โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บันเทิง

ดีเจอ๋องแอ๋งสบัดแผ่น “อัจฉริยะ-ขบถ : ผู้ทำ 10 สิ่งที่คนทั้งวงการดนตรีไม่ทำ”

BT Beartai

อัพเดต 15 ก.พ. 2563 เวลา 13.39 น. • เผยแพร่ 14 ก.พ. 2563 เวลา 11.52 น.
ดีเจอ๋องแอ๋งสบัดแผ่น “อัจฉริยะ-ขบถ : ผู้ทำ 10 สิ่งที่คนทั้งวงการดนตรีไม่ทำ”

ในโลกนี้คงไม่มีวงดนตรีไหนที่โด่งดังได้ทั้งที่ “ร้องเพลงก็ไม่ได้เรื่อง ออกจะไปทางเพี้ยนเสียด้วยซ้ำ แต่โด่งดังได้ด้วยการแจกเงินบนเวที ทำเสื้อรูปหน้าตัวเองขาย ทำอะไรขัดแย้งกับทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการทำงานเพลง” (ยกมาจากถ้อยคำชมเชยของป๋าเต็ด) เห็นจะมีก็แต่วงชื่อประหลาด “ไปส่งกู บขส. ดู๊” วงนี้ที่มี “ดีเจอ๋องแอ๋งสบัดแผ่น” เป็นฟรอนต์แมนจอมขบถผู้มีเอกลักษณ์และเป็นสัญลักษณ์ของวงซึ่งยากจะหาใครมาเทียบเทียมได้ในปฐพีนี้นี่ล่ะที่สามารถโด่งดังได้จากการทำอะไรเพี้ยน แปลก แหวกแนว ต่าง ๆ นานา  การที่ดีเจอ๋องแอ๋งได้เชิญให้ป๋าเต็ดมาสัมภาษณ์ตัวเอง (ไม่ใช่ป๋ามาเชิญ) เพื่อให้ตัวเองดังขึ้นในครั้งนี้ ทำให้เราได้รู้จักกับเขาคนนี้ดีขึ้นมากเลยทีเดียว หากใครยังไม่ได้ชม ป๋าเต็ดทอล์ก SEASON 3 EP.2 ดีเจอ๋องแอ๋ง สบัดแผ่น (ไปส่งกู บขส. ดู๊)” สามารถอ่านบทความเราก่อนได้ เพราะเราได้สรุปจบครบทุกประเด็นเข้มข้นของคนดนตรีที่มีชื่อว่า “ดีเจอ๋องแอ๋งสบัดแผ่น” !! เรียบร้อยแล้ว

[บทความนี้เรียบเรียงจาก ป๋าเต็ดทอล์ก SEASON 3 EP.2 ดีเจอ๋องแอ๋ง สบัดแผ่น (ไปส่งกู บขส. ดู๊)”]

 

 

Introduction

 

  • ดีเจอ๋องแอ๋งขอให้ป๋าเต็ดเป็นคนมาสัมภาษณ์ตัวเอง เพราะ “ป๋าเต็ดดัง” การที่ได้มาออกรายการป๋าเต็ดก็จะทำให้ดีเจอ๋องแอ๋งดังขึ้นและ mainstream ขึ้นไปด้วย จึงเห็นเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ยกระดับตัวเองขึ้นไปอีกขั้น
  • ดีเจอ๋องแอ๋งมีความเรียนเก่งเป็น “อัจฉริยะ” ตั้งแต่เด็ก สมัยประถมที่ รร.เทศบาล 2 จ.นครพนม ครูจะให้ไปนั่งข้าง ๆ เพื่อทำข้อสอบอย่างเดียวและไม่ต้องมานั่งเรียนหนังสือเหมือนเพื่อนคนอื่น ๆ

 

“อัจฉริยะ-ขบถ : ผู้ทำ 10 สิ่งที่คนทั้งวงการดนตรีไม่ทำ”

 

 (1) กล้าตั้งชื่อวงว่า “ไปส่งกู บขส. ดู๊”

 

