โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

การโกงในตลาดหุ้น / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

Stock2morrow

อัพเดต 20 มี.ค. 2561 เวลา 11.03 น. • เผยแพร่ 20 มี.ค. 2561 เวลา 08.19 น. • Stock2morrow
การโกงในตลาดหุ้น / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

สัปดาห์ก่อนมีข่าวเล็ก ๆ  ว่ามีการ  “โกง”  ในสหกรณ์ออมทรัพย์ที่อิงอยู่กับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจเก่าแก่แห่งหนึ่ง  เงินที่ถูกโกงไปก็อาจจะมีแค่  “สองสามพันล้านบาท”  (อีกแระ)  ดังนั้น  เรื่องนี้ก็อาจจะเป็นข่าวเล็ก ๆ  ที่ออกมาครั้งเดียวแล้วก็จะเลือนหายไปเมื่อเทียบกับสหกรณ์ออมทรัพย์ใหญ่ ๆ  อีกหลายแห่งที่มีการโกงและความเสียหายเป็นหมื่นล้านบาท

นอกจากการโกงเงินของสหกรณ์ที่มีมาต่อเนื่องแล้ว  การโกงผ่าน “แชร์ลูกโซ่” ก็เกิดขึ้นตลอดเวลาและก็มักจะเป็น “ข่าวเล็ก ๆ” ในหน้าหนังสือพิมพ์ซัก 1-2 วันแล้วก็เลือนหายไปเพราะเงินที่โกงกันก็อาจจะแค่หลักร้อยหรือพันล้านบาท

ในช่วงที่ตลาดหลักทรัพย์  “ร้อนแรง” เพราะดัชนีหุ้นปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปีและปริมาณการซื้อขายหุ้นขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์  ก็มีข่าวการ “โกง”  เกิดขึ้นต่อเนื่อง  เม็ดเงินที่มีการโกงนั้นหลาย ๆ  กรณีคิดเป็นเงิน  “หลายหมื่นล้านบาท”  รวม ๆ  แล้วน่าจะเกิน “แสนล้านบาท” ดังนั้น  บ่อยครั้งก็เป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ติดต่อกันนานหลาย ๆ  วันหรือหลาย ๆ  เดือน

การโกงทั้งหมดที่พูดถึงนั้นเฉพาะที่เป็นข่าวหรือเป็นเรื่องที่มีการฟ้องร้องกล่าวโทษ  ส่วนที่โกงกันแล้วจับไม่ได้คงมีอีกมากโดยเฉพาะการโกงในตลาดหลักทรัพย์ที่แม้ว่าคนโกงจะได้เงินเป็นพันหรือหมื่นล้านบาทแต่บ่อยครั้งคนที่ “ถูกโกง” ก็ “ไม่รู้ตัว”  หรือรู้แต่ก็ไม่อยากจะเอาเรื่องอะไรกับคนที่โกง  เหตุผลก็เพราะคนที่ถูกโกงแต่ละคนนั้น  “เสียหายไม่มาก” บางทีก็อาจจะเป็นการ  “ขาดทุนนิดหน่อย”  จาก “การซื้อขายหุ้น”  และก็ไม่รู้ว่าถูก  “ใครโกง”  อย่างชัดเจนเพราะไม่สามารถหาหลักฐานได้

ทำไมคนจึงชอบโกงและจะแก้ปัญหาอย่างไร?   ถ้าพูดแบบคนที่ยึดถือศีลธรรมและจารีตประเพณีเป็นหลักพวกเขาก็จะพูดว่าเป็นเพราะมีคนที่ “ไม่ดี”  อยู่ในสังคม  วิธีที่จะขจัดการโกงก็คือการไม่ให้ “คนไม่ดี” เข้ามามีบทบาทในตำแหน่งที่สามารถโกงได้ในทุกองค์กร  นอกจากนั้นก็จะต้องตั้งหน่วยงานที่เข้มแข็งและมีอำนาจมากขึ้นมาตรวจสอบและจับคนโกง  แต่ปัญหาก็คือ  เรามักจะไม่รู้ว่าคนไหนคือ  “คนไม่ดี” จริง ๆ  และหน่วยงานที่จับโกงนั้นจะตั้งใจจับ “คนโกง”  มากน้อยแค่ไหนหรือมีความสามารถพอที่จะตรวจจับคนโกงได้ดีพอหรือไม่

ในความคิดของผมแล้ว พฤติกรรมต่าง ๆ  ของคนเรานั้น  ที่สำคัญที่สุดเกิดจาก “ยีน” ของมนุษย์  แน่นอนการอบรมสั่งสอนและเรื่องของศีลธรรมก็คงจะมีส่วนบ้าง  แต่จะนำมาเป็นคำอธิบายกับคนทั่วไปได้ยาก  ยกตัวอย่างเช่น  แม้แต่  “ในวัด” ที่ทุกคนน่าจะยึดถือหลักคำสอนของศาสนาที่จะต้องไม่โกง  แต่ก็มีเรื่องราวของการโกงกันอย่างต่อเนื่องและผมคิดว่าไม่ได้มีการโกงน้อยกว่าในแวดวงอื่น ๆ  ด้วยซ้ำ

