สู้ต่อไป ไมโครซีเนม่า!
Agora | กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์
วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
www.facebook.com/bintokrit
สู้ต่อไป ไมโครซีเนม่า!
บทความตอนที่แล้วเรื่อง “บทบาทสำคัญของไมโครซีเนม่าต่อวงการภาพยนตร์ไทย” ได้อธิบายเหตุผลอย่างน้อย 5 ประการของพื้นที่ฉายหนังขนาดเล็กไปแล้ว ได้แก่
1. เป็นการเปิดพื้นที่ให้ผู้ผลิตภาพยนตร์ตัวเล็กตัวน้อยรายอื่นๆ เช่น ภาพยนตร์อิสระ ภาพยนตร์ทางเลือก ภาพยนตร์นอกกระแส ฯลฯ ได้มีที่ทางในการเผยแพร่และปฏิสัมพันธ์กับผู้ชม
2. เป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดความหลากหลายของภาพยนตร์
3. เป็นการพัฒนาวัฒนธรรมการดูหนังและการสร้างหนังที่ยกระดับไปมากกว่าแค่การเสพความบันเทิงทั่วไปหรือผ่อนคลายสบายใจเท่านั้น
4. เป็นการสร้างชุมชนทางศิลปวัฒนธรรมที่ยึดโยงกันด้วยศาสตร์ภาพยนตร์
5. เป็นการพัฒนาทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณของผู้ชมภาพยนตร์และผู้ผลิตงาน ตามลิงก์ https://www.matichonweekly.com/column/article_833930
สำหรับตอนนี้จะเล่าถึงสถานการณ์ล่าสุดของไมโครซีเนม่าในไทยว่าเป็นอย่างไรบ้าง
เริ่มจากการประกาศยุติกิจกรรมการฉายภาพยนตร์ของ Doc Club & Pub เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2567 เนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ซึ่งกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับไมโครซีเนม่านั้นมีหลายฉบับ แต่ละฉบับก็อยู่ภายใต้หน่วยงานรับผิดชอบที่แตกต่างกัน
เช่น ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงภาพยนตร์อยู่ภายใต้การดูแลของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงมหรสพอยู่ภายใต้การดูแลของกรมโยธาธิการและผังเมือง การขออนุญาตก่อสร้างและดัดแปลงอาคารตามกฎหมายอาคารอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลโดยเจ้าพนักงานท้องถิ่น เป็นต้น
จะเห็นว่าระเบียบราชการต่างๆ มีขั้นตอนที่ยุ่งยากและเป็นอุปสรรคสำหรับการสร้างพื้นที่ฉายภาพยนตร์อิสระเป็นอย่างมาก คือเน้นหนักไปที่การควบคุม ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนส่งเสริม
บางฉบับออกแบบมาเพื่อใช้กับโรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่โดยเฉพาะเนื่องจากไมโครซีเนม่ายังไม่อยู่ในการรับรู้ของผู้ออกกฎหมาย
ดังนั้น จึงกำหนดเงื่อนไขที่ทำให้ไมโครซีเนม่าใดๆ ไม่อาจเกิดขึ้นจริงได้ในทางปฏิบัติ ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้ทันสมัย รวมทั้งอาจยกเลิกกฎหมายบางอย่างที่ล้าสมัยไปแล้วด้วย
Doc Club & Pub ตั้งอยู่ที่อาคาร WOOF PACK ย่านศาลาแดง/สีลม เป็นไมโครซีเนม่าที่นับว่ามีชื่อเสียงที่สุดในวงการหนังนอกกระแสในไทย เพราะแม้จะเพิ่งดำเนินกิจการฉายหนังมาไม่นาน แต่ทีมงานก็อุดมไปด้วยผู้คร่ำหวอดในแวดวงภาพยนตร์มาอย่างต่อเนื่องหลายสิบปี
โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่หมู พี่ธิดา และผองเพื่อนแห่งนิตยสาร Bioscope และบริษัท Documentary Club ในฐานะผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์อิสระ
ต่อมาเมื่อ Bangkok Screening Room ซึ่งเป็นผู้ฉายเดิมในพื้นที่นี้เลิกกิจการไปหลังสถานการณ์ล็อกดาวน์ช่วงโควิด-19 Documentary Club จึงเข้ามาดำเนินกิจการต่อภายใต้ชื่อ Doc Club & Pub
จนกระทั่งพบข้อจำกัดทางกฎหมายอันนำมาสู่การประกาศยุติกิจกรรมฉายภาพยนตร์จนกว่าจะหาพื้นที่ใหม่ได้ หรือไม่ก็จนกว่ากฎหมายจะได้รับการปรับปรุงแก้ไข
ล่าสุดทาง THACCA, กรมส่งเสริมวัฒนธรรม, กระทรวงวัฒนธรรม, มูลนิธิจำนง รังสิกุล, The French Ministry for Europe and Foreign Affairs, Embassy of France in Thailand (Sawasdee France), The Fonds ?quipe France (FEF), Alliance Fran?aise de Chiang Ma?, Institut Francais และ Documentary Club ได้จัดการอบรมและเสวนาเชิงปฏิบัติการ “MICRO CINEMA THAILAND 2025 โอกาสและความท้าทายของโรงภาพยนตร์ขนาดเล็กในประเทศไทย” ขึ้นที่ Doc Club & Pub ระหว่างวันที่ 13-16 มีนาคม 2568 เพื่อระดมสมอง แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเพิ่มศักยภาพของแต่ละพื้นที่ให้สามารถพัฒนาไปสู่การเป็นไมโครซีเนม่าได้
โดยผู้เข้ารับการอบรมมีประมาณ 50 คน มาจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เช่น ลพรามาจากลพบุรี, NOIR ROW ART SPACE จากอุดรธานี, a.e.y.space จากสงขลา, Wildtype จากภูเก็ต, เมืองทองรามาจากพะเยา, พนมนครรามาจากนครพนม, ดูหนังในห้องนั้นจากนครราชสีมา, BERNG NANG CLUB จากขอนแก่น, Dude, Movie จากเชียงใหม่, Chiang Rai Film Club จากเชียงราย, Phatthalung Micro Cinema จากพัทลุง, ธุดงค์รามา (Dhutanga Cinema) จากกรุงเทพฯ เป็นต้น
สำหรับวิทยากรนั้นมาจากหลากหลายสาขาตามประสบการณ์และความชำนาญของแต่ละคน
โดยเริ่มต้นสองวันแรกด้วยกฤตวิทย์ หริมเทพาธิป (สุภาพ หริมเทพาธิป) จาก Doc Club & Pub บรรยายในหัวข้อ “Micro Cinema : นิยามและบทบาท ตัวอย่างที่น่าศึกษาจากต่างประเทศ”
ม.ร.ว.เฉลิมชาตรี ยุคล ประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนและพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์ด้านภาพยนตร์ บรรยายเรื่อง “ปัญหา อุปสรรค กฎหมาย การแก้ไขและการสนับสนุนจากภาครัฐ”
วรพันธุ์ คล้ามไพบูลย์ สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านบูติกโฮเต็ลและการใช้งานอาคารเก่า บรรยายในหัวข้อ “การปรับปรุงพื้นที่อาคารเก่า” ระหว่างนี้ก็มีผู้ประกอบการโรงแรมเวฬาวาริน (VelaWarin) ซึ่งดัดแปลงอาคารโบราณให้กลายเป็นที่พักอาศัยมาร่วมสนทนาในมุมมองของเจ้าของกิจการว่าจะสามารถดัดแปลงตึกเก่าและโรงแรมให้เป็นพื้นที่ฉายภาพยนตร์ได้หรือไม่ อย่างไร
ผศ.ดร.รชพร ชูช่วย สถาปนิกและผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบของสตูดิโอ all(zone) บรรยายในหัวข้อ “การออกแบบพื้นที่ Micro Cinema ข้อจำกัด ข้อควรคำนึงถึง (กรณีศึกษา Doc Club & Pub.)”
