โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศศิวรรณ บุญเรือง บิ๊กบอส “รีจิสตาร์” เตรียมโปรเจ็กต์ใหญ่เอาใจคอเกาหลี ระดมไอดอลญี่ปุ่น-จีน ทำตลาดในไทย

ประชาชาติธุรกิจ

เผยแพร่ 14 พ.ย. 2561 เวลา 11.34 น.

เรื่องโดย : W.K.언니 (wkaonnie@hotmail.com)

ธุรกิจบันเทิงอย่างการเป็น “ผู้จัด” คอนเสิร์ต และงานแฟนมีตติ้ง โดยเฉพาะศิลปินจากเกาหลี ดูเผิน ๆ น่าจะทำแล้วได้กำไรง่าย ๆ เพราะคึกคักพีกสุดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา บางเดือนมีอีเวนต์ทุกสัปดาห์ กลายเป็นธุรกิจที่น่าสนใจ แต่เมื่อมองให้ลึกลงไปในรายละเอียด และจากปากผู้จัดอีกหลายรายระบุว่า ทำกำไรยาก ต้องละเอียดทุกขั้นตอน ที่สำคัญต้องตอบโจทย์ต้นสังกัดของศิลปิน และความต้องการของแฟนคลับให้ได้มากที่สุดเพื่อให้ยอดขายบัตรวิ่งไปถึงจุด sold out” แบบหมดหน้าตัก

ในงานแฟนมีตติ้งของ “ควอน ฮยอนบิน” หนึ่งในผู้เข้าร่วมรายการ Produce 101 ที่จัดไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยบริษัท รีจิสตาร์ จำกัด “ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์พิเศษ  “ศศิวรรณ บุญเรือง” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท รีจิสตาร์ จำกัด ที่ในวงการจะคุ้นหน้ากันดี เพราะก่อนหน้านี้ก็คร่ำหวอดอยู่ในธุรกิจอีเวนต์มาก่อน ศศิวรรณ เล่าว่า ทำงานด้านสื่อมาก่อน และดูแลเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเอเชียเป็นหลัก ซึ่งในขณะนั้นก็เริ่มเห็นกระแสของซีรีส์ของไต้หวันเรื่องเอฟ 4 (F4) ที่ดังมาก และได้เห็นพลังของแฟนคลับในการสนับสนุนศิลปินที่ตัวเองชอบว่าเป็นอย่างไร

หลังจากนั้นเข้าสู่ยุคบูมสุด ๆ ของกระแสเกาหลี เพราะชองจีฮุน หรือที่เราคุ้นในชื่อ “เรน”  ภายหลังจากการจัดโชว์เคสในไทย บวกกับกระแสซีรีส์เรื่องฟูลเฮาส์ที่เรนเป็นนักแสดงนำ ที่เข้าขั้นฟีเวอร์ในช่วงนั้น ไม่ใช่แค่เพียงในไทย แต่ดังไปทั่วทั้งเอเชีย จึงเริ่มมองถึงโอกาสในธุรกิจนี้

แต่สิ่งที่ทำให้ถึงจุดเปลี่ยนจากที่หลุดวงโคจรในธุรกิจอีเวนต์เกาหลีไปแล้ว แต่ก็กลับคืนวงการอีกครั้ง ศศิวรรณเล่าว่า “มีรุ่นน้องมาชวนไปทำ และเป็นรุ่นน้องที่ไว้ใจได้ จึงตัดสินใจลองทำ เมื่อย้อนกลับไปในช่วง 10 ปีก่อน ที่กระแสของโชว์จากเกาหลีเข้ามา ค่าตัวของศิลปินไม่ได้โหดเหมือนกับตอนนี้ รวมถึงผู้จัดมีน้อย การแข่งขันไม่สูงมาก และมีคอนเน็กชั่นที่ดี จึงตัดสินใจเข้ามาในธุรกิจนี้ จากนั้นก็ยังวนเวียนอยู่ในธุรกิจนี้ และเปิดตัวบริษัทรีจิสตาร์ในที่สุด”

