โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Field Recording สรรพสำเนียงของสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา

The Momentum

อัพเดต 09 มิ.ย. 2563 เวลา 12.51 น. • เผยแพร่ 09 มิ.ย. 2563 เวลา 12.51 น. • การัณยภาส ภู่ยงยุทธ์

In focus

 

  • Field Recording หรือการบันทึกเสียงสนาม เป็นการไปบันทึกเสียงตามที่ต่างๆ ตั้งแต่ถนนหนทางจนถึงป่าเขา สิ่งนี้เกิดขึ้นมาเพราะเหล่าศิลปินเชื่อว่ามีวิธีการมากมายที่เราจะฟังเสียงสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเรา และเสียงเหล่านั้นก็ล้วนเชื่อมโยงกับความรับรู้ต่อสิ่งต่างๆ ของมนุษย์ เกี่ยวเนื่องกับสุนทรียศาสตร์ สังคม พื้นที่และเวลา
  • FR ไม่ใช่การทำอะไรมั่วซั่ว เพราะศิลปินก็ต้องคิดว่าจะให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นเช่นไร เช่นคริส วัตสัน (Chris Watson) คือหนึ่งในศิลปินผู้จริงจังกับการทำ FR มักจะเน้นไปที่การบันทึกเสียงของธรรมชาติ โดยเฉพาะเสียงที่คนทั่วไปไม่มีโอกาสได้ยิน เช่น เสียงภูเขาน้ำแข็งกำลังละลาย เสียงในมหาสมุทร เสียงที่ลึกลงไปในผืนทราย หรือเสียงของเสือชีตาร์
  • จีนหรือญี่ปุ่นเองก็มีผู้ที่ทำงานลักษณะนี้อยู่พอสมควร ส่วนประเทศไทยนั้น FR กลับเป็นที่รู้จักและนิยมกันในวงแคบๆ และในบทความนี้จะพาไปคุยกับสองศิลปินไทย F- และ FrRc (หรือ GAMNAD737

 

Field Recording (FR หรือการบันทึกเสียงสนาม) คือศิลปะเสียงแขนงหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในโลกตะวันตก ในความหมายที่กว้างที่สุดนั้น FR ก็คือกระบวนการในการดักจับเสียงของสรรพสิ่งต่างๆ ที่อยู่ภายนอกการควบคุมของระบบในสตูดิโอ ดังนั้นแล้ว FR จึงมีรูปแบบที่ไม่เฉพาะเจาะจง ไม่มีทิศทางชัดเจน เป็นผลมาจากการที่ผู้บันทึกไม่สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมได้ทั้งหมด

ต้นกำเนิดของ FR นั้นมีองค์ประกอบหลายอย่างมารวมเข้าด้วยกัน เริ่มตั้งแต่ Musique concrète (ดนตรีทดลองแขนงหนึ่งที่มีต้นกำเนิดในฝรั่งเศส) Electroacoustic (การนำเสียงอคูสติกมาสังเคราะห์เพิ่มเติมในแบบอิเล็กทรอนิกส์) ดนตรีของกลุ่มชาติพันธุ์ เรื่อยมาจนถึง Soundscape (เสียงแวดล้อม) ในฐานะดนตรี ซึ่งจะเห็นได้ว่าส่วนประกอบของ FR มีความหลากหลายอยู่พอตัว นิยามที่แท้จริงของมันจึงยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่จนถึงทุกวันนี้ แต่ที่ชัดเจนก็คือ FR เกิดขึ้นมาเพราะเหล่าศิลปินเชื่อว่า มันมีวิธีการมากมายที่เราจะฟังเสียงสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเรา และเสียงเหล่านั้นก็ล้วนเชื่อมโยงกับความรับรู้ต่อสิ่งต่างๆ ของมนุษย์ เกี่ยวเนื่องกับสุนทรียศาสตร์ สังคม พื้นที่และเวลา

