โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เปิดบันทึก 6ตุลา ส่อง ‘9 ฝ่าย’ ในขบวนการเคลื่อนไหว ที่ใกล้เคียงปัจจุบัน

MATICHON ONLINE

อัพเดต 23 ก.ย 2564 เวลา 13.08 น. • เผยแพร่ 23 ก.ย 2564 เวลา 12.48 น.

เปิดบันทึก 6 ตุลา ส่อง ‘9 ฝ่าย’ ในขบวนการเคลื่อนไหว ที่ใกล้เคียงปัจจุบัน

เมื่อวันที่ 23 กันยายน แฟนเพจ “บันทึก 6 ตุลา – Documentation of Oct 6” ได้เผยแพร่ข้อเขียน เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เรื่อง “แบ่งฝ่ายไม่แบ่งฝั่ง
สำรวจการทำงานของแต่ละฝ่ายในขบวนการเคลื่อนไหว ช่วงปี 2516-2519″ ซึ่งมีรายละเอียดคล้ายกับแนวทางการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน ความว่า

ขึ้นชื่อว่าขบวนการเคลื่อนไหว ก่อนเคลื่อน ระหว่างเคลื่อน และหลังเคลื่อนแต่ละครั้งย่อมมีอะไรหลายอย่างให้เตรียมการและจัดการ การเคลื่อนไหวแต่ละครั้งจึงเต็มไปด้วยความร่วมมือของคนมหาศาลอยู่ในนั้น

ไปดูกันว่าขบวนการเคลื่อนไหวประชาธิปไตยตลอดทั้ง 3 ปี ในวันวานที่เทคโนโลยียังไม่ก้าวหน้าแบบทุกวันนี้ มีการแบ่งฝ่ายทำงานกันประมาณไหน และมีอะไรใกล้เคียงปัจจุบันบ้าง

แปะดอกจันหมายเหตุไว้ว่า การแบ่งฝ่ายตามโพสต์นี้แบ่งกลุ่มแบบหลวมๆ ตามลักษณะงาน เพื่อเล่าให้เห็นภาพรวมในช่วงปี 2516-2519 โดยไม่ได้อ้างอิงแบบเจาะจงตามโครงสร้างศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) หรือตามองค์การใดองค์การหนึ่งโดยเฉพาะ

หากพี่ๆ ที่เคลื่อนไหวในช่วงนั้นผ่านมาเห็น มีเรื่องการทำงานของฝ่ายไหนเพิ่มเติม เราขอชวนมาเล่าสู่กันฟัง
#5ตุลาตะวันจะมาเมื่อฟ้าสาง

1. ฝ่ายติดโปสเตอร์

เพราะยังไม่มีทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก เทเลแกรม หรือโซเชียลมีเดียไหนๆ จะเคลื่อนไหว หรือมีกิจกรรมอะไรกันทีหนึ่งนั้น การประชาสัมพันธ์ส่วนใหญ่จึงทำผ่านโปสเตอร์

โปสเตอร์จะติดในที่สาธารณะ ผู้ทำหน้าที่นี้ต้องเลือกตำแหน่งที่เหมาะสม ต้องสะดุดตาและอยู่ในระดับสายตาพอดีคนถึงจะสังเกตเห็นได้ง่าย ฝ่ายนี้จึงมักทำงานกะดึกเพื่อให้ปลอดการขัดขวาง ส่วนใหญ่ทำกันตั้งแต่เที่ยงคืนยาวจนเกือบสว่าง บางครั้งก็ดักรอที่ป้ายรถเมล์ พอรถเข้าป้ายก็รูดติดที่ตัวรถในเวลาอันรวดเร็ว รถเมล์จึงเป็นป้ายโฆษณาเคลื่อนที่วิ่งไปทั่วเมืองด้วย

ฝ่ายนี้ใช้ทรัพยากรบุคคลสูง กระจายกันไปเป็นสายแบ่งตามโซนพื้นที่ แต่ละสายต้องมีทั้งคนขับรถ คนหิ้วถังกาวที่กวนจากแป้งเปียก คนป้ายกาว และคนแปะ ซึ่งความชำนาญก็จะสะท้อนผ่านผลงานด้วย ใครมือโปรก็จะแปะได้ตึง สวยงาม หากใครยังไม่คล่องโปสเตอร์ก็จะยับยู่ยี่หน่อย

