"ถึงบ้านแล้วบอกด้วยนะ" ประโยคติดปาก ที่ตอกย้ำถึงความไม่ปลอดภัยในสังคม
"ถึงบ้านแล้วบอกด้วยนะ" ประโยคที่เรามักบอกลากันเสมอ แต่รู้หรือไม่ว่านั่นคือการย้ำถึงความไม่ปลอดภัยในสังคม
จากเหตุการณ์คดีฆาตกรรมสาวที่สะเทือนขวัญชาวอังกฤษไปเมื่อวันที่ 13 มี.ค. ที่ผ่านมา น.ส.ซาราห์ เอฟเวอราด อายุ 33 ปี ผู้บริหารการตลาด ได้หายตัวไปจนกระทั่งเธอถูกพบเป็นศพอยู่ในป่ามณฑลเคนต์ และยิ่งซ้ำไปกว่านั้นคือผลสอบสวนระบุว่าผู้ต้องสงสัยก็คือนายเวย์น เคาเซนส์ อายุ 48 ปี ตำรวจนครบาลกรุงลอนดอน
เป็นสาเหตุให้ชาวอังกฤษจำนวนไม่น้อยออกเรียกร้องถึงความปลอดภัยที่พวกเขาควรจะได้รับ เรียกได้ว่ากรณีการเสียชีวิตของซาราห์ เปรียบเสมือนสัญญาณเตือนประชาชนชาวอังกฤษโดยเฉพาะสาวๆ ให้พวกเธอตระหนักถึงความปลอดภัยในชีวิตประจำวันมากขึ้น
"ถ้าถึงบ้านแล้ว ส่งข้อความมาหาด้วยนะ" ประโยคที่เราชอบบอกกับเพื่อนๆ โดยเฉพาะเพื่อนผู้หญิงเวลาที่พวกเธอต้องกลับบ้านเพียงลำพัง แถมยังเป็นประโยคติดปากที่ใครๆมักจะพูดกันเพื่อแสดงความเป็นห่วง แต่ทว่าเมื่อเรามาคิดไตร่ตรองให้ดีๆแล้วประโยคดังกล่าวนั้นคือการตอกย้ำความไม่ปลอดภัยในสังคมที่สามารถเกิดขึ้นได้กับคนใกล้ชิดและคนที่เรารักได้ทุกเมื่อ
ซึ่งประโยคนี้อาจออกมาจากความกลัวเราเอง สืบเนื่องมาจากกรณีของซาร่า ที่เธอใช้เส้นทางเดิมเดินกลับบ้านเป็นประจำเธอทำทุกอย่างถูกต้อง ไม่ทำพฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยงเลยแม้แต่อย่างเดียว เธอสวมใส่เสื้อผ้าที่รัดกุมและยังเดินอยู่เป็นเส้นถนนที่มีแสงสว่างเพียงพออีกด้วย #textmewhenyougethome เป็นเทรนด์ทวิตเตอร์ที่สาวๆออกเขียนเรื่องราวที่พวกเธอพบเจอในสังคมรวมไปถึงแบ่งปันวิธีการเอาตัวรอดอย่างสิ่งอันตรายที่สามารถเกิดขึ้นได้รอบตัวอีกด้วย
"เมื่อผู้หญิงออกไปวิ่ง : เราจะต้องหาเส้นทางที่ดีและปลอดภัย ต้องใส่หูฟังเพียงข้างเดียวหรือไม่ก็เปิดเพลงเบาๆเท่านั้น ไหนจะต้องคอยมองไปรอบๆว่ามีใครคอยรอยตามอีกรึป่าว และก็ต้องห้ามวิ่งเหนื่อยจนเกินไปอีกด้วย #textmewhenyougethome"
"เพราะว่าฉันเป็นผู้หญิง ฉันจึงไม่สามารถเดินเล่นแถบเขาบริเวณบ้านได้ ฉันจึงไม่สามารถออกไปดื่มคนเดียวได้ ฉันจึงไม่สามารถจอดรถในที่ที่ฉันอยากจะจอด ฉันไม่สามารถเปิดหน้าต่างทิ้งไว้ในเวลากลางคืนได้ ฉันจึงไม่สามารถเชื่อคนแปลกหน้าได้ ฉันจึงไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่อย่างสบายใจได้"
ที่มา viewire.co.uk/