จากการวิเคราะห์โดยอาศัยเรื่องของยีนแล้ว  ผมคิดว่ามนุษย์น่าจะมี “ยีนของการโกง” อยู่ในตัว—ทุกคน  แต่ใครจะโกงหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับ “ผลตอบแทน” และ “ความเสี่ยง” ที่จะถูกจับได้และโทษทันฑ์ที่จะได้รับ  โดยที่ผลตอบแทนก็คือมูลค่าคิดเป็นเม็ดเงินที่จะได้รับ   ส่วนความเสี่ยงที่จะถูกจับได้นั้นรวมถึงการถูกจับโดยผู้รักษากฎหมายและโดย  “สังคม”  ในขณะที่โทษนั้นรวมถึงการถูกยึดเงิน  ติดคุก  และการเป็นที่ยอมรับหรือภาพพจน์ที่เสียหายในสายตาของสาธารณชน  พูดง่าย ๆ   คนจะโกงหรือไม่นั้น   เขาจะคำนวณถึงผลตอบแทนเปรียบเทียบกับความเสี่ยงแบบเดียวกับทฤษฎีทางการเงินยุคใหม่ที่มักพูดกันสั้น ๆ  ว่านักลงทุนนั้นจะคำนึงถึง  “Risk-Return”  ทางการเงินในการตัดสินใจลงทุน  แต่ในเรื่องของการโกงนั้น  ความเสี่ยงจะรวมถึงความเสี่ยงอื่นเช่น การถูกจับและติดคุกด้วย

ดังนั้น วิธีที่จะดูว่าสังคมไหนหรือหน่วยงานหรือองค์กรไหนจะมีโอกาสที่จะเกิดการโกงมากน้อยแค่ไหนจึงต้องวิเคราะห์ดูว่า  ถ้าโกงสำเร็จ   คนที่สามารถโกงได้จะได้ผลตอบแทนเท่าไร  และเขาจะมีโอกาสหรือความเป็นไปได้ที่จะถูกจับได้มากน้อยแค่ไหน  และถ้าถูกจับ  โทษคืออะไร   ตัวอย่างเช่นผู้บริหารสหกรณ์ออมทรัพย์นั้น  เนื่องจากระบบการบริหารมักจะค่อนข้างหละหลวม  ระบบการตรวจสอบบัญชีก็ไม่ค่อยได้มาตรฐานสากล  ระบบตรวจสอบภายในก็ไม่เข้มแข็งหรือไม่เป็นอิสระจากผู้บริหาร  ดังนั้น  การที่จะถูกจับได้ก็ทำได้ยากหรือไม่ก็ใช้เวลานานมาก  ในขณะที่เม็ดเงินของสหกรณ์นั้นมีจำนวนมาก บางแห่งหลายพันล้านและบางแห่งหลายหมื่นล้านบาท  ถ้าวิเคราะห์แบบนี้ก็จะเห็นว่าผลตอบแทนนั้นมหาศาลในขณะที่ความเสี่ยงต่ำ  เหนือสิ่งอื่นใด  สำหรับผู้บริหารบางคนแล้ว  ถึงจะถูกจับได้และโทษก็คือต้องติดคุก  เขาก็อาจจะคิดว่าเขาสามารถ “หนี” ไปใช้ชีวิตที่อื่นได้  หรือแม้แย่กว่าคือต้องถูกจำคุกแต่เขาก็คิดว่าคุ้มกับเม็ดเงินที่เขาจะได้รับเนื่องจากในชีวิตนี้เขา  “ไม่มีอะไรที่จะต้องเสีย”  เขาไม่เคยมีเงินมากเป็นหลาย ๆ  ล้านบาท   การที่จะได้ผลตอบแทนเป็นร้อยหรือพันล้านบาทนั้น  เขา  “แลกได้ทุกอย่าง”  ดังนั้นการโกงก็เกิดขึ้น

ตลาดหลักทรัพย์เป็นแหล่งของเม็ดเงินมหาศาลที่สามารถให้ผลตอบแทนจากการโกงสูงลิ่วโดยเฉพาะในยามที่ตลาดเฟื่องฟู   โอกาสของการโกงก็มีมากมายหลายช่องทางทั้งการโกงเงินบริษัทหรือโกงเงินผู้ถือหุ้นผ่านตลาดของการซื้อขายหุ้น  โอกาสถูกจับได้นั้นมีน้อยโดยเฉพาะถ้าเป็นการโกง  “คนเล่นหุ้น”  วิธีการโกงนั้นหลากหลายมากมายและบ่อยครั้งไม่ผิดกฎหมายหรือไม่มีทางถูกจับได้ถ้าเข้าใจกฎเกณฑ์ดีพอ  ดังนั้น  ความเสี่ยงของการโกงในตลาดหุ้นจึงต่ำแต่ผลตอบแทนสูงมาก  ผลก็คือ  ยีนบอกให้โกงถ้าเขาวิเคราะห์แล้วพบว่ามัน “คุ้ม”  ที่จะทำ