  • ป๋าเต็ดเป็นคนคัดเลือกวง “ไปส่งกูบชส.ดู๊” ให้ได้เล่นในงาน Big Mountain ครั้งที่สามด้วยตัวเอง เนื่องจากชอบชื่อวง ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ฟังเพลงเลยด้วยซ้ำ
  • ดีเจอ๋องแอ๋งเข้ามาสู่โลกแห่งเสียงดนตรีจากการเข้าชมรมดนตรีที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นในช่วงปี 1-2 ทั้ง ๆ ที่เล่นดนตรีอะไรไม่เป็นเลยสักอย่าง
  • ความประทับใจแรกของดีเจอ๋องแอ๋งที่มีต่อชมรมดนตรีก็คือ ที่นี่มี “แอร์” มีเพื่อนมีรุ่นพี่ที่กำลังนั่ง “ดื่ม” กันอยู่ ก็เลยมากินนอนที่นี่เป็นประจำ
  • พอมาอยู่เป็นประจำ ไอ้จะไม่ทำอะไรเลยมันก็กระดากชีวิตเกินไป ดีเจอ๋องแอ๋งก็เลยทำประโยชน์ด้วยการช่วยคนในชมรมขนย้ายเครื่องเสียงเวลามีการแสดงดนตรีตามที่ต่าง ๆ
  • จนเพื่อนที่มีชื่อว่า​ “บูม” (เอกภาพ ป้านภูมิ) ซึ่งเป็นมือกีตาร์ของ “ไปส่งกูบขส.ดู๊” ในปัจจุบัน ได้ชักชวนให้ดีเจอ๋องแอ๋งมาร้องเพลง เนื่องจากเขาสามารถร้องเพลงและเป็นคนที่ชอบร้องเพลงอยู่แล้วเวลากินดื่มและไปร้องคาราโอเกะกัน บูมก็เลยแต่งเพลงมาให้หนึ่งเพลงเกี่ยวกับสัตว์ “พนักงานสวนสัตว์” ดีเจอ๋องแอ๋งเห็นว่าโอเคอยู่ก็เลยจัดไปให้สมกับคำเยินยอของเพื่อนที่ว่า “เสียงของนายมันมีพลัง”

บางส่วนของเนื้อเพลง “พนักงานสวนสัตว์”

 

  • ชื่อวง “ไปส่งกูบชส.ดู๊” บูมเป็นคนตั้ง จากที่แต่เดิมใช้ชื่อวงกันว่า “ติช!!” อันมีที่มาจากเสียงเอฟเฟกต์เวลาต่อยกัน แต่มันอาจดูฮาเกินไปก็เลยเปลี่ยนมาใช้ “ไปส่งกูบชส.ดู๊” แทน (จริง ๆ ถึงแม้พยางค์ท้ายของชื่อวงจะเขียนว่า “ดู๊” แต่ดีเจอ๋องแอ๋งจะออกเสียงเรียกชื่อวงว่า “ไปส่งกูบขส.ดู้ว์” ทุกครั้ง) นอกจากนี้ยังเป็นคำที่เพื่อนชอบใช้เวลาแยกย้ายกันกลับบ้านก็เลยรู้สึกว่าชื่อนี้แหละเหมาะที่สุดแล้ว
  • ดีเจอ๋องแอ๋ง ชอบชื่อนี้เพราะมันฮาและเป็นสุดยอดของ “การตลาด” เพียงฟังครั้งเดียวก็จำได้แล้ว (แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ เพราะแม้แต่ป๋าเต็ดก็เลือกวงนี้ให้เล่นใน Big Mountain เพราะชื่อวง)

 

*“ถ้าเราเริ่มต้นจากการทำการตลาดที่ดีแล้วเนี่ย ต่อไปมันดีแน่นอน” *

 

(2) ความมั่นใจ มาก่อน ความสามารถ

 

  • ด้วยความที่เล่นดนตรีก็ไม่ได้ ร้องเพลงก็ใช้ว่าจะเพราะ ดีเจอ๋องแอ๋งต้องทำอะไรสักอย่างให้สมกับหน้าที่

ฟรอนต์แมนของวง “ไปส่งกูบขส.ดู๊” นั่นก็คือการเป็น entertainer ที่สะกดคนดูให้อยู่หมัด ให้สายตา

ของคนทุกคู่จับจ้องมาที่เขาและชาวคณะให้ได้

 

 

“ผมจะไม่ยอมให้ใครมานั่งคุยกันต่อหน้าผมเด็ดขาด”

 

  • ดีเจอ๋องแอ๋งมีความสุขกับการเป็น “ฟรอนต์แมน” จากการได้ไปอยู่บนเวทีแล้วได้ entertain คนดูด้วยการวิ่งไปนู่นมานี่ กระโดดไปตรงนั้นทีตรงนี้ที ได้ทำอะไร “เท่ ๆ” (แม้กระทั่งเอา “เป็ด” ขึ้นไปปล่อยบนเวทีก็เคยทำมาแล้ว) แล้วพอได้ยินเสียงโห่ร้องสนุกสนานจากผู้ชมเบื้องล่างเวที ดีเจอ๋องแอ๋งพบว่านี่แหละคือ “ความสุข” ของเขา

 

*“เท่ คือ การทำอะไรแล้วคนเค้าชอบ เค้ามีความสุขกับผม” *

 

