โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ฝี คืออะไร ใช่สิวหรือไม่ สามารถบีบเองได้ไหม? มาดูสาเหตุ อาการ วิธีรักษา กันเลย

GedGoodLife

เผยแพร่ 05 ต.ค. 2563 เวลา 11.33 น. • Ged Good Life ชีวิตดีดี

ฝี (abscess) คือ ตุ่มหนองอักเสบ ที่สะสมอยู่ใต้ผิวหนัง โดยหนองจะมีกลิ่นเหม็น รู้สึกเจ็บปวดเมื่อสัมผัสโดน และสามารถขยายใหญ่ขึ้นได้เรื่อย ๆ ตั้งแต่ 1 - 10 เซนติเมตร เลยทีเดียว โดยภายในฝี จะประกอบไปด้วยเซลล์เม็ดเลือดขาว เนื้อเยื่อที่ตายแล้ว และเชื้อโรค ซึ่งมักเป็นการติดเชื้อแบคทีเรีย

ฝีที่เกิดขึ้นตามร่างกายนั้น โดยทั่วไปแล้วไม่ได้อันตรายนัก สามารถหายได้เองภายใน 2 - 3 สัปดาห์สามารถรักษาได้ด้วยการทาครีม หรือยาที่หาซื้อได้ทั่วไป โดยตัวยาจะไปเร่งระงับการเจริญเติบโตของตุ่มฝี แต่ควรทายาตั้งแต่เริ่มเป็นฝี เพราะหากปล่อยทิ้งไว้นาน จะทำให้รักษายากยิ่งขึ้น

สาเหตุที่ทำให้เกิดฝี คือ เชื้อแบคทีเรีย สแตฟิโลค็อคคัส ออเรียส (Staphylococcus Aureus) และ สเตรปโตค็อคคัส พัยโอจีเนส (Streptococcus Pyogenes) หากเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้เข้าสู่ผิวหนังผ่านทางรูขุมขน หรือทางบาดแผลบนผิวหนัง ก็สามารถทำให้ผิวหนังบริเวณนั้น เกิดการอักเสบของรูขุมขน และเกิดเป็นตุ่มฝีได้

นอกจากนี้ ฝียังสามารถเกิดขึ้นได้ จากการติดเชื้อที่รูขุมขน คือขนที่ไม่สามารถทะลุออกมาทางผิวหนังได้ (หรือที่มักเรียกกันว่า ขนคุด) ทำให้เกิดการอักเสบ จนทำให้เกิดเป็นหัวฝีนั่นเอง

เราสามารถบีบฝีได้เองหรือไม่?

ฝี

ขอบคุณภาพจาก instagram.com/kwang.kamolchanok

ตามหลักทางการแพทย์แล้ว จะไม่แนะนำให้บีบฝี หรือไปคุ้ยแคะแกะเกาฝีด้วยตนเอง เพราะจะทำให้เชื้อแบคทีเรียลามไปทั่ว ติดเชื้อ และอักเสบหนักกว่าเดิมได้ ฉะนั้นเมื่อเป็นฝีควรเข้าพบแพทย์ผิวหนังโดยตรง

(ดังภาพด้านบน ดาราท่านนี้ คุณ "กวาง กมลชนก" ที่คิดว่าตัวเองเป็นสิว แต่จริง ๆ แล้วเป็นฝี เมื่อบีบเองนอกจากฝีจะไม่หาย ยังทำให้เป็นแผลลึก สุดท้ายต้องเข้าพบแพทย์เพื่อรักษาอย่างถูกต้อง)

แต่เชื่อว่าหลายคนเมื่อมีฝี ก็อยากรีบบีบเองให้หาย ๆ ไป แบบว่าขี้เกียจไปหาหมอ จึงขอแนะนำให้ให้พบแพทย์ผิวหนังก่อนในครั้งแรก จากนั้นอาจปรึกษาแพทย์ว่า ถ้ามีฝีครั้งต่อไป จะบีบเองได้อย่างไรบ้าง ถ้าแพทย์อนุญาต จึงค่อยปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

ฝี กับ สิว มีลักษณะแตกต่างกันอย่างไร?

