษัตริย์ที่ไร้ผู้สืบทอดราชสมบัติ เมื่อมาบวชเสียแล้ว กรุงสาเกดจึงขาดกษัตริย์ปกครองไปอย่างนั้น ด้วยเหตุนี้เองฤๅษีโคดม “จึงตั้งกองกูณฑ์บูชาไฟ โดยไศวเรืองศรี เกิดเป็นนางงามดั่งพระอุมา” [2] ให้ชื่อว่า “นางกาลอัจนา” อยู่กินฉันสามีภรรยากับพระดาบสจนได้บุตรสาวชื่อ “นางสวาหะ”

ภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องรามเกียรติ์ที่ระเบียงวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ได้แสดงเรื่องราวตอนนี้ของฤๅษีโคดมไว้บนผนังเหนือทางเดินด้านประตูทิศเหนือ ซึ่งภาพจิตรกรรมอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์อันเนื่องมาจากได้รับการบูรณะซ่อมแซมมาอย่างต่อเนื่องทุกยุคทุกสมัย

อย่างไรก็ดีเราคงจะหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงความงามของภาพตอนดังกล่าว ตัวภาพแสดงเหตุการณ์ตอนพระฤๅษีโคดมกำลังทำพิธีชุบนางกาลอัจนา วาดไว้บนผนังที่หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ด้านหลังภาพประสูตินางสีดา โดยทางตอนหน้าแสดงภาพฤๅษีกำลังยื่นสัตว์ที่มีลักษณะคล้ายกับตุ๊กแกถูกเสียบไม้เข้าไปในกองไฟ ถัดขึ้นไปทางด้านบนแสดงภาพฤๅษีกับภรรยาอยู่ในห้องของส่วนอาคารด้านหน้า และแสดงภาพพระอินทร์ที่ลอบเข้าหานางกาลอัจนาในอาคารด้านหลัง(รูปที่ 1)

ถัดไปทางด้านขวามือของกำแพงแสดงภาพพระอินทร์เหาะจากไปในขณะที่ด้านล่างเป็นฤๅษีโคดมที่กำลังออกไปหาผลหมากรากไม้ (รูปที่ 2)

นางสวาหะนั้นเป็นบุตรีคนเดียวของพระฤๅษี อย่างไรก็ตามนางกาลอัจนายังได้ให้กำเนิดบุตรชายอีกสองคน ซึ่งไม่ใช่ลูกที่เกิดจากพระดาบสโคดม แต่เกิดจากพระอินทร์และพระอาทิตย์ โดยที่เทวดาทั้งสองต่างผลัดกันมาพบนางกาลอัจนาตอนพระฤๅษีออกไปหาอาหารในป่า

ตามท้องเรื่องพระอินทร์กำลังต้องการจะแบ่งภาคลงมายังโลกมนุษย์เพื่อคอยช่วยพระนารายณ์ที่จะอวตารลงมาเป็นพระรามปราบทศกัณฐ์ จึงลอบลงไปพบภรรยาของฤๅษีขณะพักผ่อนอยู่เพียงผู้เดียวในกระท่อม อันเป็นผลทำให้นางได้ให้กำเนิดลูกชายกายสีเขียวอ่อนดังสีมรกตเหมือนผู้เป็นพ่อ ไม่ช้าพระอาทิตย์ก็ดำเนินการเช่นเดียวกับพระอินทร์ ลูกชายคนที่สองของนางกาลอัจนาก็มีสีกายเป็นสีแดงเฉกเช่นพระสุริยาผู้พ่อ ส่วนฤๅษีโคดมนั้นก็รักใคร่เด็กชายทั้งสองมากโดยไม่ได้เฉลียวใจเลยแม้แต่น้อย

แต่ความลับก็ไม่เคยเป็นความลับไปได้ตลอด ในวันหนึ่งขณะที่ฤๅษีโคดมพาลูกทั้งสามคนไปอาบน้ำ ก็มาได้ยินลูกสาวคนโตบ่นว่า

“อนิจจาหลงรักลูกเขา

ช่างเอาอุ้มชูแล้วให้ขี่

ลูกตนให้เดินปฐพี

ไม่ปราณีบ้างเลยพระบิดา” [3]