  • ป๋าเต็ดมองว่าสิ่งที่ “ไปส่งกูบขส.ดู๊” ทำนั้นเป็นอะไรที่ “พังก์” มาก (ไม่ใช่ “พลั้ง” นะครับ) มันทำให้นึกถึงวงพังก์ยุค 70s ที่มักจะทำอะไรที่มันเป็นขบถต่อขนบของนักดนตรีทั่วไปที่ทำกันบนเวที
  • ถึงจะ “พังก์” แต่ดีเจอ๋องแอ๋งก็มีกฎประจำตัวว่า จะไม่พูดหยาบ (จนเกินไป) ไม่พูดลามก ไม่พูดเรื่องการเมือง ศาสนา และสถาบัน เพราะเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน หากไปยุ่งเกี่ยวมันอาจทำให้คนที่เคยชอบอาจจะเกลียดไปเลย มันไม่คุ้มกับชื่อเสียงที่ได้สั่งสมมา และดีเจอ๋องแอ๋งเชื่อว่าในวันข้างหน้าแนวดนตรีที่เค้าเล่นมันจะกลายเป็นดนตรี “mainstream” ในสักวันหนึ่ง

 

(3) ไม่มีวงไหนเทียบได้

 

  • ดีเจอ๋องแอ๋งเคยลั่นวาจาไว้ว่า​ “ไม่มีวงไหนเทียบไปส่งกูบขส.ดู๊ ได้” ซึ่งดีเจอ๋องแอ๋งไม่ได้จะสื่อถึงการเปรียบเทียบกับใคร หากความหมายของมันก็คือ ศิลปินแต่ละคนล้วนแล้วแต่มีความเป็นเพชรในตัวเอง มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ดังนั้นดีเจอ๋องแอ๋งจึงเชื่อว่าถึงแม้ตนจะไม่เด่นไปกว่าใคร แต่ก็ไม่ด้อยไปกว่าใครเช่นกัน
  • ศิลปินในดวงใจของดีเจอ๋องแอ๋งคือ “พี่แมว จิระศักดิ์” ด้วยเหตุผลที่ว่า “เสียงผมดีเหมือนเค้า เค้ามีเสียงที่คล้าย ๆ ผม” และเค้าก็เชื่อว่าถ้าพี่แมวมาได้ยินน่าจะดีใจ
  • ดีเจอ๋องแอ๋งไม่เคยซื้อเทป ซื้อซีดีหรือแผ่นเสียงเลยสักแผ่นเดียว จะฟังเฉพาะเพลงที่หลุดเข้ามาในหูเอง เช่น จากคลื่นวิทยุ เพื่อนเปิดให้ฟัง เป็นต้น เขาจะไม่ค่อยฟังเพลงเพราะเป็นคนสมาธิสั้น ถ้าฟังเพลงจะไม่มีสมาธิเลย
  • เพลงส่วนใหญ่ในวงบูมจะเป็นคนแต่งแต่ดีเจอ๋องแอ๋งจะเป็นคนวางคอนเซ็ปต์ให้ หรือไม่อย่างนั้นบูมก็เอาชีวิตของดีเจอ๋องแอ๋งมาแต่ง
  • เพลงล่าสุด “ฉันเป็นสโมกเกอร์นิ” (ดีเจอ๋องแอ๋งxบูมเดี่ยว feat. โยชิ 300) เป็นเพลงที่ไม่ใช่ผลงานของวงแต่เป็นผลงานของสองคนคือ ดีเจอ๋องแอ๋ง กับ บูม โดยมี โยชิ 300 มาดูในท่อนแรป เพลงนี้ดีเจอ๋องแอ๋งได้มาจากการที่บูมแต่งมาแลกกับการ์ดจอเกมที่อยากได้เพื่อจะได้เล่นเกม PUBG แบบไม่กระตุก (นี่อาจจะเป็นครั้งแรกในวงการดนตรีโลกที่ได้เพลงมาจากการเอาการ์ดจอไปแลก)

เนื้อเพลง “ฉันเป็นสโมกเกอร์นิ”

 