แม้จะดูเป็นการทำงานหลังบ้าน แต่ฝ่ายนี้ก็ต้องระมัดระวังตัวกันไม่น้อย เพราะระยะหลังมีกลุ่มกระทิงแดงมาคอยขัดอยู่เรื่อยๆ นอกจากโฟกัสกับการติดโปสเตอร์แล้ว ผู้ปฏิบัติงานยังต้องคอยสังเกตและคอยหลบด้วยว่ามีกลุ่มกระทิงแดงอยู่แถวนั้นหรือเปล่า หากสถานการณ์ดูไม่ดีก็ต้องรีบกลับ

สำนักงานใหญ่ของฝ่ายติดโปสเตอร์อยู่ที่ใต้ตึกสันทนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งใช้เป็นแหล่งผลิตและกวนกาวแป้งเปียก โดยกลุ่มที่รับผิดชอบหลักคือ ศูนย์กลางนักเรียนฯ

กับการเคลื่อนไหวบางเรื่อง การติดโปสเตอร์จะไปไกลกว่าในรั้วมหาวิทยาลัยและในกรุงเทพฯ โดยจะขยายวงไปสู่องค์กรต่างๆ ด้านสหภาพแรงงานก็เข้ามาช่วยด้วย อย่างกรณีสองช่างไฟฟ้าที่ถูกนำไปแขวนคอที่ประตูแดง นครปฐม เรื่องราวน่าสลดนี้ก็เกิดขึ้นหลังจากทั้งสองไปติดโปสเตอร์ต่อต้านจอมพลถนอมที่กลับเข้ามาไทยในเดือนกันยายน 2519

 

2. ฝ่ายออกแบบโปสเตอร์

ฝ่ายติดโปสเตอร์ไม่ได้ทำงานเพียงลำพัง แต่จะคลุกคลีกับคนที่ทำหน้าที่เหมือนฝ่ายโปรดักชั่น ทั้งออกแบบ ทั้งคิดคำขวัญ ซึ่งคนออกแบบมีทั้งแนวร่วมศิลปินแห่งประเทศไทย เด็กศิลปากร และศิลปิน คนออกแบบจะได้รับบรีฟว่าจะเคลื่อนไหวเรื่องอะไรก่อนลงมือดราฟต์ภาพ

สินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย หนึ่งในศิลปินที่ทำงานออกแบบได้แชร์เทคนิคการออกแบบในตอนนั้นไว้ว่า การออกแบบต้องนึกถึงผู้รับสาร

“เวลาคนนั่งรถเมล์ผ่านโปสเตอร์ที่ติดไว้ เห็นปุ๊บจะต้องเข้าใจได้เลยว่าจะทำอะไรกัน ทำเมื่อไหร่ จัดที่ไหน ทำไมถึงทำ”

เวลาที่ใช้ในการออกแบบแตกต่างกันไปในแต่ละงานตามวาระและความเร่ง บางงานก็ต้องทำให้เสร็จภายในวันเดียว อย่างเช่นงานเกี่ยวกับกรรมกรโรงงานฮาร่า ออกแบบเสร็จปุ๊บก็ต้องรีบส่งโรงพิมพ์ ก่อนที่ฝ่ายติดโปสเตอร์จะทำหน้าที่กระจายผลงานออกไปให้เร็วที่สุด

 

3. ทีมเคาะประตู

ทีมเคาะประตูมีหน้าที่ตามชื่อเรียก คือการเดินเคาะประตูตามบ้านเรือนประชาชน เพื่อส่งสารบางอย่างแบบปากต่อปาก

แต่ละช่วงของการเคลื่อนไหวทีมเคาะประตูก็มีสารที่จะต้องสื่อแตกต่างกันไป ตั้งแต่ข่าวประชาสัมพันธ์ว่าจะมีการชุมนุม ไปจนถึงการเคาะเพื่อบอกข้อเท็จจริงจากฝั่งผู้ชุมนุมที่มักต่างออกไปจากในหน้าสื่อ

หมอมิ้ง–พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เล่าว่าคนเคาะประตูส่วนใหญ่เป็นเด็กรามคำแหง เพราะเด็กรามฯ มีกันเยอะ งานนี้ต้องใช้กำลังคนมาก ออกเคาะประตูกันแต่ละทีใช้ทีมราว 200-300 คนเลยทีเดียว

 

4. หน่วยพยาบาลเพื่อมวลชน (พมช.)