ฝี กับ สิว ถือเป็นโรคผิวหนังเหมือนกัน และมีลักษณะที่คล้ายกัน ใครที่ไม่เคยเป็นฝีมาก่อน ก็จะคิดว่ากำลังเป็นสิวอยู่ ทั้งนี้เราสามารถแยกฝีกับสิว ได้ดังนี้

  • ฝีเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ส่วนสิวเกิดจากไขมันอุดตัน หรือเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว
  • ฝีจะมีลักษณะใหญ่กว่าสิว โดยอาจมีขนาดใหญ่ประมาณครึ่งนิ้วหรือมากกว่า มีลักษณะบวมแดง มีหนองอยู่ข้างใน
  • ฝีทำให้รู้สึกเจ็บกว่าสิว มีอาการปวดมาก ๆ ถ้ามีฝีเกิดขึ้นที่บริเวณก้น เวลานั่งจะรู้สึกเจ็บมาก
  • ฝีเกิดขึ้นได้ทั่วร่างกายทั้งภายใน และภายนอก มักมีไข้ร่วมด้วย ส่วนสิวมักเกิดที่ใบหน้า คอ หน้าอก หลัง หรือไหล่

อย่างไรก็ตาม ฝี สิวหัวหนอง และสิวซีสต์นั้น เกิดจากการอักเสบของรูขุมขน และมีหนองอยู่ภายในเหมือนกัน และถ้ามีอาการรุนแรงก็ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ ควรเข้าพบแพทย์เพื่อรับการรักษา ก่อนจะลุกลาม ทำให้เสียโฉมได้

ฝี

ผู้ที่มีความเสี่ยงจะเกิดฝีได้ง่าย คือ

  • ผู้ที่มีภาวะเสี่ยงของการติดเชื้อแบคทีเรีย
  • ผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย ที่ติดเชื้อ "staph" มักพบเฉพาะในโรงพยาบาล
  • ผู้ป่วยที่เป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง เช่น สิว โรคเรื้อนกวาง
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน
  • ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ หรือผู้ติดเชื้อ HIV
  • ผู้ที่มีสุขอนามัยไม่ดี
  • เด็ก
  • ผู้ที่มีอายุเกิน 65 ปีขึ้นไป
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ หรือผู้ที่เพิ่งได้รับการรักษาจากโรงพยาบาล
  • ผู้ที่เคยผ่านการปลูกถ่ายอวัยวะ
  • ผู้ป่วยที่ทำเคมีบำบัด
  • ผู้ที่มีฝีบริเวณใบหน้า หรือบริเวณกระดูกสันหลัง หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เชื้อแบคทีเรียอาจกระจายขึ้นสู่สมองและบริเวณไขสันหลังได้

อาการของ ฝี

ฝีที่เกิดขึ้นบนผิวหนัง จะมีลักษณะคล้ายกับหัวสิว แต่สามารถโตขยายขนาดใหญ่ขึ้น จนมีหนองเต็มบริเวณหัว อาการร่วมของฝีที่อาจเกิดขึ้นได้ มีดังนี้

  • เจ็บปวดบริเวณรอบ ๆ หัวฝี หากจับบริเวณหัวฝี จะรู้สึกแสบร้อน
  • ผิวหนังบวม บริเวณที่เกิดฝี
  • เกิดแผลบนผิวหนัง
  • ผิวหนังอักเสบ
  • มีน้ำหนองไหลออกจากหัวฝี
  • มีไข้
  • คลื่นไส้ วิงเวียน
  • หนาวสั่น

ฝี เกิดขึ้นได้ที่ไหนบ้าง ?