ภาพจิตรกรรมตอนนี้วาดไว้บนผนังที่หันหน้าไปทางทิศตะวันตก (รูปที่ 3) ด้านหลังภาพแสดงการประสูติโอรสทั้ง 4 ของท้าวทศรส ฤๅษีเกิดความสงสัยจึงสอบถามลูกสาวและได้เข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกระท่อมระหว่างที่ตนเองไม่อยู่

กระนั้นก็ต้องพิสูจน์ความจริงกันอีกครั้งโดยเสี่ยงทายทิ้งลูกทั้งสามลงกลางน้ำ หากเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตนก็ขอให้ว่ายน้ำกลับมาหา แต่ถ้าไม่ก็ขอสาปให้กลายเป็นลิงป่าไป(รูปที่ 4) ในภาพจิตรกรรมแสดงลิงสองตัวกายสีเขียวและสีแดงกำลังขึ้นฝั่งทางด้านหนึ่ง และฤๅษีโคดมกำลังอุ้มลูกสาวขึ้นจากน้ำอีกทางด้านหนึ่ง

ฝ่ายฤๅษีโคดมอุ้มลูกสาวกลับกระท่อมไปต่อว่านางกาลอัจนาพร้อมทั้งสาปให้นางกลายเป็นหิน (รูปที่ 5) จนกว่าพระรามจะนำหินก้อนนี้ไปถมเป็นทางข้ามมหาสมุทรไปยังเกาะลังกา ให้ถูกฝังจมอยู่อย่างนั้นตลอดไปไม่ได้ผุดเกิด ซึ่งตรงนี้เราจะรู้สึกถึงความแค้นของฤๅษีที่ไม่มีวันให้อภัยได้

ฝ่ายนางกาลอัจนาก็เช่นกัน ด้วยความโกรธแค้นลูกสาวที่เปิดโปงความลับนี้จนเป็นที่เดือดร้อน นางจึงสาปนางสวาหะลูกสาวตนให้ไป “อ้าปากยืนตีนเดียว เหนี่ยวกินลม” [4] อยู่ในป่าเชิงขอบเขาจักรวาลและให้ทรมานอยู่อย่างนั้นจนเมื่อนางสามารถมีลูกเป็นลิงที่เก่งกาจกล้าหาญจึงจะพ้นคำสาปนี้และได้ไปเกิดใหม่

เมื่อถึงคราวที่พระอิศวรจะแบ่งภาคลงไปยังโลกมนุษย์เพื่อช่วยพระนารายณ์ที่จะอวตารลงไปเป็นพระรามปราบทศกัณฐ์ พระอิศวรมีพระบัญชาสั่งให้พระพายนำอาวุธต่างๆ ตามที่อ้างในโคลงพระราชนิพนธ์อันได้แก่ คทาเพชร ตรีเพชร จักรแก้ว เป็นต้นรวมไปถึงกำลังของพระองค์ นำลงไปซัดเข้าปากนางสวาหะพร้อมทั้งกำหนดให้พระพายเป็นบิดาของลิงที่จะเกิดมาด้วย

ภาพจิตรกรรมแสดงนางสวาหะที่ถูกสาปกำลังยืนเท้าเดียวเปลือยกายท่อนบน ผมยาวประไหล่ลู่ลมอยู่บนยอดเขา ยืนหันหน้าไปทางพระพายที่กำลังเหาะมาหาเพื่อจะมาทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากพระอิศวร (รูปที่ 6) ตามท้องเรื่องนางสวาหะตั้งท้องนาน 30 เดือนจึงคลอดลูกออกมาทางปากเมื่อ“ปีขาลเดือนสามวันอังคาร” โดยเราจะเห็นว่านางสวาหะกำลังอุ้มลูกลิงสีขาวถือตรีศูลอันเล็กๆ อยู่ในมือ วาดถัดลงมาทางตอนล่างของภาพจิตรกรรม

จากเนื้อเรื่องดังกล่าวทำให้พอจะอนุมานได้ว่าในรามเกียรติ์ที่แต่งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 นี้ ฤๅษีโคดมเป็นตาของหนุมานทหารเอกพระรามนี่เอง แต่ถ้าหากนำเนื้อเรื่องส่วนนี้ไปเปรียบเทียบกับ “รามายณะ” ที่แต่งโดยวาลมีกิ จะเห็นได้ว่ามีหลายตอนที่แตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบุคคลหรือรายละเอียดของเหตุการณ์ตามท้องเรื่อง