เมื่อถามถึงงานแรกภายใต้บริษัทรีจิสตาร์ ศศิวรรณเล่าว่า อีเวนต์ครั้งแรกของรีจิสตาร์ ได้นำศิลปินหน้าใหม่เข้ามาโปรโมตคือ “อาจู” ซึ่งในขณะนั้นการทำโชว์จากเกาหลีไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย ๆ เราจึงเริ่มด้วยการนำศิลปินหน้าใหม่เข้ามา ซึ่งสื่อให้การตอบรับที่ดีมาก และในแต่ละอีเวนต์ก็จะมีพาร์ตเนอร์เข้ามาร่วมหลากหลาย จากนั้นจึงตัดสินใจที่จะทำอย่างจริงจัง ภายใต้บริษัทใหม่ที่ใช้ชื่อว่า “รีจิสตาร์” และเริ่มต้นด้วยการจัดคอนเสิร์ตของบอยแบนด์วงบังทันบอยส์ หรือ BTS ภายใต้สังกัด “บิ๊กฮิต เอ็นเตอร์เทนเมนท์” แต่เนื่องจากก่อนหน้านี้มีผู้จัดรายหนึ่งจัดโชว์ในรูปแบบคอนเสิร์ตไปแล้ว จึงต้องปรับเป็นรูปแบบแฟนมีตติ้งแทน เพราะแฟนคลับของวง BTS เรียกร้องมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งงานแฟนมีตติ้งครั้งนั้น มีความพิเศษมากคือ วง BTS ได้ร้องเพลงไทยให้แฟนคลับชาวไทยได้ฟังกัน ซึ่งน่าจะเป็นครั้งแรกที่พวกเขาทั้ง 7 ร้องเพลงไทย ทำให้ทั้งผู้จัดและแฟนคลับเซอร์ไพรส์มาก

ทั้งนี้ ศศิวรรณได้ฉายภาพของตลาดอีเวนต์จากเกาหลีว่า ปีที่แล้วการแข่งขันก็สูงมากอยู่แล้ว มาปีนี้การแข่งขันก็ยังสูงเหมือนเดิม เมื่อดูจำนวนงานอีเวนต์เกาหลีในช่วงที่ผ่านมามีรวมกว่า 20 อีเวนต์ บางวันมีงานซ้อนกันถึง 3 งาน ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ในโปรเจ็กต์ดี ๆ จะเกิดการแย่งชิงกัน ตามมาด้วยการแข่งขันด้านราคา ทำให้ผู้จัดรายเล็กอย่างรีจิสตาร์ก็สู้ลำบาก “ถ้ารู้ว่าสู้ไม่ไหวเราก็เซย์โนไปเลย หรือแม้แต่ในบางโปรเจ็กต์ที่ถึงแม้จะมีเงินอย่างเดียวก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้โปรเจ็กต์นั้น คุณยังต้องมีคอนเน็กชั่นที่ดีด้วย”

นอกจากจุดแข็งข้างต้นแล้ว ศศิวรรณยังบอกอีกว่า ไม่ว่าจะจัดโปรเจ็กต์อะไรก็ตาม “มุมมองจากแฟนคลับ” เป็นเรื่องที่รีจิสตาร์ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่งในบางงานที่แฟนคลับไม่เห็นด้วย ทางรีจิสตาร์ก็รับฟังและปรับเปลี่ยนรายละเอียดของงาน แม้ว่าจะกระทบต่อต้นทุนก็ตาม แต่เพื่อรักษาฐานแฟนคลับเอาไว้ก็ต้องทำ นอกจากนี้ยังต้องสื่อสารข้อมูลต่าง ๆ ไปยังแฟนคลับ โดยในเพจของรีจิสตาร์จะให้แอดมินพูดคุยตอบคำถามจากแฟนคลับด้วยความเป็นกันเอง  และบางครั้งก็สื่อสารแบบเป็นทางการผสมผสานกันไป

ในฐานะที่อยู่ในวงการอีเวนต์เกาหลีมานาน ศศิวรรณได้เล่าถึงโปรเจ็กต์ในอดีตที่ค่อนข้างยาก คือ วง BTS รีจิสตาร์ใช้หลายส่วน ทั้งงบประมาณและคอนเน็กชั่นเข้ามาช่วย อย่างไรก็ตาม รีจิสตาร์ไม่ได้มองแค่การจัดเฉพาะศิลปินระดับท็อปเท่านั้น บางศิลปินจะดูจากศักยภาพของฐานแฟนคลับว่ามากพอที่จะลงทุนในโปรเจ็กต์หรือไม่ เพราะไม่มีผู้จัดรายใดจัดงานแล้วขาดทุน แต่บางงานที่รู้ว่าขาดทุนแต่ก็ต้องจัด เพราะมองถึงคอนเน็กชั่นในอนาคตไว้ด้วย

การจัดอีเวนต์เกาหลีขึ้นชื่อเรื่องทำกำไรยาก จัด 10  อีเวนต์ อาจจะมีทั้งโปรเจ็กต์ที่ทำกำไรและขาดทุน ศศิวรรณเล่าว่า การจัดอีเวนต์จากเกาหลีใช้เงินลงทุนค่อนข้างมาก ต้นทุนหลักคือ ค่าตัวศิลปินประมาณร้อยละ 50-60 ของต้นทุนรวม ส่วนที่เหลือคือต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับโปรดักชั่นและอื่น ๆ ซึ่งหากต้องการเงื่อนไขอื่น ๆ เพิ่มเติมก็อาจจะต้องเพิ่มเงินเข้าไป เช่น ไฮทัช หรือถ่ายรูปกับศิลปิน ซึ่งความพิเศษเหล่านี้เป็นเรื่องที่เหล่าแฟนคลับต้องการ และมีผลต่อการตัดสินใจซื้อบัตร