บาดแผลและอาการบาดเจ็บต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการชุมนุมก็จะมีหน่วยพยาบาลเพื่อมวลชนคอยดูแล

การทำงานของ พมช.ครอบคลุมตั้งแต่การระดมหาอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างสำลี แอลกอฮอล์ แอมโมเนีย บางครั้งก็ขอจากวอร์ดต่างๆ มา โดยสมาชิกของ พมช.ประกอบไปด้วยนักเรียนแพทย์ นักเรียนพยาบาล นักเรียนสาธารณสุข ไปจนถึงนักเรียนเภสัชกรจากมหาวิทยาลัยมหิดลเป็นหลัก เพราะนักศึกษามหิดลเป็นตัวตั้งตัวตีในการก่อตั้ง พมช.ขึ้นมา โดยต่อยอดมาจากหน่วยพยาบาลเล็กๆ ที่เริ่มทำงานกันตั้งแต่ช่วง 14 ตุลาฯ

จะการชุมนุมไหน หรือเวทีใด พมช.ก็จะคอยสแตนด์บายเสมอ โดยมีสัญลักษณ์ให้คนสังเกตเห็นไม่ยากเป็นปลอกแขนมีกากบาทแดงบนพื้นขาว คล้ายๆ กับที่ใช้กันในปัจจุบัน

 

5. ฝ่ายรักษาความปลอดภัย

กลุ่มคนที่ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยมีหลายส่วน และแตกต่างกันไปตามช่วงเวลา เช่น ถ้าย้อนไปในช่วง 14 ตุลาฯ การ์ดอาชีวะจะรับหน้าที่นี้เป็นหลัก คอยคุ้มกันขบวนเมื่อมีการเคลื่อนที่ไปตามจุดต่างๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปการก่อกวนเริ่มเกิดขึ้นทุกที่ ประกอบกับขบวนการนักเรียนอาชีวะเริ่มแยกออกจากนักศึกษา ส่วนหนึ่งเพราะมีชนชั้นนำปลุกปั่น แต่ละมหาวิทยาลัยจึงมีกลุ่มการ์ดของตัวเองด้วย

ส่วนในการชุมนุมรวม ส่วนมากทีมการ์ดจะอยู่นอกสุดล้อมมวลชนไว้อีกทีหนึ่ง โดยมีวิธีการรับมือว่าจะไม่ถอยและไม่ทิ้งมวลชน ส่วนเวลามีปราศรัยการ์ดก็จะรับบทผู้สังเกตการณ์ว่ามีใครท่าทางแปลก ๆ ปะปนมาบ้างหรือไม่ แต่หากเป็นการชุมนุมใหญ่ๆ การ์ดหลายทีมก็จะประสานงานและแบ่งความรับผิดชอบกันว่าใครดูโซนไหน

เมื่อเริ่มถูกก่อกวนบ่อยครั้งเข้า การ์ดก็ทำงานหนักขึ้น มีการวางแผนกันอย่างจริงจังว่าจะรับมืออย่างไรกับเหตุการณ์รูปแบบต่างๆ เช่น การยิงก่อกวน การปาระเบิด เป็นต้น

 

6. ฝ่ายศิลปวัฒนธรรม (ดนตรีและละครเวที)

เพราะมวลชนคือหัวใจของการชุมนุม การดึงมวลชนไว้ให้อยู่ระหว่างการชุมนุมจึงเป็นสิ่งสำคัญ นอกจากเนื้อหาปราศรัยสุดเข้มข้นแล้ว งานเอนเตอร์เทนเมนต์คุณภาพจึงขาดไม่ได้

วงดนตรีจากหลากหลายมหาวิทยาลัยไม่ว่าจะเป็นวงกรรมาชนจากมหิดล วงกงล้อจากธรรมศาสตร์ หรือวงลูกทุ่งสัจจธรรมจากรามคำแหง จึงสลับกันขึ้นมาสร้างสีสันให้กับหลายๆ การชุมนุม

คู่กันไปกับดนตรี คณะละครก็เฟื่องฟูเช่นกัน มีทั้งการเล่นละครล้อเลียนบ้าง เขียนบทขึ้นมาใหม่บ้าง และดัดแปลงเนื้อหาให้เข้ากับการชุมนุมนั้น ๆ บ้าง

ฝ่ายศิลปวัฒนธรรมไม่ได้จำกัดขอบเขตการเอนเตอร์เทนแค่ในเมืองเท่านั้น แต่ยังไปร่วมแสดงในการชุมนุมของชาวนาและกรรมกรด้วย แถมบางครั้งก็ต้องแสดงไปหลบระเบิดไป