  • ด้วยความที่เป็นคนไม่ซื้อเทป ซื้อซีดีฟัง ดีเจอ๋องแอ๋งก็เลยไม่ worry หากไม่มีใครซื้อซีดีของวง และแฟนเพลงก็สามารถไปฟังตามยูทูบหรือช่องทางอื่น ๆ ได้ ส่วนสิ่งที่ขายดีที่สุดของวงก็คือ “เสื้อรูปหน้าดีเจอ๋องแอ๋ง” นั่นเอง
  • “เสื้อรูปหน้าดีเจอ๋องแอ๋ง” เกิดขึ้นจากการที่พี่บอมเห็นรูปตอนวัยเรียนของดีเจอ๋องแอ๋ง ก็เลยนำเอามาทำเสื้อและให้ดีเจอ๋องแอ๋งใส่ มีครั้งหนึ่งดีเจอ๋องแอ๋งใส่เล่นที่ขอนแก่นแล้วมีแฟนเพลงกระโดดขึ้นมาบนเวที ถอดเสื้อตัวนี้ออกจากดีเจอ๋องแอ๋งแล้วยัดเงินใส่ในกระเป๋าให้ จากนั้นดีเจอ๋องแอ๋งก็เลยรู้สึกว่าเสื้อตัวนี้มันต้องทำเพิ่ม ! จนไปเล่นที่ playyard เอาเสื้อไปขาย 40 ตัว ไม่นานก็ขายหมดในพริบตา พอรู้ว่าขายดีก็เลยสั่งพี่บอมทำเพิ่ม 500 ตัว !! พอไปเล่นงาน cat expo เสื้อ 500 ตัวก็ขายหมดเกลี้ยง ก็เลยทำขายในเน็ตรวมที่ขายมาทั้งหมดน่าจะเป็นหมื่นตัวแล้ว !!!

เสื้อยืดสกรีนรูปหน้าดีเจอ๋องแอ๋ง

ใคร ๆ ก็อยากใส่เสื้อของดีเจอ๋องแอ๋ง

  • ด้วยเหตุนี้ดีเจอ๋องแอ๋งก็เลยเชื่อว่าต่อไป “ใบหน้า” ของเขาน่าจะพอปในระดับเดียวกับใบหน้าของ “บ็อบ มาร์เลย์”

 

(4) มี “บ็อบ มาร์เลย์” เป็นไอดอลแต่ไม่ใช่เรื่องดนตรี

 

  • ดีเจอ๋องแอ๋งเชื่อว่าต่อไป “ใบหน้าของเขา” จะไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องฮา แต่ว่ามันจะกลายเป็น “สัญลักษณ์” จากการที่ทุกคนเห็นมันอยู่บ่อย ๆ และค่อย ๆ ซึมซับไปทีละนิด ๆ เช่น ดีเจอ๋องแอ๋งเอารูปหน้าตัวเองใส่กรอบรูปแล้วไปติดตามร้านเหล้าทุกร้านที่พอจะรู้จัก พอใครผ่านเข้ามาเห็นก็จะเอ๊ะ คนนี้อีกแล้ว คนนี้อีกแล้ว และมันจะกลายเป็นเทรนด์ในที่สุด
  • ต่อมาดีเจอ๋องแอ๋งจึงคิดที่จะพัฒนารูปหน้าของตัวเองให้กลายเป็น “แบรนด์” เลยนำเสื้อมาออกแบบลายใหม่ หลากหลายรูปแบบ ใครอยากได้ครบทุกลายก็ต้องตามเก็บจนหมด เสื้อล็อตใหม่นี้ก็ยังขายดีเช่นเคย และมีวงไอดอล “Fever” มาตามซื้อกันทั้งวงเลย แถมยังมีการ collaboration กับ “แอ๊ะ ชาติฉกาจ ไวกวี” ช่างภาพฝีมือดีคนหนึ่งของเมืองไทย โดยให้พี่แอ๊ะถ่ายภาพออกมาและเอาภาพนั้นมาทำเป็นลายเสื้อขายจนขายหมดเกลี้ยงไปอีกตามเคย

สมาชิกวง Fever โพสต์รูปเสื้อยืดดีเจอ๋องแอ๋ง

 

ผลงานที่ดีเจอ๋องแอ๋งทำร่วมกับชาติฉกาจ ไวกวี

  • ดีเจอ๋องแอ๋งบอกว่า “ถ้ามีเงินมากพอ” จะซื้อป้ายบิลบอร์ดตามทางด่วนและป้ายโฆษณาในรถไฟฟ้า BTS แล้วเอาภาพหน้าของตัวเองไปติด และมันจะกลายเป็น “ปรากฏการณ์ใหม่” ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน
  • ดีเจอ๋องแอ๋งมีคอนเซ็ปต์ว่า

 

 “ผมจะทำตัวเองให้ดังก่อน แล้วเพลงค่อยตามมาทีหลัง”

 

และนี่ก็คือเหตุผลว่าทำไมดีเจอ๋องแอ๋งจึงอยากจะใช้หน้าตัวเองในการโปรโมต ซึ่งเค้าพบว่ามันประสบความสำเร็จ ผู้คนสามารถจดจำเขาได้จากใบหน้าอันมีเอกลักษณ์นี้

 