ฉบับสำนวนดั้งเดิมของอินเดียนี้ก็มีพระดาบสชื่อโกตะมะ (Gautama) ผู้ซึ่งชะตาชีวิตต้องมาพัวพันกับพระอินทร์เหมือนข้างสำนวนไทยเราเช่นกัน จะเห็นว่าชื่อทางสำนวนไทยเรายังรักษาเค้าชื่อเดิมอยู่มาก ส่วนภรรยาชื่ออหลยา (Ahalya) นักพรตคู่นี้ผู้บำเพ็ญเพียรเป็นอยู่กลางป่ามาเป็นเวลานาน แต่แล้วชีวิตที่ดำเนินมาอย่างสันโดษตามสถานภาพของนักพรตก็ต้องมาพบกับอุปสรรคใหญ่หลวง

ด้วยพระอินทร์ผู้ซึ่งมีความหลงใหลในความงามของนางอหลยามานานแล้วไม่สามารถฝืนความรู้สึกที่เกิดขึ้นได้ บันดาลตนเองให้อยู่ในเครื่องทรงนักพรตเป็นฤๅษีโกตะมะเข้าหานางอหลยาในจังหวะที่สามีนักพรตไม่อยู่ ฝ่ายนางอหลยาผู้ซึ่งรู้ดีว่าบุคคลที่มาปรากฏข้างหน้าตนในขณะนั้นไม่ใช่ฤๅษีสามีตนก็ไม่ได้ขัดขืนประการใด

อย่างไรก็ตาม ฤๅษีกลับมาพบพระอินทร์เสียก่อนจึงได้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โกตะมะโกรธมากตำหนิพระอินทร์ว่ากระทำในสิ่งที่ตนเองได้ห้ามผู้อื่นไม่ให้ทำ อันความผิดครั้งนี้จะมีผลให้พระอินทร์ไม่สามารถมีบุตรได้ ทันทีที่ฤๅษีกล่าวจบ เครื่องเพศของพระอินทร์ก็ตกลงกับพื้นดิน

จากนั้นฤๅษีโกตะมะสาปภรรยาให้ถูกจองจำอยู่ ณ กระท่อมแห่งนั้นเป็นเวลาหลายพันปี อยู่ในสภาพอากาศธาตุไม่มีผู้ใดมองเห็นได้ยกเว้นพระราม บริโภคอากาศได้อย่างเดียวและต้องนอนบนขี้เถ้าเพื่อบำเพ็ญตบะจนกว่าพระรามจะเดินทางผ่านมาในป่าแห่งนี้ และเป็นเพียงผู้เดียวที่สามารถมองเห็นนาง โดยนางจะต้องต้อนรับพระรามด้วยการยกน้ำยกอาหารมาให้พระราม เพื่อให้พ้นคำสาปกลับคืนสู่สภาพเดิมเป็นผู้ไม่ถูกความหลงใหลครอบงำอีกต่อไปและกลับมาบำเพ็ญพรตกับฤๅษีโกตะมะดังเดิม [5]

จะพบว่าในรามเกียรติ์ฉบับสำนวนไทยยังพอจะมีเค้าความเดิมอยู่ตรงชื่อพระฤๅษีโคดมกับโกตะมะกับชีวิตที่ต้องมาเกี่ยวข้องกับพระอินทร์ หรือการที่ฤๅษีสาปภรรยาตนเองให้ถูกจองจำ แม้ว่าฤๅษีโกตะมะในฉบับที่เขียนโดยวาลมีกิจะไม่ได้มีลูกสาวที่ชื่อสวาหะ และทั้งไม่ได้ไปเกี่ยวข้องอะไรกับหนุมานก็ตาม