ผู้บริหารหรือนักลงทุนแต่ละคนมีความคิดเกี่ยวกับผลตอบแทนและความเสี่ยงไม่เหมือนกัน   คนที่มีเงินมากอยู่แล้วหรือคิดว่าตนเองมีเงินเพียงพอที่จะใช้ชีวิตตลอดชาติโดยไม่เดือดร้อน  การได้ผลตอบแทนมาเพิ่มอีกก็อาจจะสร้างความพึงพอใจเพิ่มไม่มาก  ในขณะที่เขาให้คุณค่ากับชื่อเสียงและภาพพจน์ของตนเองมาก  เขาคิดว่าเขาสร้างชื่อเสียงที่ดีมาตลอดชีวิตและก็ภูมิใจกับมันมาก  ดังนั้น  ถ้ามีความเสี่ยงแม้แต่เพียงน้อยนิดที่มันจะถูกทำลายไม่ต้องคิดถึงว่าเขาอาจจะต้องถูกลงโทษและติดคุก  เขาก็จะไม่โกงแม้ว่าความเสี่ยงที่จะถูกจับได้จะต่ำมากและผลตอบแทนจะสูงมาก

การโกงผู้ถือหุ้นหรือคนเล่นหุ้นนั้น  ส่วนใหญ่แล้วจะจับได้ยากโดยเฉพาะถ้าเข้าใจเกณฑ์การซื้อขายหุ้นดี  ดังนั้น  การโกงคนเล่นหุ้นผ่านราคาหุ้นที่ร้อนแรงในตลาดจึงเป็นกิจกรรมที่คนโกงทำกันมาก  ผลตอบแทนเป็นเม็ดเงินนั้นมหาศาลในขณะที่ความเสี่ยงต่ำมาก  บ่อยครั้งคนมักไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถูกโกง  วิธีการโกงคนเล่นหุ้นนั้น  บ่อยครั้งก็ต้องอาศัยการ “ปั้นตัวเลข” ของบริษัทโดยคนโกง  นี่ก็เป็น “ความเสี่ยง”  ที่อาจจะถูกจับได้ในที่สุดเมื่อเวลาผ่านไปอาจจะหลายปี  แต่นี่สำหรับหลายคนก็อาจจะคิดว่าคุ้ม  เหนือสิ่งอื่นใด  เขาได้เงินไปมากมายแล้วและอาจจะสามารถ “เอาตัวรอดได้”  โดยอาศัยเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่ได้รับมา  ดังนั้น  เขาโกง

 

มีเรื่องที่จะพูดได้อีกยาวมากในเรื่องของการโกงในตลาดหุ้น  ความเสี่ยงของนักลงทุนในตลาดหุ้นที่จะ  “ถูกโกง”  ในยามนี้นั้นผมคิดว่า  “สูงมาก”  อย่างไรก็ตาม  ตลาดหุ้นไม่เคย Discount หรือนำความเสี่ยงของการถูกโกงเข้ามาคิดในการตีราคาหุ้น   ไม่เคยมีนักวิเคราะห์ไหนกล้าพูดว่า  “บริษัทนี้มีความเสี่ยงที่ผู้ถือหุ้นจะถูกโกง  ดังนั้นราคาหุ้นจึงควรมีส่วนลดลงมา 50% จากราคาพื้นฐานที่คำนวณได้” 

สำหรับผมแล้ว  หุ้นทุกตัวจะต้องถูกประเมินโดยดูสภาพแวดล้อมรวมถึงแรงจูงใจของผู้บริหารว่าจะมีโอกาสโกงมากน้อยแค่ไหน  ถ้ามีโอกาสสูงผมมักจะหลีกเลี่ยงหรือไม่ก็ต้องลดมูลค่าพื้นฐานที่คำนวณได้ลงอย่างมาก  ในส่วนของตัวเอง  ผมก็คิดว่าผลตอบแทนที่จะได้จากหุ้นไม่ว่าจะมากแค่ไหนก็ไม่คุ้มกับความเสี่ยงที่เราจะเสียชื่อเสียงจากการ“โกง”  ซึ่งรวมถึงการพยายาม  “ปั่นหุ้น”  เพราะผมมีเงิน “มากเกินพอแล้ว”

 

บทความโดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

stock2morrow

ศูนย์รวมความรู้เรื่องหุ้น ศูนย์รวมนักลงทุนรายย่อย ที่อยากรู้วิธีการลงทุนในหุ้นอย่างถูกต้องและได้กำไรอย่างยั่งยืน ติดตามเราได้ที่ LINE@stock2morrow, FB:stock2morrow และ www.stock2morrow.com 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...