(5) เป็นศิลปินที่ไม่ได้รักในเสียงดนตรี

 

  • ดีเจอ๋องแอ๋งไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนรักดนตรีเลย แค่อยากขึ้นไปทำอะไรบนเวทีแล้วทำให้คนดูสนุก ได้โหวกเหวกโวยวายในแบบที่อยากจะทำ คิดว่าอยากจะทำอะไรก็ทำ
  • ดีเจอ๋องแอ๋งคิดว่าความคิดที่ว่า “ถ้าเล่นแล้วมีคนดูแค่เพียงหนึ่งคนก็จะเล่นต่อไป” นั่นเป็นอะไรที่มันไม่ใช่สำหรับเขา ถ้าเป็นเช่นนั้นสู้ไปเล่นในห้องซ้อมเลยดีกว่า สำหรับเขาแล้วถ้าเล่นแล้วไม่มีคนดูเขาเลือกที่จะลงจากเวทีเลยจะดีเสียกว่า มีครั้งนึงดีเจอ๋องแอ๋งเคยเดินมาบอกบูมว่า “ถ้าจบเพลงนี้แล้วกูลงเลยนะ” เพราะไปเล่นในงานสงกรานต์ตอนสี่โมงเย็นที่มีแต่ลูกเล็กเด็กแดงมาดูและไม่เข้าใจในดนตรีของพวกเขา พอรับเงินจากเจ้าภาพปุ๊บก็แผ่นกลับปั๊บเลย

 

(6) เวลาไม่ดี เวทีไม่ชอบ คนดูน้อย “ไม่เล่น” !!

 

  • การไปเล่นแต่ละครั้ง แต่ละที่ มันต้องเสียเวลาเดินทาง ทั้งคนดูเองก็เหมือนกัน ซึ่งหากเล่นในเวทีที่ไม่เหมาะ ช่วงเวลาที่ไม่เหมาะมันก็เสียทั้งวง เสียทั้งคนดู ดีเจอ๋องแอ๋งก็เลยต้องบอกกับผู้จ้างเสมอว่าขอเลือกเวที ขอเลือกเวลาได้ใหม่ ถ้าไม่ได้ก็ “ไม่เล่น” !!
  • แต่ทั้งนี้ดีเจอ๋องแอ๋งจะให้ความสำคัญกับ “เวลาที่ขึ้นเล่น” มากกว่าเรื่องเวที เพราะมันจะมีช่วงเวลาที่เล่นแล้วเหมาะนั่นก็คือ ช่วงเวลา “สี่ทุ่ม-เที่ยงคืน” ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ “เมาได้ที่” แล้วนั่นเอง
  • ดีเจอ๋องแอ๋งมักจะเดินถอดเสื้อไปตะโกนบอกคนดูว่าเล่นอยู่เวทีไหน เพราะมันเป็นสิทธิ์ที่เค้าทำได้ สิทธิ์ที่จะ “เรียกร้องความสนใจ”

 

(7) อยู่เหนือทุกดราม่า

 

  • “ไปส่งกูบขส.ดู๊” เป็นวงที่แฟนคลับรัก หากมีใครมาว่าอะไรก็พร้อมสวนกลับไปในทันที

แฟนเพลงออกตัวปกป้องวง

  • เหตุผลที่ดีเจอ๋องแอ๋งและวงไม่ค่อยเจอดราม่า เพราะว่าจะมีการเซฟตัวเองเสมอเวลาที่สื่อสารอะไรออกไป เพรามันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ด้วยการที่คิดก่อนจะสื่อสารออกไป เวลาดีเจอ๋องแอ๋งด่าก็มักจะเป็นถ้อยคำอะไรที่ “เจ็บ” เสมอ
  • เวลามีคนด่าคนว่าอะไรดีเจอ๋องแอ๋งจะไม่สนใจ เพราะยังมีคนรักคนชอบใจ คนที่ด่าที่ว่าพวกนั้นเค้าก็แค่ “โกหก” !!
  • สำหรับดีเจอ๋องแอ๋งดนตรีเป็น “งานอดิเรก” เพราะฉะนั้นเวลาจะทำอะไรจึงต้องเลือกสิ่งที่สบายใจและไม่ทำให้ตัวเองเหนื่อยจนเกินไป เพราะฟีลมันจะไม่มาและส่งผลต่อความมันส์ในการแสดง

 

(8) เลียนแบบโชว์วงอื่น ในทางตรงกันข้าม

 