งานศิลป์มีพลังเสมอ ฝ่ายศิลปวัฒนธรรมแทบเป็นฝ่ายเดียวที่ได้รับการต้อนรับจากทุกผู้ทุกคน (และอาจจะทุกฝ่าย) โดยเฉพาะในวงการสื่อที่โดยปกติมักโจมตีฝ่ายผู้ชุมนุม แต่มีวงดนตรีอย่างคาราวานที่ในสมัยนั้นเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเคลื่อนไหวของประชาชนได้รับเชิญไปออกทีวีด้วย

ตั้งแต่ปี 2518 เป็นต้นมา วงดนตรีได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ สุขุม เลาหพูนรังษี อดีตประธานชุมนุมนาฏศิลป์และการละคร องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) เล่าว่าจากที่เมื่อก่อนเล่นละครในช่วงไพรม์ไทม์ หลังๆ มาต้องหลีกทางให้วงดังขึ้นก่อน สายละครต้องไปต่อคิว กว่าจะได้ขึ้นเวทีก็ตี 1 ยิ่งเป็นคณะที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก กว่าจะได้เล่นก็ราวตี 3 แล้ว

นอกจากการสร้างสีสันในวันชุมนุม งานอื่นๆ ของฝ่ายศิลปวัฒนธรรมยังรวมไปถึงการจัดงานทางวัฒนธรรมที่ตีความใหม่ให้ก้าวหน้ากว่าเดิม เช่น งานลอยกระทงที่ไร้นางนพมาศ ตัวกระทงที่ต้องมีความหมายทางการเมือง รวมถึงบรรยากาศและองค์ประกอบของงานที่เน้นเอกลักษณ์ไทยที่ไม่ใช่ไทยราชสำนักแต่เป็นไทยพื้นบ้าน เป็นต้น

 

7. ฝ่ายวางแผน

แอ๊กชั่นหลักของแกนนำฝ่ายวางแผนจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากการประชุม และเป็นคล้ายๆ กันไม่ว่าจะในสเกลมหาวิทยาลัย หรือภายใต้โครงสร้างใหญ่อย่าง ศนท.

จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตนายกสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เล่าว่า ประชุมกันแต่ละทีประชุมยาว ถกกันเยอะ มีรุ่นพี่มากประสบการณ์มาให้ความเห็น วิเคราะห์เหตุการณ์กันเป็นฉากๆ จนแทบข้ามวันข้ามคืน ยิ่งโดยเฉพาะช่วงที่ชุมนุมยืดเยื้อต่อเนื่อง ชีวิตวนอยู่ระหว่างการประชุมถึงดึกดื่น และต้องออกไปชุมนุมต่อในช่วงสาย จนระยะหลังทาง มช.ตกลงปรับยุทธศาสตร์ให้รูปแบบการชุมนุมพลิกแพลงขึ้น ไม่จำเป็นต้องยืดเยื้อเสมอไป เพื่อเก็บกำลังของคนทำงานไว้ด้วย

ฝั่งจุฬาฯ สุรชาติ บำรุงสุข เล่าวิธีการทำงานว่าการประชุมจะเป็นไปเพื่อตัดสินใจว่าจะเคลื่อนไหวอะไร อย่างไร โดยในการประชุมจะมีหัวหน้าทีมแต่ละฝ่ายประกบอยู่ด้วย เมื่อตกลงกันเสร็จ หัวหน้าแต่ละทีมก็จะทำหน้าที่ส่งสารต่อให้ผู้ปฏิบัติงานต่อไป

ด้านหมอมิ้งเล่าว่า ความฟุ้งเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมนักศึกษา หมอมิ้งจึงช่วยสรุป เขียน Gantt chart ใช้เป็นเครื่องมือในการประชุมให้จับประเด็นได้ชัดและออกจากห้องโดยแต่ละคนรู้ว่าต้องทำอะไรต่อไป

ทั้งนี้ ในการประชุม ศนท. และการสื่อสารกับมหาวิทยาลัยที่อยู่ไกลอย่างเช่น มช. หากเป็นเรื่องเร่งด่วน บางครั้งก็จะให้คนจากกรุงเทพฯ นั่งรถทัวร์ขึ้นไปอัพเดตมติการประชุมให้ถึงที่ เพราะไม่สามารถกดโทรศัพท์ทางไกลหากันได้สะดวก

นอกจากนี้ งานที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนยังมี

– ฝ่ายข่าว ภูมิธรรม เวชยชัย เล่าว่าช่วง 14 ตุลาฯ เขามีหน้าที่รีวิวข่าวสารที่เกี่ยวข้องจากสื่อทุกสื่อ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ วิทยุ หรือโทรทัศน์ เพื่อประเมินท่าทีฝ่ายต่างๆ กรองข่าว รวมไปถึงสังเกตการณ์รอบๆ การชุมนุมแล้วรายงานให้ศูนย์กลางทราบอีกทีหนึ่ง