นักบันทึกเสียงสนามเริ่มต้นด้วยการออกไปข้างนอกพร้อมกับอุปกรณ์บันทึกเสียง พวกเขาหาสถานที่หรือสิ่งใดก็ได้ที่ตัวเองสนใจ ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ใบหญ้า ก้อนหิน พื้นดิน ทะเลสาบ ภูเขา สัตว์ แมลง หรือแม้แต่เสียงในเมืองใหญ่ เสียงของผู้คน การจราจร จากนั้นก็ตั้งไมโครโฟนและอุปกรณ์ต่างๆ เอาไว้ เพื่อเริ่มการบันทึกเสียงที่กำลังจะประเดประดังเข้ามาอย่างไร้การควบคุมคุณไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ราคาแพงเพื่อที่จะสร้างงานเหล่านี้ แต่คุณภาพของอุปกรณ์มีส่วนต่อคุณภาพเสียงที่บันทึก ส่งผลให้การนำเสียงเหล่านั้นไปใช้ต่อยอดมีความหลากหลายมากขึ้นด้วย

ศิลปินบางคนเริ่มหันมาทำ FR กันอย่างจริงจัง เพราะมีความรู้สึกว่าดนตรีแบบเดิมๆ นั้นไม่น่าสนใจอีกต่อไป พวกเขามองว่า FR เปิดโลกแห่งการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้มากขึ้น เสียงที่ได้จาก FR นั้นจะเอาไปทำอะไรต่อก็ได้ตามต้องการเช่นใส่เสียงเครื่องดนตรีลงไป หรือทำเป็นแซมเปิ้ลก็ได้ แต่ FR ที่เป็นรูปแบบบริสุทธิ์ก็เป็นที่นิยม นั่นคือการไม่แต่งเติมอะไรเข้าไปเลย ผู้ฟังจะได้ฟังในสิ่งที่ถูกบันทึกมาจากสนามจริงๆ

คริส วัตสัน (Chris Watson) คือหนึ่งในศิลปินผู้จริงจังกับการทำ FR เขาใช้ประสบการณ์ที่เคยเป็นผู้สร้างสารคดีมาใช้กับงานด้านเสียง วัตสันบอกว่าถ้าดูเผินๆ FR นั้นไม่มีระบบระเบียบอะไร แต่สำหรับเขาแล้วมันมีลักษณะของการประพันธ์อยู่อย่างชัดเจน เช่นคุณจะวางไมโครโฟนอย่างไร จะเริ่มบันทึกและหยุดเมื่อไหร่ ดังนั้นมันจึงมีเทคนิคมากมายให้ปรับเปลี่ยน และเลือกใช้ตามสถานการณ์ FR จึงไม่ใช่การทำอะไรมั่วซั่ว เพราะศิลปินก็ต้องคิดว่าจะให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นเช่นไร โดยตัวเขาเองมักจะเน้นไปที่การบันทึกเสียงของธรรมชาติ โดยเฉพาะเสียงที่คนทั่วไปไม่มีโอกาสได้ยิน เช่น เสียงภูเขาน้ำแข็งกำลังละลาย เสียงในมหาสมุทร เสียงที่ลึกลงไปในผืนทราย หรือเสียงของเสือชีตาร์

ข้อแนะนำของวัตสันในการทำ FR ที่สำคัญมากๆ ก็คือ คุณต้องเตรียมพร้อมให้ดีเวลาทำงาน จงรู้จักสภาพแวดล้อมที่คุณจะไป อย่าปล่อยให้ตัวเองรู้สึกไม่สบายตัว และจงอยู่ห่างจากไมโครโฟน ปล่อยให้มันทำหน้าที่ของมันอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด

Field Recording ในประเทศไทยเป็นอย่างไรบ้าง

ผมเกริ่นไปในช่วงแรกว่า FR มักจะได้รับความนิยมในโลกตะวันตกมากกว่า แต่ใช่ว่าศิลปินในทวีปเอเชียจะไม่มีเลย ในจีนหรือญี่ปุ่นเองก็มีผู้ที่ทำงานลักษณะนี้อยู่พอสมควร ส่วนประเทศไทยนั้น FR กลับเป็นที่รู้จักและนิยมกันในวงแคบๆ

F- (เอฟ) คือหนึ่งในศิลปินเหล่านั้น โดยทั่วไปแล้วผลงานของเขามักจะเป็นดนตรีทดลอง (Experimental Music) เน้นไปที่การทำ Noise และ Electroacoustic แต่บางครั้ง F- ก็หันมาทำ FR ด้วยเช่นกัน ซึ่งเขามองว่ามันเป็นศิลปะที่นำมาต่อยอดได้หลากหลาย เปิดเส้นทางในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ หรือถ้าในฐานะคนฟัง F- ก็มองว่าเสน่ห์ของ FR ก็คือ มันมีเสียงอีกมากมายที่เราไม่เคยได้ยิน บางทีมันอาจจะมาจากสถานที่ที่เราไม่เคยไป หรือไม่สามารถไปได้ เสียงเหล่านี้นำมาซึ่งความสงบผ่อนคลาย โดยเฉพาะเสียงของธรรมชาติ