  • ดีเจอ๋องแอ๋งมักชอบทำอะไรสวนทางกับชาวบ้าน อย่างวงร็อกมักชอบถอดเสื้อบนเวที ดีเจอ๋องแอ๋งก็จะไปหาเสื้อมาใส่เยอะ ๆ วงร็อกชอบบอกกับแฟน ๆ ว่า “เอ้า ! ร้องพร้อมกัน” ดีเจอ๋องแอ๋งก็จะบอกว่า “พวกมึงไม่ต้องร้องเดี๋ยวกูร้องเอง” อะไรแบบนี้ ซึ่งมีผลตอบรับในทางที่ดีมีแฟน ๆ ชอบ
  • ดีเจอ๋องแอ๋งชอบด่าวงอื่นบนเวที เช่น “พวกกูไม่ใช่วงร็อกดาษดื่นแบบ…” เพื่อเอาฮา แต่เวลาเจอหน้าศิลปินเหล่านั้นจริง ๆ ก็อวยเค้าแทน
  • ทุกวันนี้ดีเจอ๋องแอ๋งไม่เคยชอบวงดนตรีไหนเลยสักวง แต่ถ้าจะมีก็คือ แอนโทนี คีดิส นักร้องนำวง Red Hot Chili Peppersและพี่โต ซิลลี่ฟูลส์ มีหลายท่าที่ดีเจอ๋องแอ๋งเลียนแบบมาแต่ไม่มีคนรู้ (เพราะไม่เหมือน 555) ส่วน RHCP ที่มีมุกเด็ดคือการแก้ผ้าจนเหลือแต่ถุงเท้า ดีเจอ๋องแอ๋งก็เคยทำแบบนั้นด้วยเหมือนกัน ตอนไปเล่นที่ Playyard เพื่อปลุกปั่นเพื่อนที่ดูเหมือนจะไม่มันส์กันในวันนั้น ดีเจอ๋องแอ๋งก็เลยถอดกางเกงโชว์บนเวทีตรงนั้นเลย ! ทำให้บูมที่รู้สึกมันส์ขึ้นมาก็จบลงด้วยการฟาดกีตาร์ไปใส่ตู้แอมป์เสียเงินเสียทองกันไป

ดีเจอ๋องแอ๋งทำท่าเลียนแบบ “โต ซิลลี่ฟูลส์”

 

(9) แจกเงิน

 

  • มุก “แจกเงิน” นี้มีที่มาจากเพลง “พ่อผมเป็นสุลต่าน” ก็แจกไปแบบไม่คิดอะไร มีเงินเท่าไหร่ในกระเป๋าก็แจกไป แบงก์ร้อย แบงก์พัน ก็แจกไป (เป็นวงที่ร่ำรวยมากกก) พอเริ่มแจกไปบ่อย ๆ แล้วมีคนพูดถึง ก็เลยได้ไอเดียว่าถ้าเอาเงินเป็นพันเป็นหมื่นไปโปรโมตเพลงด้วยวิถีทางทั่วไป มันก็คงไม่ได้ผลอะไรมาก สู้เอาเงินสด ๆ นี้มาแจกบนเวทีเลยจะดีกว่า คนพูดถึงเยอะกว่าแน่นอน หลัง ๆ ก็เลยเอาเงินไปแลกเป็นแบงก์น้อยแบงก์ย่อยให้เป็นปึก เป็นฟ่อน จะได้แจกกันให้มันส์ไปเลย (เคยแจกอย่างมากครั้งละ 8,000 บาทเลย !!)

 

“ทำไมผมจะต้องไปโปรโมตเพลงอ่ะ ผมโปรโมตตัวเองไม่ดีกว่าหรอ”  

 

 

  • มีครั้งหนึ่งที่เล่นในงาน CAT EXPO “ไปส่งกูบขส.ดู๊” เล่นชนกับ “PARADOX” (ที่มักแจกลูกโป่งเสมอ) ดีเจอ๋องแอ๋งก็เลยขิงด้วยการบอกแฟนเพลงว่า PARADOX แจกลูกโป่งแต่วงกูแจกเงินโว่ย !” ตั้งแต่นั้นมาคนก็พูดถึงกันเกลียวเลย
  • ส่วนใหญ่แล้วเงินที่แจกคือเงินค่าตัว ได้เงินค่าตัวมาเท่าไหร่ก็แจกเท่านั้น !! เพราะดีเจอ๋องแอ๋งคิดว่าตนเองไม่ได้เล่นดนตรีเพื่อหาเงิน รวยอยู่แล้ว !!