ศศิวรรณยังเล่าให้เห็นถึงความยากในแต่ละโปรเจ็กต์ว่า มีความแตกต่างทั้งในเรื่องของสังกัดของศิลปิน และเอเย่นต์ที่ทำหน้าที่เจรจา ยกตัวอย่างโปรเจ็กต์ของ JBJ” ที่ก่อนหน้านี้มีผู้จัดทำไปแล้ว เมื่อรีจิสตาร์มาทำต่อ ก็จะเกิดการเปรียบเทียบและกลายเป็นความกดดันของผู้จัด นอกจากนี้รูปแบบในแต่ละโปรเจ็กต์ต้นสังกัดของศิลปินจะเป็นผู้กำหนดว่ากิจกรรมในแต่ละโปรเจ็กต์จะเป็นอย่างไร

“ปัจจัยสำคัญมันไม่ได้อยู่ที่ผู้จัดเท่านั้น แต่มันอยู่ที่ต้นสังกัดของศิลปิน เพราะทุกอย่างทีมงานเกาหลีจะเป็นฝ่ายพิจารณาทั้งหมดว่าทำอะไรได้และทำอะไรไม่ได้บ้าง บางครั้งก็อาจจะไม่ตอบโจทย์ความต้องการ บางอย่างอธิบายได้ บางอย่างอธิบายไม่ได้ เพราะค่อนข้าง sensitive เราก็ต้องทำใจไป แต่อะไรที่สามารถทำได้ เราจะทำให้แฟนคลับแน่นอน”

การเพิ่มจำนวนของผู้จัดอีเวนต์ที่นับคร่าว ๆ ได้มากกว่า 15 ราย ทำให้การจัดอีเวนต์เกาหลีในไทยมีความถี่มากขึ้น จนทำให้สถานที่จัดงานไม่พอรองรับ ศศิวรรณเล่าว่า สถานที่จัดงานได้กลายเป็นปัญหาของผู้จัด บางช่วงสถานที่มีให้ แต่ศิลปินไม่มีคิวให้ ก็ไม่สามารถจัดงานได้

“ปัญหามันเหมือนงูกินหาง ถ้าปล่อยไปเรื่อย ๆ เราจะเสียเครดิต และยังต้องจ่ายค่ามัดจำด้วย แต่มันไม่ดีในแง่ของธุรกิจ อย่ามองแค่อีเวนต์เกาหลีเท่านั้น เพราะในขณะนี้จำนวนอีเวนต์ของไทยก็เยอะ ถ้าจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ก็ต้องมีการสร้างฮอลล์เพิ่ม แต่ก็ยังไม่เห็นว่าจะมีใครสนใจลงทุนสร้างเพิ่ม”

สำหรับแผนจัดอีเวนต์ในปี 2562 นั้น ศศิวรรณเล่าว่า มีโปรเจ็กต์ใหญ่ที่อยู่ในระหว่างเจรจา และถือเป็นโปรเจ็กต์ชั้นความลับ ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็ว ๆ นี้ นอกเหนือจากนี้ยังมีแผนที่จะนำนักแสดงจากทั้งประเทศญี่ปุ่นและจีน จัดเป็นคอนเสิร์ตและแฟนมีตติ้งในไทยอีกด้วย

“เราไม่รู้อนาคตว่าหากเคพ็อปเกาหลีมันซบเซาแล้วนั้นจะเป็นอย่างไร จึงต้องมีแผนสำรองเอาไว้ โดยเฉพาะกระแสของนักแสดงชาวจีน จากซีรีส์ F4  กำลังได้รับความนิยมในไทยอย่างมาก”

ศศิวรรณ ได้ทิ้งท้ายการสัมภาษณ์ครั้งนี้ว่า ในแง่ของธุรกิจ รีจิสตาร์ไม่ได้คาดหวังถึงรายได้และกำไรว่าจะต้องเป็นอย่างไร แต่จะเน้นไปที่ทำแล้วไม่เจ็บตัวก็พอ พร้อมทั้งมีกำไรที่เหมาะสมไม่ต้องมาก แต่สามารถดูแลพนักงานในบริษัท พร้อมทั้งสร้างความสุขให้แฟนคลับได้ …

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...