ฝี สามารถเกิดขึ้นได้ทุกส่วนของร่างกาย ทั้งอวัยวะภายนอก และอวัยวะภายใน โดยส่วนที่เป็นมากที่สุดคือ แผ่นหลัง ใบหน้า หน้าอก หรือ บริเวณก้น นอกจากนี้ ฝียังสามารถเกิดขึ้นได้ตามผิวหนัง ที่มีการเจริญเติบโตของเส้นขนอีกด้วย เช่น บริเวณรักแร้ หรือบริเวณขาหนีบ โดยจุดเกิดฝี ที่นับว่าอันตราย ได้แก่

  • ฝีในทวารหนัก - เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบที่ทวารหนักจนเกิดรู ซึ่งมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อโรค ที่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พบได้ทุกเพศทุกวัย โดยจะมีอาการปวด และบวมที่แก้มก้น รวมถึงรอบ ๆ รูทวารหนัก มีน้ำเหลืองซึมออกมา มีเลือดปน มีหนอง และคันรอบ ๆ รูฝี การรักษาอาจต้องใช้การผ่าตัดหรือดูดหนองออก
  • ฝีในเต้านม - คือ ภาวะเต้านมอักเสบ ที่มีก้อนฝีหนองอยู่ภายใน เกิดต่อเนื่องมาจากภาวะเต้านมอักเสบ ที่ไม่ได้รับการรักษา เต้านมอักเสบที่อาการไม่ดีขึ้น หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษา
  • ฝีในสมอง – เป็นการสะสมของฝีหนอง ทั้งที่มีถุงหุ้ม และไม่มีถุงหุ้ม พบได้ทั้งนอกเยื่อหุ้มสมองชั้นนอก หรือใต้เยื่อหุ้มดูรามาเตอร์ และในเนื้อสมองเอง เชื้อที่พบบ่อย คือ เชื้อแบคทีเรีย
  • ฝีในรังไข่ – พบได้น้อย เชื่อว่าเกิดจากการที่เชื้อแบคทีเรียกระจายเข้าไปในแคปซูลของรังไข่ มักเป็นข้างเดียว และเกิดขึ้นในช่วง 1-2 สัปดาห์หลังคลอด ก้อนหนองอาจแตก และทำให้มีเยื่อบุช่องท้องอักเสบตามมาได้
  • ฝีในตับ – เกิดจากการที่ตับติดเชื้อ และเกิดมีฝี/หนองขึ้นในตับ ซึ่งอาจเกิดขึ้นเพียงฝีเดียวตำแหน่งเดียว หรือหลายฝีก็ได้ โดยอาจเกิดร่วมกับที่อวัยวะอื่น ๆ เกิดมีฝีร่วมด้วย หรือเกิดมีฝีเฉพาะในตับก็ได้เช่นกัน ทั้งนี้ขึ้นกับความรุนแรงของโรคฝีในตับที่พบได้ มีทั้งตับอักเสบชนิดฝีบิดอะมีบา และฝีแบคทีเรีย
  • ฝีในปอด – เกิดจากการที่ปอดมีการอักเสบติดเชื้ออย่างรุนแรง ทำให้เกิดการทำลายเนื้อปอดจนเกิดเป็นโพรงหนอง

เมื่อไหร่ที่คุณควรไปพบแพทย์

• เมื่อฝีมีขนาดใหญ่มากกว่า 1 เซนติเมตร • เมื่อฝีมีขนาดใหญ่มากขึ้นและปวดมากขึ้น • เมื่อฝีมีตำแหน่งอยู่ใกล้ทวารหนัก หรืออยู่ที่บริเวณขาหนีบ • เมื่อคุณมีไข้มากกว่า 37.8 องศาเซลเซียส

และต้องไปพบแพทย์ ทันทีที่…

• เมื่อมีไข้มากกว่า 39 องศาเซลเซียส หรือใช้ยาสเตอรอยด์มาเป็นระยะเวลานาน หรือได้รับยาเคมีบำบัด หรือได้รับการฟอกเลือด • เมื่อคุณเกิดฝี และคลำได้ก้อนที่ใดก็ตามที่อยู่ระหว่างฝีกับหน้าอกครับ เช่น คุณมีฝีที่เท้าแล้วคลำได้ก้อนกดเจ็บที่ขาหนีบ หรือมีฝีที่แขนแต่คลำก้อนได้ที่รักแร้ เป็นต้น • ฝีที่ใบหน้าที่มีขนาดใหญ่กว่า 1 เซนติเมตร