ดีเจอ๋องแอ๋งแจกเงินแฟนเพลง

 

(10) เชื่อในเรื่องปาฏิหาริย์

 

  • ดีเจอ๋องแอ๋งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมตนเองจึงโชคดีได้เล่นในงานดี ๆ และเวทีใหญ่ ๆ อย่าง “Big Mountain” หรือ “โคตรอินดี้” ที่ปกติวงที่ไปออดิชันมักจะได้เล่นบนเวทีเล็ก แต่ไปส่งกูบขส.ดู๊กลับได้เล่นเวทีใหญ่แถมเล่นในเวที prime time ช่วง 3-4 ทุ่มอีกด้วย
  • เคยมีครั้งหนึ่งที่ “โคตรอินดี้” ตอนนั้นเล่นเวทีเล็กลง (เพราะดังขึ้นแล้ว ยิ่งดังยิ่งเวทีเล็ก เอ๊ะยังไง??) บรรยากาศชวนเหงาหงอยเศร้าสร้อย คนดูน้อยหรอมแหรม ดีเจอ๋องแอ๋งก็เลยเดินไปป่วนแย่งไมค์ศิลปินที่เวทีใหญ่และป่าวประกาศเชิญชวนแฟน ๆ ให้ไปฟังวงตนเอง แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าแฟน ๆ จะขยับไป ก็เลยไปยืนที่หน้าเวที พนมมือ อธิษฐานขอให้ “ฝนตก” ทันใดนั้นฝนก็หลั่งเทลงมาทำเอาเวทีถล่ม คนก็เลยย้ายหนีมาดูเวทีเล็กในช่วงเวลาพอดิบพอดีที่ “ไปส่งกูบขส.ดู๊” จะขึ้นเล่น
  • ถึงแม้จะเชื่อในเรื่องปาฏิหาริย์ต่าง ๆ นานาแต่ดีเจอ๋องแอ๋งก็เชื่อมั่นว่า “ความสำเร็จ” ที่ได้รับในทุกวันนี้มาจากฝีมือล้วน ๆ หาได้มาจากโชคชะตาหรือว่าปาฏิหาริย์ใด ๆ การที่ทำทุกอย่างนั้นผ่าน “การคิดวิเคราะห์” มาหมดแล้ว ว่าจะทำเพลงแบบไหน คนดูฟังแล้วจะเป็นยังไง หรือแม้แต่การโปรโมตเพลงก็มีการคิดมาอย่างดี อย่างตอนที่ปล่อยเพลง “ฉันเป็นสโมกเกอร์นิ” ดีเจอ๋องแอ๋งก็โพสต์ไปในเพจว่าถ้ามีใครไปขอเพลงนี้ที่ Cat Radio เขาจะแจกตังค์ ปรากฏมีคนเข้าไปขอเป็นร้อย ๆ แถมยังไปกดดัน Cat Radio ว่าคนขอเยอะขนาดนี้เพลงตัวเองต้องขึ้นอันดับ 1 อีกทั้งยังโพสต์ภาพคนขอเพลงร่วมร้อยที่แคปเอาไว้ลงในเพจเพื่อเป็นการกดดันเพิ่มเติม แต่สุดท้ายเพลงก็ไม่ได้ติดอันดับแต่อย่างใด (อ้าวว 555)

แฟน ๆ แห่กันไปขอเพลง “ฉันเป็นสโมกเกอร์นิ” ที่ Cat Radio

 

ความฮาแบบห่าม ๆ ของดีเจอ๋องแอ๋งสบัดแผ่น

 

  • ดีเจอ๋องแอ๋งเป็นคนที่มี “อารมณ์ขันแบบห่าม ๆ” จึงอาจทำให้บางครั้งคนเข้าใจผิดได้ โดยเฉพาะกับแฟนสาวของเขา ที่บางครั้งแยกไม่ออกว่าล้อเล่นหรือพูดจริง แต่กับเพื่อนจะรู้กันดีว่าดีเจอ๋องแอ๋งเป็นคนแกล้งแรงพูดเล่นแรง
  • ป๋าเต็ดบอกว่าสิ่งที่ดีเจอ๋องแอ๋งเป็นมีความคล้ายคลึงกับดาวตลกอเมริกันเลื่องชื่อนาม “แอนดี้ คอฟแมน” (เคยมีภาพยนตร์เกี่ยวกับเขาด้วยชื่อว่า “Man On The Moon” นำแสดงโดย จิม แครีย์) เขาเคยขึ้นไปปล้ำกับนักมวยปล้ำจริง ๆ จนคอเกือบหักใส่เฝือกอยู่นาน จนทุกวันนี้คนก็ยังไม่รู้ว่านั่นเป็นเรื่องจริงหรือแค่เป็นมุกตลก

Andy Kaufman

 

Jim Carey ในบท Andy Kaufman จากภาพยนตร์เรื่อง “Man On The Moon”

 