และศิริชัย มีจันทร์โท หรือ Nut Powersound ผู้เชี่ยวชาญระบบการฉายหนังในพื้นที่เล็ก บรรยายเรื่อง “เทคโนโลยี ระบบอุปกรณ์”
จากนั้นจึงเป็นการเปิดให้ผู้เข้าอบรมแต่ละคนได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์ บทเรียน มุมมอง ตลอดจนระดมความคิดเห็นต่างๆ เพื่อเป็นการรวบรวมข้อมูลความท้าทายและอุปสรรคที่พบในแต่ละพื้นที่ ความต้องการในการสนับสนุนว่ามีอะไรบ้าง ระดมความคิดเห็นเรื่องโอกาสในการสร้างความร่วมมือระหว่างกัน การสร้างเครือข่าย การจัดทำฐานข้อมูลสมาชิกไมโครซีเนม่า และช่องทางติดต่อต่างๆ เพื่อส่งข่าวสารระหว่างกัน
ในช่วงของการสนทนาแลกเปลี่ยนทัศนะนี้ได้รับความสนใจทั้งจากภาครัฐและเอกชนเข้ามาร่วมพูดคุยเพื่อนำไปสู่การพัฒนานโยบาย ปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย และเตรียมร่างกฎหมายใหม่ในลำดับต่อไป เช่น กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม, THACCA และ ส.ส.พิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์ พร้อมทีมงานจากพรรคประชาชน เป็นต้น
สำหรับสองวันสุดท้ายเป็นวิทยากรจากต่างประเทศทั้งหมดคือ Jérémy Segay จากฝรั่งเศส ผู้เชี่ยวชาญระบบการสนับสนุนและนโยบายภาพยนตร์แห่งประเทศฝรั่งเศส (French cinema policy and support system specialist) มาบรรยายในหัวข้อเรื่อง “ระบบนิเวศที่ส่งเสริมภาพยนตร์ฝรั่งเศส” (French Cinema Support Ecosystem) “ตัวแบบจากฝรั่งเศสในการสนับสนุนภาพยนตร์ ความคิดริเริ่มในการศึกษาภาพยนตร์ โปรแกรมการพัฒนาผู้ชม โปรแกรมการส่งเสริมระดับนานาชาติ” (French Model of Cinema Support : Film education initiatives and audience development programs, International Support Programs)
และ Julien Lacorne ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบการสนับสนุนและนโยบายภาพยนตร์แห่งประเทศฝรั่งเศส (French cinema policy and support system specialist) บรรยายในหัวข้อ “ระบบนิเวศที่ส่งเสริมภาพยนตร์ฝรั่งเศส กรณีศึกษาในประเทศไทย” (French Cinema Support Ecosystem : Case Studies in Thailand) โครงการความร่วมมือล่าสุดและกลไกการสนับสนุนที่มีอยู่ในปัจจุบัน (Current collaboration projects, Available support mechanisms)
ปิดท้ายด้วย Walter Navarro ผู้ดำเนินกิจการฉายภาพยนตร์อิสระ (Independent Cinema Operation) ในนาม “เดอะ โปรเจ็กเตอร์” (The Projector) จากประเทศสิงคโปร์ บรรยายเรื่อง “การเดินทางของเดอะโปรเจ็กเตอร์และตัวแบบทางธุรกิจ” (The Projector’s Journey & Business Model)
บอกเล่าอุปสรรคและความท้าทายทางธุรกิจของไมโครซีเนม่าในสิงคโปร์ หลักการสำคัญในการจัดโปรแกรมการฉายภาพยนตร์ ตลอดจนการวางแผน ออกแบบ และปรับประยุกต์อาคารในชุมชนและวางแผนการดำเนินกิจการซึ่งกว่าจะผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่ายี่สิบปีได้ก็เรียนรู้อะไรมากมาย
รวมทั้งการจับมือกับเจ้าของอาคารเพื่อปรับพื้นที่ให้เป็นโรงฉาย การทำการตลาดและพัฒนาผู้ชม ไปจนถึงการวางโครงสร้างพื้นฐานทางเทคนิคเพื่อทำให้เกิดไมโครซีเนม่าขึ้นมาได้
นอกจากนี้ยังมีตัวแทนของ Complex 01 เมืองฮานอย ประเทศเวียดนาม มานำเสนอโครงการ Community Mall ที่มีไมโครซีเนม่าเป็นส่วนประกอบสำคัญอีกด้วย
แม้ Doc Club & Pub จะยุติการฉายภาพยนตร์ลงไปอย่างไม่มีกำหนดแล้วก็ตาม ทว่า การขยับก้าวแรกๆ ของวงการไมโครซีเนม่าในประเทศไทยได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว บางทีอุปสรรคที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่เรื่องเลวร้ายไปเสียทั้งหมดก็ได้ เพราะหากไม่มีเหตุการณ์ครั้งนั้นคนทั่วไปก็คงไม่ได้ตระหนักรู้ถึงปัญหาและข้อจำกัดทางกฎหมายขนาดนี้
จุดสิ้นสุดของกิจกรรมการฉายภาพยนตร์จึงไม่ใช่กาลอวสานของไมโครซีเนม่าในไทย แต่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งใหม่ที่ยิ่งใหญ่และมั่นคงกว่าที่ผ่านมาก็ได้ เมื่อใดก็ตามที่ผู้ร่วมการผจญภัยนี้ยังเดินต่อไปไม่หยุด จุดสิ้นสุดของไมโครซีเนม่าย่อมมาไม่ถึง
สู้ต่อไป ไมโครซีเนม่า!
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สู้ต่อไป ไมโครซีเนม่า!
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com