เราก็พบว่าชื่อนางกาลอัจนาผู้ซึ่งเป็นยายของหนุมานในสำนวนไทยนั้น แสดงเค้าชื่อจริงของแม่ของหนุมานในสำนวนที่แต่งขึ้นโดยวาลมีกิ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงตั้งข้อสังเกตไว้แล้วในหนังสือบ่อเกิดรามเกียรติ์ [6] ในฉบับภาษาสันสกฤตมีการอ้างชื่ออัญชนา (Anjana) ลิงเพศเมียผู้ซึ่งเคยเป็นนางอัปสรปุนชิกัสถะลา (Punjikasthala) มีความงามเป็นที่เลื่องลือไปทั้งตรีโลกในแต่ปางก่อน

เมื่อจะต้องมาเกิดเป็นลิงก็เป็นถึงลูกกษัตริย์ลิงที่ชื่อกุญชระ (Kunjara) มีสามีลิงชื่อเกสริน (Kesarin) สาเหตุของการต้องมาเกิดเป็นลิงนั้นเรายังหาไม่พบ รู้เพียงว่าแม้จะต้องคำสาปให้เกิดมาเป็นสัตว์ แต่ก็สามารถแปลงกายเป็นอะไรก็ได้ ครั้งหนึ่งนางแปลงร่างเป็นหญิงสาวสวยไปเดินเล่นบนยอดเขาแห่งหนึ่ง พระพาย (Maruta) เทพแห่งลม ก็ต้องมาหลงเสน่ห์นาง พยายามแทะโลมทุกวิถีทางจนนางลิงในคราบหญิงสาวต้องต่อว่าพระพายที่จะมาทำลายความซื่อสัตย์ของเธอที่มีต่อสามีลิง

ซึ่งพระพายก็ไม่สิ้นความพยายามขอต่อรองว่าจะฝากลูกชายที่มีความเก่งกล้าสามารถเหนือลิงอื่นๆ มาเกิดกับนาง ซึ่งหลังจากนั้นนางอัญชนาก็ได้ไปคลอดลูกชายที่เกิดจากพระพายในถ้ำแห่งหนึ่ง [7] ลูกลิงตัวนี้จะได้ฉายาต่อมาว่าหนุมัท (Hanumat) เพราะกรามหักหลังจากที่ไปตกลงบนดินเพราะถูกพระอินทร์โกรธและเนรมิตสายฟ้าฟาดระหว่างกำลังเหาะอยู่ในอากาศนั่นเอง

นอกจากนี้ยังมีเกร็ดรายละเอียดที่แตกต่างกันอีก เช่น ตอนกำเนิดพาลี สุครีพ ลิงสองพี่น้องในสำนวนไทยที่ต่างจากสำนวนของวาลมีกิ ตรงที่พาลีเป็นภาคอวตารที่ถูกแบ่งโดยตรงจากพระอินทร์ และสุครีพจากพระอาทิตย์ [8]

ในระหว่างที่เหล่าเทวดาทุกชั้นฟ้ามาประชุมกันเพื่อหาทางลงไปช่วยพระนารายณ์ปราบราวณะ (Ravana) (ทศกัณฐ์) บนโลกมนุษย์ หรือกรณีชื่อ “อัญชนา” ลิงแม่หนุมัท ผู้ซึ่งมีความซื่อสัตย์ต่อสามีของตน ก็กลายมาเป็นนางกาลอัจนาและเป็นยายหนุมานไปในข้างสำนวนไทย โดยมีคำ “กาล” ที่แปลว่าเสนียด จัญไร เพิ่มมาหน้านามอันมาจากสิ่งที่ได้กระทำไป

อย่างไรก็ดีพระดาบสในสำนวนดั้งเดิมยังมีการรู้อภัย ให้โอกาสภรรยาของตนได้แก้ตัวบ้าง ส่วนนางสวาหะนั้นก็คือภรรยาของพระอัคนี (Agni) [9] และไม่ได้มามีส่วนรู้เห็นในครอบครัวของฤๅษีโกตะมะเลยในรามายณะที่แต่งโดยวาลมีกิ

ที่ดูน่าสนใจไม่น้อยเช่นกันก็คงจะเป็นภาพสลักเล่าเรื่องรามายณะตอน Ahalya-uddhara ที่เทวคฤหะ (Deograh) ในแคว้นมัธยมประเทศ ที่สลักขึ้นเมื่อพุทธศตวรรษที่ 10 และภาพสลักตอนเดียวกันที่เทวสถานปัทธารา กาฑิ (Patthara Ghati) ที่นาลันดา (Nalanda) อันเป็นภาพแสดงการปลดปล่อยนางอหลยาให้คืนสู่สภาพเดิมโดยพระราม [10]