  • ป๋าเต็ดชื่นชมดีเจอ๋องแอ๋งที่กล้าทำอะไรบ้า ๆ แบบนี้ในบ้านเราจนผู้คน get ในสิ่งที่เขาทำ
  • ดีเจอ๋องแอ๋งได้พิสูจน์ความจริงที่ปฏิวัติวงการดนตรีข้อหนึ่งแล้วนั่นก็คือ

 

“ถ้าดังแล้ว ทำอะไรก็ได้”

 

  • เคยมีนักการตลาดมาคุยกับดีเจอ๋องแอ๋งเรื่องเสื้อรูปหน้าของเขาที่ทำออกมาขาย ว่ามันไม่สามารถอธิบายเรื่องนี้ด้วยหลักการทางการตลาดใด ๆ ได้เลย ซึ่งดีเจอ๋องแอ๋งมั่นใจเพราะคิดมาดีแล้ว

 

“ผมเป็นคนฉลาดคนนึง ถ้าคิดมาดีแล้ว มันต้องดี”

 

  • แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าใครทำแล้วจะดัง จะสำเร็จเหมือนดีเจอ๋องแอ๋ง เคยมีคนบอกว่าเขามีบางสิ่งที่คนอื่นไม่มี แม้แต่ตัวดีเจอ๋องแอ๋งเองพอเห็นคลิปตัวเองบนเวทีก็ยังรู้สึกว่า “ทำไมมันเท่จังวะ”
  • เวลารับงานดีเจอ๋องแอ๋งและเพื่อน ๆ ไม่เคยถามว่าจะได้ค่าตัวเท่าไหร่ มีอะไรให้บ้าง แต่กลับไปเล่นถ้าอยากเล่นโดยไม่สนว่าจะได้อะไร ถึงแม้ไม่ได้ตังค์ก็ทำมันอย่างเต็มที่ สิ่งนี้นี่แหละที่ทำให้วงเดินหน้ามาจนถึงทุกวันนี้และเป็นสิ่งที่ดีเจอ๋องแอ๋งอยากฝากไว้ให้น้อง ๆ นักดนตรีที่มีความฝัน
  • ดีเจอ๋องแอ๋งเชื่อว่าต่อไปดนตรีอินดี้จะกลายเป็น “mainstream” ในที่สุด และเด็กรุ่นใหม่ก็จะเติบโตมาพร้อมกับเพลงแบบใหม่ แนวใหม่ ซึ่งในนั้นย่อมจะมีบทเพลงอันเปี่ยมไปด้วย “สาระ” ของ “ไปส่งกู บขส. ดู๊” อย่างแน่นอน

 

 

“เพลงที่พวกผมทำจริง ๆ แล้วมันเรียกว่าเพลง ‘สารคดี’ เลยด้วยซ้ำ เพราะว่ามันเกี่ยวกับสัตว์ เกี่ยวกับอะไรพวกนี้ เพลงผมนี่ล่ะสาระ อยู่ที่ว่าคุณจะมองว่าแบบไหนคือสาระ”

  

ยังมี Delected Scenes แถมท้ายไปรับชมกันต่อได้ครับ

 

ทำเพลง ‘เธอทิ้ง’ เพื่อไป BMMF !?

 

เบื้องหลัง ‘ถังน้ำแข็ง’ และค่าตัวแลกเบียร์

 

ภาพประกอบ

https://gramho.com/explore-hashtag/ดีเจอ๋องแอ๋งสบัดแผ่น

ไปส่งกู บขส. ดู๊ @CAT EXPO 6

 

 

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

 

แชร์โพสนี้

ดีเจอ๋องแอ๋งสบัดแผ่น “อัจฉริยะ-ขบถ : ผู้ทำ 10 สิ่งที่คนทั้งวงการดนตรีไม่ทำ”
ดีเจอ๋องแอ๋งสบัดแผ่น “อัจฉริยะ-ขบถ : ผู้ทำ 10 สิ่งที่คนทั้งวงการดนตรีไม่ทำ”
ดีเจอ๋องแอ๋งสบัดแผ่น “อัจฉริยะ-ขบถ : ผู้ทำ 10 สิ่งที่คนทั้งวงการดนตรีไม่ทำ”
ดีเจอ๋องแอ๋งสบัดแผ่น “อัจฉริยะ-ขบถ : ผู้ทำ 10 สิ่งที่คนทั้งวงการดนตรีไม่ทำ”
ดีเจอ๋องแอ๋งสบัดแผ่น “อัจฉริยะ-ขบถ : ผู้ทำ 10 สิ่งที่คนทั้งวงการดนตรีไม่ทำ”
ดีเจอ๋องแอ๋งสบัดแผ่น “อัจฉริยะ-ขบถ : ผู้ทำ 10 สิ่งที่คนทั้งวงการดนตรีไม่ทำ”
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...