“Field Recordings เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ในตัว เหมือนกับการปล่อยให้สถานที่ใดสถานที่หนึ่งคอยบรรเลงดนตรีเป็นพื้นหลัง โดยเราจะได้สรรพเสียงที่แตกต่างออกไปตามแต่พื้นที่และเวลา”

F- บอกกับผมว่า คุณไม่จำเป็นต้องมีความรู้อะไรมากมายถ้าอยากจะทำ FR แต่การศึกษาสถานที่ก็เป็นสิ่งที่ดี คุณควรจะรู้สภาพแวดล้อมที่จะไป รู้จักอคูสติกในบริเวณนั้นๆ เพราะถ้าเรามีข้อมูลตรงนี้มากเท่าไหร่ก็สามารถพลิกแพลงได้หลากหลายขึ้น ส่วนอุปกรณ์ที่ใช้อาจจะไม่ต้องมีราคาแพง เพียงแค่ไมโครโฟนจากโทรศัพท์มือถือก็เพียงพอในการเริ่มต้น แต่อุปกรณ์ดีๆ ก็ย่อมส่งผลต่อคุณภาพเสียงที่ได้อย่างชัดเจน การนำเสียงที่บันทึกไปใช้ต่อก็ง่ายขึ้นด้วย

FrRc (หรือ GAMNAD737) เป็นศิลปินชาวไทยอีกคนหนึ่งที่มีผลงานดนตรีทดลองหลากหลายประเภท อีกทั้งเขายังมีความสนใจ FR และศึกษามันอย่างลึกซึ้ง เขาบอกว่า FR เป็นเหมือนการจำลองเสียงในอีกสถานที่หนึ่ง มาเล่นซ้ำในอีกที่หนึ่ง การเสพงานเหล่านี้ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่น่าทึ่งและแปลกใหม่ ลองนึกภาพว่าคุณนั่งอยู่ในห้องของตัวเอง แล้วสามารถได้ยินเสียงที่อยู่ในสถานที่ที่ไกลออกไป แบบที่คุณอาจจะไม่สามารถไปยังที่เหล่านั้นได้ เช่นเสียงในป่าลึก หรือเสียงลมหายใจของกระทิง แค่คิดก็เป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นแล้ว ดังนั้น FR จึงเป็นสิ่งที่หลายๆ คนอาจจะชื่นชอบมันโดยไม่รู้ตัว

ส่วนมุมมองในฐานะผู้ผลิตผลงาน การบันทึกเสียงเหล่านั้นเอาไว้ก็เป็นเหมือนกับการสร้างคลังเสียงของตัวเอง เพื่อนำไปต่อยอดในอนาคต สิ่งที่บันทึกเอาไว้มันไม่ใช่แค่เสียง แต่เป็นประสบการณ์ ภาพความทรงจำตอนที่คุณทำงาน หรือกระบวนการต่างๆ ในการบันทึกเสียง เขาเปรียบสิ่งเหล่านี้ว่าเหมือนกับคุณเป็นฆาตกรต่อเนื่องที่อยากกลับไปยังที่เกิดเหตุ เพื่อทำสิ่งเหล่านั้นซ้ำไปมา

สำหรับ FrRc แล้ว การทำ FR นั้นจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องศาสตร์ของเสียงอยู่บ้าง เพื่อให้งานออกมาสมบูรณ์แบบอย่างที่ต้องการ มีความน่าหลงไหลและมีคุณค่าเชิงสุนทรีย์ อีกทั้ง FR ก็ยังมีกระบวนการที่คล้ายคลึงกับการทำดนตรีอยู่ด้วย นั่นก็คือการนำเสียงที่ได้มาปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม (mix and mastering) ดังนั้นถ้าคุณพอมีความรู้เรื่องเหล่านี้ ก็จะสามารถเข้าใจและพลิกแพลงได้มากขึ้น