ฝี

การรักษาฝี

การรักษาฝี สามารถรักษาได้ด้วยตัวเองที่บ้าน โดยการประคบร้อนรักษาฝีอักเสบ เพื่อช่วยให้หัวฝีหดตัว และระบายฝีหนองออก

ทั้งนี้ หากหัวฝีมีขนาดใหญ่เกิน 1 เซนติเมตร หรือหัวฝีมีลักษณะเป็นหัวแข็ง หนองไม่สามารถระบายออกได้ ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างเหมาะสม โดยแพทย์จะรักษาด้วยการใช้ยาระงับการปวด และผ่าฝีเพื่อเอาหนองในหัวฝีออก หรือใช้ยาปฏิชีวนะ dicloxacillin หรือ cephalexin ในกรณีที่พบว่าฝีมีอาการรุนแรง โดยเฉพาะในผู้ป่วย ที่มีภาวะเหล่านี้

  • ฝีเกิดขึ้นที่บริเวณใบหน้า
  • มีการติดเชื้อของผิวหนังและเนื้อเยื่ออย่างเฉียบพลัน
  • ฝีเกิดขึ้นที่ศีรษะ
  • ระบบภูมิคุ้มกันแทรกซ้อน

ในกรณีที่มีอาการร้ายแรง หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนของฝี ดังต่อไปนี้ได้

  • มีการแพร่กระจายของเชื้อ เกิดขึ้นที่สมองหรือบริเวณไขสันหลัง
  • เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด
  • เกิดเยื่อบุหัวใจอักเสบ
  • มีรากฝีใหม่
  • เนื้อเยื้อตาย หรือกลายเป็นเนื้อเน่า
  • เกิดการติดเชื้อเข้ากระดูกแบบเฉียบพลัน

ค่าใช้จ่ายในการรักษา ฝี

ค่ารักษาฝีจะมีหลายราคาแล้วแต่โรงพยาบาลที่เราเลือก โดยส่วนมากจะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่หลักพัน จนถึงหลักหมื่นบาท (มักจะเริ่มต้นที่ 3,000 - 4,000 บาท) และอาจจะต้องเสียค่ารักษาต่อเนื่อง เช่น ค่าล้างแผล ค่ายา เป็นต้น

จะป้องกันตนเองจากฝี ได้อย่างไร?

การป้องกันการเกิดฝี อาจไม่สามารถป้องกันได้เสมอไป แต่ก็มีวิธีที่ช่วยลดโอกาส ของการได้รับเชื้อ Staph เพื่อไม่ให้เป็นฝีบ่อย ๆ ได้ ดังนี้

  • รักษาความสะอาดของร่างกาย ล้างมือบ่อย ๆ
  • หากมีบาดแผล ควรทำความสะอาดบาดแผลด้วยยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
  • ใช้ผ้าพันบาดแผล เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
  • ไม่ใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดตัว ผ้าปูที่นอน มีดโกน อุปกรณ์กีฬา เครื่องสำอาง และเสื้อผ้า

อ้างอิง :
1. bupa.co.th
2. youtube.com
3. healthmeth.wordpress.com
4. facebook.com/FoodandHealthforyou

ถามหมอออนไลน์ ปรึกษาปัญหาสุขภาพ ไข้หวัด อาการไอ ปวดท้อง ภูมิแพ้  ได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง ถามเลย ที่นี่

ติดตามGedGoodLife ช่องทางอื่น ๆ ได้ที่…

Facebook : GEDGoodLife
Nutroplex : nutroplexclub
Twitter      : @gedgoodlife
Line          : @gedgoodlife
Youtube   : GEDGoodLife ชีวิตดีดี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...