ตามท้องเรื่องรามายณะสำนวนที่แต่งโดยวาลมีกิกล่าวไว้ว่า ก่อนที่พระราม พระลักษมณ์และพระฤๅษีจะเดินทางไปพบกษัตริย์จานะกะ (Janaka) ได้ผ่านไปพบกระท่อมร้าง ซึ่งวิศวามิตรได้เล่าความเป็นมาของเรื่องราวทั้งหมดให้สองพี่น้องทราบ

ในภาพสลักชิ้นแรกที่เทวคฤหะ แสดงพระรามถือคันธนูในมือซ้ายนั่งชันเข่าอยู่ใต้ต้นไม้ทางตอนหน้าด้านขวา ในขณะที่มือขวาเอื้อมไปแตะศีรษะของผู้หญิงที่นั่งหมอบอยู่กับพื้น ซึ่งก็คือนางอหลยา รูปบุคคล 2 คนทางด้านซ้ายของภาพสลัก คือ ฤๅษีวิศวามิตร (Vicvamitra) มีเคราเป็นสัญลักษณ์ของนักบวชนั่งทางด้านหน้า ที่ยืนถัดไปทางด้านหลังคือพระลักษมณ์ (Lakshamana) นั่นเอง มีพื้นหลังเป็นใบพรรณพฤกษาต่างๆ นานา (รูปที่ 7)

ภาพสลักชิ้นนี้แสดงรายละเอียดได้สมบูรณ์มากกว่าชิ้นที่เทวสถานปัทธารา กาฑิ ที่แสดงเพียงพระรามถือคันธนูกำลังเอื้อมมือไปทางนางอหลยาผู้ซึ่งกำลังพนมมืออยู่ทางด้านซ้ายของภาพสลัก โดยไม่แสดงภาพฤๅษีวิศวามิตรและพระลักษมณ์ ลำต้นไม้ที่ปรากฏใกล้ๆ กับคันธนูและกลุ่มใบไม้ที่ประดับไว้ด้านบนทั้งสองมุมน่าจะเพียงพอที่จะระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลางป่าแห่งหนึ่งซึ่งเป็นตอนเดียวกัน (รูปที่ 8)

และหากเราจะนำภาพสลักที่เมืองนาลันดานี้ไปเปรียบเทียบกับภาพสลักที่ปราสาทหินพนมรุ้ง ซึ่งศาสตราจารย์ ดร.ม.ร.ว.สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์ ได้สันนิษฐานไว้เบื้องต้นว่าอาจจะเป็นบุคคลกำลังหลั่งทักษิโณทกแล้วนั้น [11](รูปที่ 9) จะเห็นว่าสามารถนำไปเปรียบเทียบกับชิ้นที่เมืองนาลันดาได้ ไม่ว่าจะเป็นรูปบุคคลถือคันธนูโน้มตัวก้มและยื่นมืออีกข้างไปทางบุคคลที่คุกเข่าอยู่ทางด้านซ้ายของภาพ โดยที่บุคคลดังกล่าวเอื้อมมือสูงขึ้นราวกับว่ากำลังยื่นสิ่งของให้กับบุคคลแรก

ในขณะเดียวกันก็ถือภาชนะคล้ายหม้ออยู่ในมืออีกข้าง ฉากหลังที่แกะเป็นใบพรรณพฤกษาดูหนาแน่น รายละเอียดดังกล่าวทำให้เราเชื่อว่าภาพถ่ายของภาพสลักที่ปราสาทหินพนมรุ้งน่าจะแสดงตอนการปลดปล่อยนางอหลยา เช่นเดียวกับภาพสลักตอนเดียวกันของประเทศอินเดียดังกล่าว ภาพสลักที่ปราสาทหินพนมรุ้งดังกล่าวข้างต้น แม้ว่าปัจจุบันจะหายสาบสูญไปแล้วนั้น เป็นหลักฐานอีกชิ้นหนึ่งที่จะยืนยันว่าเราเคยรู้จักนางอหลยา ภรรยาของพระฤๅษีโกตะมะ แห่งรามายณะที่แต่งโดยวาลมีกิมาแล้ว