ฝ่ายวิเคราะห์ ใช่ว่าจบงานแต่ละครั้งแล้วจะปล่อยผ่านแล้วผ่านเลยไป หลังจบงานจะมีคนทำหน้าที่วิเคราะห์การทำงานของแต่ละฝ่าย ตั้งแต่โฆษกยันคนเคาะประตู เพื่อถอดบทเรียนว่าการปฏิบัติงานในวันนั้นๆ เป็นยังไง ทำสำเร็จตามเป้าไหม หรือมีอะไรต้องปรับปรุงอีกบ้าง

 

8. ฝ่ายสื่อสารกับผู้ชุมนุม

เพราะการชุมนุมหลายครั้งมีมวลชนไม่น้อย จะสื่อสารกันจากจุดเดียวก็อาจไม่ทั่วถึง ในที่ชุมนุมจึงมีการแบ่งพื้นที่เป็นตารางกริดและมีคนปฏิบัติงานตามจุดต่างๆ ช่วยสื่อสารกับมวลชน ส่งสัญญาณบอกให้มวลชนลุก-นั่ง

คล้ายๆ กันกับเวลาเคลื่อนขบวน รถนำขบวนแต่ละคันก็จะกำหนดระยะห่างและคนประจำรถไว้ว่าใครเป็นคนดูและตัดสินใจหากมีเหตุต่างๆ เกิดขึ้น นอกจากนี้ยังมีการส่งผู้ปฏิบัติงานลงไปเดินกับผู้ร่วมชุมนุม โดยใช้วิธีตีขบวนเป็นตาราง แต่ละตารางจะมีคนคุมราวๆ 10 คน จะเดิน จะหยุด จะลุก จะนั่ง คนคุมก็จะเป็นผู้ส่งสัญญาณด้วย

 

9. ฝ่ายวิชาการ

อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับงานข้อมูลมักจะอยู่ในสโคปของฝ่ายนี้ ฝ่ายวิชาการนอกจากจะใช้เรียกคนที่ได้รับมอบหมายให้ทำงานข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจงในประเด็นใดประเด็นหนึ่งแล้ว บางครั้งอาจใช้เรียกคนที่แน่นทฤษฎี แม่นในตำรา และสนใจในข่าวสารด้วย

สุรชาติ บำรุงสุข เป็นหนึ่งในฝ่ายนี้ที่รับผิดชอบการทำข้อมูลเรื่องฐานทัพอเมริกา มีการลงไปเก็บข้อมูลจริงถึงอุดรธานี อ่านหนังสือเกี่ยวกับความมั่นคงรวมถึงหนังสือเรื่องฐานทัพที่ส่งตรงมาจากอเมริกา เขียนออกมาเป็นเปเปอร์และตีพิมพ์เป็นหนังสือเล่มเล็ก ๆ ซึ่งถูกขึ้นบัญชีเป็นหนังสือต้องห้ามหลัง 6 ตุลาฯ ด้วย

ตามการบอกเล่าของสุขุม เลาหพูนรังษี คนทำละคร ฝ่ายวิชาการยังทำหน้าที่ซัพพอร์ตฝ่ายอื่นๆ ด้วย อย่างตอนที่สุขุมจะเขียนบทเพื่อทำละครเรื่อง “จักรพรรดินิยม” ก็ต้องอาศัยการช่วยเหลือจากฝ่ายวิชาการในการเสริมข้อมูลและหาหนังสือที่เกี่ยวข้องมาให้ และคล้ายๆ กันกับตอนเขียนบทละครเรื่อง “สามประสาน” สุขุมก็ได้เพื่อนสองคน ได้แก่ ชัยพงษ์ กิตตินราดร (เสียชีวิตแล้ว) และสมชาย พูนสินบูรณกุล มาสาธยาย ถกเถียง อธิบายความจำเป็นของพลัง 3 ประสาน จนในที่สุดสุขุมก็จับต้นชนปลายได้ถูกจนเขียนบทละครออกมาได้เป็นเรื่องเป็นราว

อ่านข่าว : ปลุกใจ กระจายข่าวด่วน ชวนชุมนุม ‘6 ตุลา’ กับ ศิลปะรับใช้ ปชช. ผ่าน ‘โปสเตอร์’

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...