โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กกร.หั่นเป้า GDP ปี 68 เหลือ 2.2% เสี่ยงดิ่งสุด 1.4% หากสหรัฐขึ้นภาษี 36%

ข่าวหุ้นธุรกิจ

เผยแพร่ 07 พ.ค. 2568 เวลา 10.01 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากภาคอุตสาหกรรม พาณิชย์ และธนาคาร ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจโลกปี 2568 ว่ากำลังเข้าสู่ช่วงเปราะบางอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนจากทิศทางการค้าโลกที่ชะลอตัวลงต่อเนื่อง

สำหรับภายหลังการประชุมร่วมว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปีหน้าเหลือเพียง 2.8% จากเดิม 3.3% ขณะที่อัตราการเติบโตของการค้าโลกหดตัวต่ำกว่าระดับช่วงวิกฤตยูโรโซนในปี 2554 ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

โดยภาวะชะลอตัวนี้ยิ่งทวีความรุนแรงเมื่อผนวกกับมาตรการกีดกันทางการค้าจากสหรัฐ โดยเฉพาะภาษีศุลกากรที่กำลังจะบังคับใช้ ซึ่งอาจส่งผลให้สินค้าไทยถูกตีภาษีสูงสุดถึง 36% ในอนาคต หากเกิดขึ้นจริงจะทำให้มูลค่าการส่งออกของไทยสูญไปกว่า 1.4 ล้านล้านบาทภายใน 10 ปี พร้อมแรงสั่นสะเทือนไปยังตลาดแรงงานกว่า 3.7 ล้านคน และเอสเอ็มอีกว่า 5,000 ราย

สำหรับเศรษฐกิจไทยในภาพรวม กกร.คาดว่าจะเติบโตเพียง 2.0–2.2% ในปีหน้า จากเดิมที่ประเมินไว้ 2.4–2.9% ส่วนการส่งออกหากถูกเก็บภาษี 10% ตั้งแต่ไตรมาส 2 จะเติบโตได้เพียง 0.3–0.9% และหากอัตราภาษีไต่ระดับขึ้นไปถึง 36% ในช่วงครึ่งหลังของปี ไทยอาจเผชิญกับการหดตัวของการส่งออกถึง -2% และจีดีพีอาจไม่โตเกิน 1.4%

กกร.เสนอให้รัฐเร่งเจรจากับทางการสหรัฐเพื่อผ่อนปรนมาตรการภาษี พร้อมเสนอแนะให้เดินหน้ากลไกปกป้องภาคการผลิตในประเทศผ่านการใช้มาตรการ “เซฟการ์ด” (Safeguard) ป้องกันสินค้านำเข้าที่อาจทะลักเข้าสู่ตลาดไทยจากผลของการเบี่ยงเบนทางการค้า

ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรเร่งบูรณาการข้อมูลนำเข้า–ส่งออกผ่านระบบดิจิทัล เพื่อให้สามารถเฝ้าระวังและตอบโต้ความเคลื่อนไหวของตลาดได้แบบเรียลไทม์ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่เสี่ยงต่อการสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิด เพื่อเลี่ยงภาษีไปยังตลาดสหรัฐ ซึ่งปัจจุบันมีรายชื่อสินค้าเฝ้าระวังเพิ่มเป็น 65 รายการ และมีมติให้ “กรมการค้าต่างประเทศ” เป็นผู้มีอำนาจอนุมัติการออกใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าเพียงหน่วยงานเดียว

อีกประเด็นที่กกร.แสดงความห่วงใยคือ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าฉับพลันอยู่ในช่วง 32.5–32.7 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งแม้จะส่งผลดีต่อการนำเข้า แต่กระทบต่อขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงเสนอให้มีมาตรการดูแลค่าเงินและสื่อสารกับภาคเอกชนเพื่อเตรียมรับมือ

นอกจากนี้ กกร.ยังจับตาการพิจารณาแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ล้มละลาย ซึ่งมีข้อเสนอใหม่หลายประการ เช่น การฟื้นฟูกิจการของผู้ประกอบการรายย่อยและบุคคลธรรมดา โดยอัตโนมัติ ซึ่งอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบค้ำประกันและการปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอี โดยขอให้มีการศึกษาผลกระทบรอบด้านก่อนบังคับใช้

สุดท้าย กกร.ฝากข้อสังเกตว่า ไทยไม่ควรเพียงเร่งเจรจากับสหรัฐเท่านั้น แต่ยังต้องติดตามความเคลื่อนไหวของประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ที่ต่างเร่งขอยกเว้นภาษีเช่นกัน เพราะหากไทยเจรจาได้ดีกว่า ก็จะกลายเป็นจุดได้เปรียบสำคัญในสนามแข่งขันการส่งออก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...