ทั้งนี้ทั้งนั้น สำหรับผู้ที่อยากเริ่มต้นทำ FR ก็อย่ากังวลไปว่าจะต้องใช้อุปกรณ์ราคาแพง เพราะสิ่งที่สำคัญคือการรู้จักศักยภาพและข้อจำกัดของอุปกรณ์ที่ใช้ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์จากการลงมือทำ เพื่อที่จะเข้าใจว่าอุปกรณ์แบบไหนเหมาะกับตัวคุณ หรือสถานการณ์ในแต่ะครั้งมากที่สุด นั่นเป็นเพราะว่ามันคือการทดลองที่ไม่มีอะไรตายตัว

FrRc ทิ้งท้ายว่า FR ก็เป็นเหมือนรสนิยมแบบหนึ่งของกลุ่มคนที่สนใจศิลปะแบบนี้ ไม่ว่าจะในฐานะผู้ฟังที่ต้องการความแปลกใหม่ หรือในฐานะผู้สร้างงานเพื่อนำไปต่อยอดในงานศิลปะอื่นๆ ของตน

“ผู้นิยมการถ่ายภาพ เวลาท่องเที่ยวไปตามสถานที่ใดนั้นพวกเขาก็มักจะติดกล้องไปเพื่อเอาไว้ถ่ายภาพ และจะหมกมุ่นอยู่กับการตั้งใจถ่ายภาพ มีมุมมองในการนำเสนอภาพพวกนั้น ผู้ที่มีรสนิยม FR เองก็ทำในลักษณะเดียวกัน แต่ผลลัพธ์พวกนั้นออกมาเป็นเสียง คือมันฝังอยู่ในจริตเราอยู่แล้ว”

Field Recording ล้วนอยู่รอบตัวเรา

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ คุณอาจจะเริ่มเอะใจแล้วว่า Field Recording นั้นวนเวียนอยู่รอบๆ ตัวมาตลอด เพราะหน้าที่หนึ่งของมันก็คือการเข้าไปผสมอยู่กับดนตรีหรือสื่ออื่นๆ ทำหน้าที่เติมเต็ม หรือสร้างความสมบูรณ์ให้กับงานเหล่านั้น บางคนอาจจะชอบเปิดเสียงน้ำไหล เสียงนกในป่า เสียงร้านกาแฟ เป็นฉากหลังเพื่อให้ตนเองรู้สึกผ่อนคลาย หรือเหมือนกับกำลังอยู่ในสถานที่นั้นๆ

เพียงแต่ว่า FR ก็เป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่มีการต่อยอด ดัดแปลง ผลิตซ้ำไปมาอย่างไม่รู้จบ จึงเป็นเรื่องปกติที่จะมีการบันทึกเสียงแปลกๆ มาให้เราฟังกันอยู่เสมอ เช่นเสียงของแมลง เสียงใต้มหาสมุทร เสียงในโรงงานอุตสาหกรรม รวมไปการนำเสียงที่ได้จากการบันทึกไปดัดแปลงโดยที่ไม่เหลือเค้าเดิมอยู่เลย เปิดโอกาสให้ผู้ฟังใช้จินตนาการของพวกเขาเอง

สิ่งสำคัญก็คือ การทำ FR นั้นเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็เริ่มต้นทำได้ เพียงแค่มีอุปกรณ์บันทึกเสียงเท่านั้น คุณไม่จำเป็นต้องมีความรู้พื้นฐานมาก่อน เพราะประสบการณ์จะทำให้คุณเรียนรู้ในขั้นต่อๆ ไปว่าควรทำอย่างไร แต่อย่าลืมนะครับว่า ในโลกของดนตรีทดลองนั้น ไม่มีอะไรที่ตายตัว ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถเป็นไปได้เสมอ ดังนั้นอย่ากลัวว่าสิ่งที่คุณทำจะถูกหรือจะผิด เพราะสุดท้ายคนที่จะตัดสินก็คือคนที่เสพผลงานของคุณนั่นเอง

 

ศิลปินแนะนำ

Chris Watson (UK)Jacob Kirkegaard (Denmark)Jana Winderen (Norway)Francisco Lopez (Spain) Vanessa Rossetto (US)Jeph Jerman (US)Toshiya Tsunoda (Japan)F- (Thailand)FrRc หรือ GAMNAD737 (Thailand)

อ้างอิง

https://www.ableton.com/en/blog/art-of-field-recording/https://citiesandmemory.com/2017/10/best-field-recording-records/

ขอบคุณ F- และ FrRc สำหรับข้อมูลและมุมมองในบทความชิ้นนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...