จะเห็นได้ว่าแม้รามเกียรติ์ฉบับพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จะเป็นงานที่เพิ่งรวบรวมเขียนขึ้นให้เป็นฉบับที่สมบูรณ์เมื่อ 200 ปีเศษนี้ และอาจจะมีเนื้อหาบางส่วนที่คลาดเคลื่อนไปจากฉบับดั้งเดิมที่แต่งขึ้นโดยวาลมีกิ ก็ถือเป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้อันเป็นผลจากการเล่าปากต่อปาก จากชนรุ่นหนึ่งไปยังชนรุ่นต่อๆ มา มีการถ่ายทอดเรื่องราวควบคู่ไปกับการต่อเติม ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป มีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาบางส่วนไปบ้างหรือถูกนำไปปะปนกับอีกส่วนบ้าง

อย่างไรก็ดีในบางครั้งเราก็พอจะติดตามที่มาของบุคคล ความเป็นมาของเนื้อเรื่อง ที่ยังคงแสดงเค้าความเดิมบ้างไม่มากก็น้อย ดังกรณีของฤๅษีโคดมกับภรรยาที่ชื่อนางกาลอัจนาในฉบับสำนวนไทย ซึ่งมูลเหตุเดิมของการสร้างนางกาลอัจนาขึ้นก็เพื่อหาทายาทสืบสมบัติปกครองกรุงสาเกดแทนพระดาบสโคดม แต่เนื้อเรื่องก็ดำเนินมาจนถึงการกำเนิดบุคคลสำคัญของเรื่องรามเกียรติ์ เช่น หนุมาน พาลี และสุครีพ ในขณะที่เรื่องพระรามสำนวนที่แต่งโดยวาลมีกินั้น การกำเนิดของบุคคลดังกล่าวไม่ได้มีความสัมพันธ์เช่นของไทยเลย

นอกจากนี้จากการนำเรื่องราวดังกล่าวไปเปรียบเทียบเรื่องพระดาบสโกตะมะกับพระดาบสินีอหลยา และเรื่องการกำเนิดลิงหนุมัท ทหารเอกของพระรามที่ถูกเล่าไว้ในรามายณะโดยวาลมีกิ เราอาจกล่าวได้ว่าเรื่องพระรามของไทยไม่ได้ถูกบิดเบือนไปมากจนแทบจะจำเค้าความเดิมไม่ได้เหมือนบางสำนวน จากตัวอย่างที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น แสดงการนำเรื่องราวตอนต่างๆ มาปะปนกัน จึงไม่ยากนักที่เราติดตามที่มาดั้งเดิมของบุคคลต่างๆ ที่ถูกเล่าไว้ในฉบับสำนวนไทย

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เชิงอรรถ :

[1] พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก. รามเกียรติ์. พระนคร : สำนักพิมพ์คลังวิทยา, 2506, หน้า 72.

[2] เรื่องเดียวกัน. หน้า 73.

[3] เรื่องเดียวกัน. หน้า 81.

[4] เรื่องเดียวกัน. หน้า 83.

[5] Balakanda; Sarga XLVIII

[6] พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว. บ่อเกิดรามเกียรติ์. พระนคร : องค์การค้าของคุรุสภา, 2503, หน้า 25.

[7] Alfred Roussel. Le Ramayana de Valmiki; Kiskindhakanda, Sarga LXVI. Paris, Librairie d”Amerique et d”Orient, 1979.

[8] Balakanda; Sarga XVII

[9] Sundarakanda; Sarga XXIV

[10] Kalpana S. DESAI,Iconography of Visnu, New Delhi, Abhinav Publications, 1973, p. 116-117.

[11] ม.ร.ว.สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์. ปราสาทเขาพนมรุ้ง : ศาสนบรรพตที่งดงามที่สุดในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน, 2535, หน้า 338.

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาจากบทความ “ฤๅษีโคดมเป็นอะไรกับนางอหลยา และใครเป็นแม่หนุมาน” เขียนโดย มลฤดี สายสิงห์, มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับเมษายน 2547

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 4 มีนาคม 2565

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...