โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ดีเอ็นเอจาก ‘เหงื่อ’ หนึ่งหลักฐานสำคัญมัดตัวโจรปล้นทอง?

The Bangkok Insight

อัพเดต 23 ม.ค. 2563 เวลา 03.05 น. • เผยแพร่ 23 ม.ค. 2563 เวลา 02.26 น. • The Bangkok Insight

จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญคดี "โจรเหี้ยม" บุกปล้นร้านทองออโรร่า ภายในห้างดัง อ.เมืองลพบุรี โดยใช้อาวุธปืนเก็บเสียงยิงเปิดทางใส่ประชาชนและพนักงานร้านทอง จนทำให้มีผู้เสียชีวิตรวม 3 ศพนั้น

มีรายงานว่า ตำรวจสามารถยืนยันตัวผู้ต้องสงสัยได้จากการเปรียบเทียบดีเอ็นเอจาก "เหงื่อ" ที่ตรวจพบบริเวณตู้ทองคำและประตูทางเข้าออกของห้าง ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่มัดตัวคนร้าย ทำให้เกิดข้อสงสัยตามมาว่า "เหงื่อ" ของคนเราสามารถตรวจหาดีเอ็นเอได้จริงหรือ

เพจดังอย่าง "Drama-addict" รายงานว่า คนร้ายปล้นทองมันวางแผนมาดี ใส่ถุงมือมิดชิด ไม่มีรอยนิ้วมือเลย แต่เพราะมิดชิดนี่แหละ คงร้อน เหงื่อไหล ตอนมันขึ้นตู้ทอง ทุบตู้กวาดทองออกมา มีเหงื่อหยดลงมาบนตู้ ตำรวจยังควานหาเหงื่อหยดนั้นเจอ แล้วในเหงื่อมันจะมีเซลล์ผิวหนังติดมา ตำรวจก็ควานหาเซลล์ผิวหนังในนั้นไปตรวจหาดีเอ็นเอเทียบกับผู้ต้องสงสัยอีกที นิติวิทยาศาสตร์จงเจริญ!!!!!

"เหงื่อ" คือ หลักฐานเด็ดในการตรวจ DNA ชี้ตัวคนร้ายจริงหรือไม่!!

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ เคยโพสต์บทความเรื่อง "เหงื่อ หลักฐานใหม่ในการพิสูจน์บุคคล" โดย พรรณพร กะตะจิตต์ ระบุว่า เหงื่อ อาจไม่ใช่หลักฐานที่หลายคนคิดว่าสามารถเปิดเผยตัวผู้ต้องสงสัยได้ แต่ทุกตารางเซนติเมตรของผิวหนังมีต่อมเหงื่อ 100 ต่อมต่อตารางเซนติเมตรหรือประมาณ 650 ตารางนิ้ว ซึ่งไม่ว่าจะเกิดเหงื่อด้วยเหตุผลของอากาศร้อนหรือความวิตกกังวลอื่นใด ผู้คนมักจะทิ้งเหงื่อไว้บนสิ่งที่พวกเขาสัมผัสแตะต้อง ดังนั้นการหลั่งเหงื่อแต่ละครั้งจึงมีความแตกต่างและเป็นเอกลักษณ์บุคคลเช่นเดียวกับลายนิ้วมือ

"เหงื่อ" เป็นของเหลวทางชีวภาพของมนุษย์ มีความเข้มข้นแตกต่างกันไป ทำให้เหงื่อมีลักษณะค่อนข้างเฉพาะตัว ซึ่งตามรายงานประบุว่า มีสารเมตาบอไลท์ 3 ชนิดที่สามารถใช้เพื่อระบุลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคลได้ ได้แก่ ยูเรีย(Urea) แลคเทต (Lactate) และกลูตาเมต (Glutamate)

ภาพจาก Pixabay

การใช้ "เหงื่อ" พิสูจน์ตัวคนร้าย

นักวิทยาศาสตร์ได้ทดลองเก็บตัวอย่างเหงื่อของอาสามัคร 25 ตัวอย่าง ทดลองเปรียบเทียบกับตัวอย่างที่สังเคราะห์ขึ้น 25 ตัวอย่าง ปรากฏว่า การทดลองสามารถแยกแยะความแตกต่างของแต่ละตัวอย่างได้ตามความเข้มข้นของเมตาบอไลท์และใช้เวลาสั้น ๆ เพียง 30-40 วินาทีในการวิเคราะห์เท่านั้น หากไม่มีหลักฐานดีเอ็นเอเพียงพอต่อการวิเคราะห์ หรืออาจต้องใช้ระยะเวลานานในการรอผลทางห้องปฏิบัติการ นั่นอาจเป็นเรื่องยากที่จะสามารถระบุจำนวนของผู้ต้องสงสัยที่อยู่ในสถานที่เกิดเหตุได้อย่างรวดเร็ว การวิเคราะห์เมตาบอไลท์จากเหงื่อจะสามารถช่วยลดขั้นตอนเหล่านี้ลงได้ ผลลัพธ์ที่ได้อาจสามารถพัฒนาวิธีการพิสูจน์หลักฐานอื่น ๆ ได้ในอนาคต

ความเข้มข้นของเมตาบอไลท์ยังไม่อาจสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างของยีนที่เฉพาะเจาะจงในแต่ละบุคคลได้เท่ากับลายนิ้วมือ เนื่องด้วยปัจจัยในเรื่องการรับประทานอาหาร สุขภาพ และการออกกำลังกาย ที่ทำให้ให้สารเมตาบอไลท์เปลี่ยนแปลงไปได้ ดังนั้นการเก็บข้อมูลและติดตามความเปลี่ยนแปลงของเหงื่อของแต่ละบุคคล จึงเป็นขั้นตอนที่เพิ่มขึ้นมาในการพิสูจน์หลักฐานด้วยตัวอย่างเหงื่อ แต่ถึงเช่นนั้นเหงื่อก็เป็นตัวอย่างหลักฐานที่สามารถเปิดเผยเพศและอายุได้โดยประมาณ

อย่างไรก็ตาม จากกรณีดังกล่าวโลกออนไลน์ได้มีการชื่นชมการทำงานของ "ธีระฉัตร นิ่มมา" รปภ.ห้างโรบินสัน ที่วิ่งเข้าไปกดปุ่มปิดประตูอัตโนมัติเพื่อหวังต้องการปิดทางหนีของคนร้าย จนทำให้จ่อยิงจนเสียชีวิต แต่ความกล้าหาญนั้นก็ไม่สูญเปล่า เพราะทำให้ตำรวจได้มาซึ่งหลักฐานสำคัญที่สุด คือ "เหงื่อ" ของคนร้าย เพราะคนร้ายใช้ตัวกระแทกประตูบานเลื่อน เพื่อพยายามเปิดประตู

มีการตั้งข้อสังเกตว่า หากเหงื่อไปติดบริเวณอื่นก็คงพอจะอ้างได้ว่า เคยมาที่ห้างนี้จึงมี DNA ติดอยู่ได้ แต่เนื่องจากเป็นประตูบานเลื่อน แบบเปิด-ปิดอัตโนมัติ การที่คนทั่วไปจะไปสัมผัสได้จึงมีน้อยมาก DNA ของบุคคลที่ปรากฏอยู่ จึงต้องเกิดจากคนที่ตั้งใจสัมผัสเท่านั้น และหนึ่งในนั้นก็คือ "คนร้าย" ที่ถูกจับในครั้งนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...